ปัญหาบ้านรกหรือนักสะสมของที่ทำให้บ้านเต็มไปด้วยขยะหรือสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งาน เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในเมืองไทย ถึงขนาดที่ในปัจจุบันมีบริษัทรับจัดการเคลียร์บ้าน สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตชอบสะสมของหรือคนที่บ้านรกจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร
ซึ่งนักจัดบ้านส่วนใหญ่ให้คำแนะนำกันว่า การจัดการให้บ้านไม่มีของสะสมมากจนเกินไป คือรู้จักที่จะทิ้ง โดยมีถุงดำเป็นอาวุธข้างกาย แล้วเราควรจะทิ้งอย่างไรเพื่อให้ชีวิตเบาขึ้นกว่าเดิมและไม่ก่อหนี้เพิ่มเติมมาดูคำแนะนำที่ทาง เว็บไซต์ SCB แนะนำกันเอาไว้เลย
อย่าเสียเวลากับการจัดระเบียบ
แน่นอนว่าการพยายามจัดระเบียบเป็นสิ่งที่ดี แต่น่าเสียดายที่จัดให้เรียบร้อยไป คุณก็ไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการในการซื้อข้าวของชิ้นใหม่มาเติม ทำให้ต้องมานั่งจัดระเบียบวนซ้ำ ทำความสะอาดหนักหน่วงเหน็ดเหนื่อยอยู่ร่ำไป ชนิดที่ว่าถึงจะเพิ่มตู้เปล่าอีกสิบใบก็ไม่เพียงพอใส่สมบัติทั้งหมด ทั้งที่การมีของเหล่านั้นในครอบครองไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเราแล้ว แทนที่จะพยายามยัดทะนานสิ่งเหล่านั้นลงในตู้ ขอให้คิดเสียว่าอาจมีคนอื่นใช้ประโยชน์จากสมบัติเหล่านั้นได้มากกว่าตัวคุณ และตัดใจปล่อยมือจากมันดีกว่า
ละเลิกยึดติดด้วยคำว่า “เป็นเจ้าของ”
สิ่งของบางอย่างนั้นเราอาจได้มาด้วยความภาคภูมิใจ และเคยใช้มันในวันที่มีความหมาย หรือเป็นสิ่งที่เคยสร้างความสุข ทำให้เรายึดติดจนไม่สามารถปล่อยมือได้ ต้องกลายเป็นนักสะสมมือทองที่ข้าวของล้นเต็มบ้าน อาทิ นิตยสารเก่าที่เต็มไปด้วยนักร้อง นักกีฬา ที่เราชื่นชอบในอดีต จะทิ้งก็เสียดาย แต่หากเราลดละความรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น แล้วลองจินตนาการว่า หากแบ่งปันให้คนอื่นได้ใช้ เขาคงมีความสุขหรือได้ใช้ประโยชน์จากมันเหมือนที่เราเคยได้ กลายเป็นสร้างคุณค่าคูณสองให้สิ่งที่เรารัก ขณะที่ตัวเรายังมีรายได้จากการขายมือสอง หรือไม่ก็กลายเป็นความอิ่มเอมใจหากเลือกบริจาคเพื่อให้คนรุ่นต่อไป จะยิ่งทำให้การตัดใจง่ายยิ่งขึ้น
ตัดวันนี้เพื่อหยุดหนี้ในอนาคต
การโละทิ้งข้าวของบางอย่าง ยังช่วยให้เราตระหนักถึงมูลค่าของเงินทองที่เราเสียไปเพื่อแลกกับความสุขชั่วครู่ เช่น ชุดเสื้อผ้าที่เราเคยอยากได้ใจจะขาดเมื่อเห็นนางแบบสวมใส่ แต่กลับไม่ได้หยิบมาใช้หลายปีแล้ว จนมูลค่าของมันลดลงตามกาลเวลา เมื่อนำมารวมกันเยอะ ๆ จะทำให้เราเห็นราคาที่เคยจ่ายเพื่อสิ่งเหล่านั้น อาจช่วยเรียกสติให้เห็นว่าด้วยจำนวนเงินก้อนเดียวกัน เราอาจนำไปใช้กับอย่างอื่นได้อีกตั้งมาก หรือทำให้เห็นว่าเราอาจจะปลดหนี้ไปได้แล้วมากขนาดไหน หากไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับสิ่งของสุดรักเหล่านี้ ดังนั้น เพื่อทำให้สติหนักแน่นขึ้น การทิ้งสิ่งของรอบข้างให้เบาลง จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
อะไรที่ไม่ได้ใช้เกิน 6 เดือน คือสิ่งที่พร้อมให้ลืมเลือน
เคยพะวงต่อเอกสารกองมหึมาบนโต๊ะหรือไม่ กลัวว่าหากทิ้งอะไรไปแล้วจะต้องนำกลับมาใช้ในภายหลังจะไม่มีให้อ้างอิง แต่คนเรามักลืมไปว่าข้าวของบางอย่างที่ไม่ได้รับการแตะต้องมาเกิน 6 เดือน มักมีแนวโน้มไม่จำเป็นต่อเราเป็นการถาวรไปแล้วในแบบที่เราเองยังทันไม่รู้ตัว หากเป็นเอกสารเกี่ยวกับการทำงานเก่า ๆ เราสามารถใช้วิธีเก็บเข้าสู่ระบบดิจิทัลแทน เพื่อประหยัดเนื้อที่ในโลกแห่งความเป็นจริง
มองให้เห็นคุณค่าที่มากกว่าความทรงจำส่วนตัว
ของเก่าเก็บบางอย่างที่เป็นมรดกตกทอดจากคนรุ่นก่อน หากเราไม่สามารถดูแลรักษาหรือทะนุถนอมให้อยู่ในสภาพดีและคงสภาพอย่างที่พึงจะเป็นต่อไปได้ เช่น รถยนต์เก่า นาฬิกาที่ชำรุด หนังสือโบราณ การส่งมอบให้ผู้อื่นด้วยการนำไปขายหรือประมูล อาจเป็นทางเลือกที่ดีต่อผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะหากว่ามันมี “เรื่องราว” ที่มาที่ไป จะทำให้มูลค่าสิ่งของนั้นสูงขึ้น และคนที่รับช่วงก็เป็นเสมือนคนที่ช่วยเราจดจำเรื่องราวบันทึกความทรงจำ วิธีนี้จะไม่ทำให้คุณค่าของเก่าเหล่านั้นเลือนหายไปไหน แม้ในทางปฏิบัติจะเหมือนเราทอดทิ้งสิ่งนั้นไปก็ตาม
หลักการตัดใจเหล่านี้ นอกจากจะทำให้หมดภาระเรื่องการดูแลรักษาแล้ว ยังทำให้เราปลอดโปร่งในเรื่องการเงินด้วยในหลายกรณี ขณะที่บ้านหรือที่ทำงานเราก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เป็นการเริ่มต้นชีวิตที่สดใสแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องหาอะไรมาแต่งเติมอีก
ที่มา: https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/tips-for-you/how-to-throw-away-belongings.html






























