Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Doctor Cha จากมนุษย์เมียแสนดี ลุกขึ้นมาทวงคืนความภาคภูมิของตัวเอง

Doctor Cha จากมนุษย์เมียแสนดี ลุกขึ้นมาทวงคืนความภาคภูมิของตัวเอง

ภาพจาก JTBC

หลังจากที่ตัดใจทิ้งซีรีส์เรื่อง Queenmaker ไปตลอดกาล เพราะเริ่มต้นดูแล้วไม่ค่อยถูกจริตและไม่ตอบโจทย์กับรสนิยมการเสพความบันเทิงในช่วงนี้ที่ขอเน้นฮามากกว่าเครียด ก็เลยลองเขี่ย ๆ หาซีรีส์เรื่องอื่นใน Netflix ดูแทน จนไปเจอเข้ากับซีรีส์ทางการแพทย์เรื่องหนึ่งที่เพิ่งเริ่มออนแอร์ได้ 4 ตอน แต่ในเวลานั้นยังไม่ได้เปิดดูทันทีเพราะต้องทำอย่างอื่นต่อจากนั้น ทว่าในช่วงที่เข้าเฟซบุ๊กไปหาอัปเดตข่าวสารบ้านเมืองเป็นช่วง ๆ ก็เจอเข้ากับเพจรีวิซีรีส์ที่ตัวเองกดติดตามไว้ แล้วเขาก็เขียนรีวิวซีรีส์เรื่องเมื่อครู่พอดี พออ่านจบปุ๊บ ก็รู้แล้วล่ะว่าคืนนี้จะดูอะไรดี

Doctor Cha ซีรีส์ที่ Netflix ก็แปลตรงตัวว่า คุณหมอชา เป็นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องวุ่น ๆ ของวัยรุ่นบุคลากรโรงพยาบาล แต่กลับเป็นซีรีส์ที่ไม่ได้เน้นด้านการแพทย์อะไรมากมาย เพราะสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ขาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและการเติบโต เน้นการเติบโตไปที่ชีวิตของหญิงสาววัยเกือบกลางคนคนหนึ่งที่เป็นแม่บ้านสุดเพอร์เฟกของครอบครัว เธอดูแลสามี ลูก 2 คน และแม่ของสามี แวะเวียนไปหาแม่ตัวเองบ้างตามโอกาส และมีเพื่อนซี้ที่ติดต่อกันเสมอ เบื้องหลังก่อนที่เธอจกลายมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เธอคือคนหนึ่งที่เรียนจบแพทย์ อาชีพที่ใคร ๆ ก็มองว่าสง่างาม และกำลังจะมีอนาคตที่ดี ทว่าสุดท้ายเธอก็หันหลังให้มันมานานถึง 20 ปี

ชีวิตแม่บ้านของเธอเคยเป็นปกติ จนกระมั่งวันที่เธอพบเจอกับประสบการณ์เฉียดตาย ทั้งคนอื่นและตัวเอง เธอก็ได้พบว่าเธอควรจะทวงคืนชีวิตที่หายไปตลอด 20 ปีคืนมาได้แล้ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะกลับไปเป็นหมออีกครั้ง เพราะไม่ได้ทำงานมานานมาก เธอจึงคิดจะเริ่มต้นใหม่ด้วยการเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลเดียวกับที่สามีทำงานอยู่ และคิดเรื่องเรียนต่อเฉพาะทาง เธอกลายมาเป็นแพทย์ประจำบ้านในแผนกเดียวกันกับโจทก์เก่าที่เคยเรียนหมอมาด้วยกัน แต่เวลานี้หล่อนดันมีสถานะเป็นอาจารย์แพทย์ เป็นหัวหน้างาน และอีกหนึ่งสถานะที่พัวพันกับสามีของเธอ เธอจึงต้องเดินเข้าโรงพยาบาลแบบสับ ๆ เพื่อปลดแอกสถานะแม่บ้านธรรมดา ๆ สลัดผ้ากันเปื้อนมาสวมชุดกาวน์อย่างภาคภูมิ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

จะบอกว่าพอดูจริง ๆ ด้านการแพทย์จะไม่ค่อยเน้นเท่าไร นอกเหนือจากการที่มันเป็นอาชีพของตัวละครหลักทั้ง 4 ตัว แต่ปมเรื่องครอบครัวของตัวละครค่อนข้างหนักเอาเรื่องเลยล่ะ ซึ่งเขาพยายามนำเสนอให้มันออกไปในแนวคอมเมดี้ ฮาก็ได้แต่ก็เครียดเหมือนกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ มันกลายเป็นซีรีส์ที่นำเสนอแบบตลกร้าย นักแสดงแต่ละคนล้วนเป็นตัวตึงกันทั้งนั้น ที่สำคัญ คือความประทับใจที่ว่าซีรีส์เกาหลีเขาไม่กำหนดขอบเขตของพระเอกนางเอกเลย นางเอกไม่จำเป็นต้องสวยแบบพิมพ์นิยมหรือเป็นสาวแรกรุ่น แค่เจิดจ้าในคาแรกเตอร์ที่ตัวเองได้รับก็พอ อย่างนางเอกเรื่องนี้ ออมจองฮวา แม้อายุจริงของเธอจะเข้าเลข 5 ไปแล้ว แต่เธอก็ยังเป็นนางเอกที่เจิดจ้าสุด ๆ กับตัวละครที่เธอเล่น

คนอื่นเขาจะเป็นจะตายที่ไม่ได้เป็นหมอ แต่ทำไมแกยอมทิ้งทักษะของตัวเองไปเป็นแม่บ้านเต็มตัวซะได้ ไม่เสียดายใบประกอบวิชาชีพแพทย์บ้างเหรอ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ก็นะ! ชีวิตคนเราควรจะมีเพื่อนดี ๆ สักคนไว้คอยดึงสติกันแบบนี้แหละ เพื่อนที่พูดกันได้ตรง ๆ แต่ไม่บั่นทอนจิตใจกัน เพื่อนที่ยังอยู่เคียงข้างทั้งที่เราเคยเดินทางผิด ๆ ถูก ๆ มาก่อน แม้ว่าเรื่องในอดีตที่มันเกิดขึ้นแล้วเพื่อนจะห้ามไว้ไม่ทัน แต่อย่างน้อย เพื่อนที่ดีจะไม่ทำให้เราหลงทางไปมากกว่าที่เป็น ในซีรีส์เรื่องนี้ เราจะเห็นเพื่อนหมอของนางเอกที่คอยสนับสนุนทุอย่างที่เพื่อนอยากทำ คอยชมเชยตลอดว่าเพื่อนทำดีมาก ทำดีแล้ว เก่งแล้ว เพื่อให้เพื่อนมีกำลังใจดี ๆ ในการใช้ชีวิตที่ออกจะขรุขระอยู่ไม่น้อย

นางเอกที่แต่งงานมีครอบครัวมาร่วม 20 ปี จนลูกคนโตเป็นถึงแพทย์อินเทิร์นไปแล้ว ก็ยังคงติดต่อกับเพื่อนสมัยเรียนที่เรียนเฉพาะทางด้านผิวหนังจนเปิดคลินิกความงามใหญ่โตเป็นของตัวเอง จะเห็นว่าเพื่อนคนนี้มีบทบาทมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ด้วยการเรียกให้นางเอกมาเข้าคอร์สดูแลหน้าก่อนที่มันจะพังไปมากกว่านี้ เพราะเธอรู้ดีว่าชีวิตแม่บ้านของเพื่อนรักหนักหนาสาหัสขนาดไหน ต้องปรนนิบัติสามีที่แยกห้องกันนอนมาเกินสิบปี ดูแลชีวิตทั่วไปและการเรียนของลูก ๆ ทั้งสองคนไม่เคยขาดตกบกพร่อง และไหนจะสลับร่างไปมาระหว่างลูกสะใภ้กับขี้ข้าเพื่อทำทุกอย่างตามที่คุณแม่สามีต้องการโดยไม่เคยปริปากบ่น มันก็ไม่แปลกเลยที่เธอจะทักเพื่อนของเธอว่าสภาพเหมือนคนป่วยเข้าไปทุกที

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แม้ว่านางเอกจะดูมีความสุขดีกับการทิ้งวิชาชีพแพทย์ที่ตัวเองอุตส่าห์ขยันหมั่นเพียรเล่าเรียนมาจนจบ แต่ลึก ๆ แล้วมันมีความว่างเปล่าที่ไม่ถูกเติมเต็ม ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องทิ้งอนาคตที่สวยงามของตัวเองไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งมั่นตั้งใจปั้นอนาคตของลูกทั้งสองคนอย่างเต็มที่ ยิ่งเธอถูกเพื่อนถามว่าทำไมถึงยอมทิ้งเสื้อกาวน์ของตัวเองแล้วหันไปสวมผ้ากันเปื้อนแทบทั้งวันทั้งคืนแบบนั้นก็ยิ่งไปไม่เป็น อาการที่เธอเสแสร้งทำเป็นงอนที่เพื่อนพูดแทงใจดำ จริง ๆ แล้วเธอเองก็เก็บมาคิด และรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่วันนั้นเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้เอง ทว่าสำหรับเธอ มันเป็นเส้นทางที่มาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปเสียแล้ว

นางเอกมีสัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่เต็มเปี่ยม รวมถึงลักษณะของการเป็นภรรยาที่ดี ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำในเวลานี้มันคือการทำเพื่อคนอื่นแทบทั้งสิ้น เหมือนกับกล่อมตัวเองไปวัน ๆ ว่าแค่ลูกผัวมีความสุขเธอก็จะมีความสุขด้วย แต่เธอกลับหาคุณค่าและตัวตนของตัวเองไม่เจอ เธอไม่รู้ว่าเธอต้องทำอะไรเธอถึงจะมีความสุข ที่ผ่านมาเธอเอาความสุขตัวเองไปผูกไว้ที่ครอบครัวหมด ไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ที่ผ่านมามีแต่สิ่งที่เธอต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะชอบ เมื่อเจอคำถามนั้นของเพื่อน แม้ปากจะเถียงเพื่อนไปว่าสิ่งที่เธอทำอยู่น่ะดีแล้ว แต่คำถามนั้นกลับวนไปวนมาในหัว และรบกวนจิตใจไม่น้อย เธอไม่ได้อิจฉาเพื่อนที่เป็นหมอเปิดคลินิกใหญ่โต เธอแค่กำลังสงสัยในคุณค่าของตัวเอง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

จนกระทั่งเธอมาตระหนักว่าวิชาชีพแพทย์ที่เธอมุมานะเรียนจนได้ใบประกอบวิชาชีพมานั้นเป็นอะไรที่สูญเปล่าและไร้ค่า ก็คือการที่เธอไม่สามารถช่วยเหลือคนที่ล้มไปตรงหน้าเธอได้ แค่ปฐมพยาบาลง่าย ๆ ยังทำไม่ได้เลย แล้วยังจะกล้าคิดเรื่องที่ตัวเองจบหมอมาอีกอย่างนั้นหรือ ปณิธานการเป็นหมอที่ดีที่เธอเคยมี ทักษะที่เคยร่ำเรียนมา เกรดเรียนจบหมอที่สวยงาม บัดนี้มันใช้งานไม่ได้สักอย่าง เธอทำเป็นหน้าที่แม่บ้านมาตลอด 20 ปี ทิ้งทั้งความตั้งใจและตัวตนของตัวเองไปจนหมดเพื่อครอบครัวขนาดนั้น แต่เธอกลับว่างเปล่า และหลังจากนี้ คนดูจะได้รู้ว่าเธอได้รับการตอบแทนการเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีอย่างไรจากครอบครัวที่เธอพยายามโอบอุ้มด้วยการเสียสละทุกอย่างที่ตัวเองมี

ผู้หญิงน่ะ ต่อให้ได้ดีมีชื่อเสียงไป แต่ถ้าไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบก็สูญเปล่าทั้งนั้นแหละ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ก่อนอื่น ขอออกตัวเลยว่าหมั่นไส้ตัวละครแม่ผัวมากที่สุดในเรื่องแล้ว สำหรับนี่นะ หล่อนเป็นหนึ่งในตัวละครที่อยากจะจับไปฝังกลบจริง ๆ แค่เห็นหน้าก็ดูออกเลยว่ามีความไม่จริงใจอย่างแรง เป็นตัวละครที่เป็นตัวแทนของความหัวโบราณคร่ำครึ และเป็นผู้หญิงที่ถูกกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตยมานานนมจนมันหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจและทัศนคติ ขนาดว่าตัวเองก็เป็นผู้หญิงที่ถูกแนวคิดแบบนี้ทับไว้ แต่เพราะเคยชินกับมันและใช้ชีวิตมาแบบนี้ เลยมีแนวคิดแบบล้าหลังว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ลูกสะใภ้ต้งออุทิศตัวเองเพื่อลูก ผัว และแม่ผัว ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะสมบูรณ์ได้ถึงขีดสุดไม่ใช่การเจริญในหน้าที่การงาน แต่คือการมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต่างหาก

มันเป็นความคิดที่เหยียบผู้หญิงอยู่พอสมควรเลยนะกับการเปรียบเทียบว่าผู้หญิงโสดไม่มีครอบครัว เป็นผู้หญิงที่จะไม่มีวันได้เจอกับความสมบูรณ์แบบของชีวิต ทั้งที่นี่มันยุคไหนแล้ว ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบและเต็มภาคภูมิจากสิ่งที่เธอได้ทำเพื่อตัวเอง และความจริงแล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิต มันควรจะเป็นสิ่งที่เราพูดออกมาด้วยตัวเองเมื่อเราสัมผัสได้ถึงชีวิตที่มันสมบูรณ์แล้วของเราเอง ไม่ใช่สิ่งที่ให้ใครมาตัดสินพิจารณาจากสายตา แต่เรื่องจริงยิ่งกว่าที่นางเอกเจอ คือการที่แม่ผัวฝังความคิดความเชื่อว่าที่เป็นอยู่มันดีแล้ว ชีวิตที่มีครอบครัวคือความสมบูรณ์แบบที่น่าอิจฉา ก็เพื่อที่จะได้จิกหัวใช้ลูกสะใภ้คนนี้ไปได้ตลอดมากกว่า

ภาพจาก FB: JTBC Drama

นั่นทำให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นางเอกไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของสามีเพียงแค่คนเดียว เธอยังถูกครอบงำโดยแม่ผัวตัวแสบด้วย หลังจากแต่งงานที่นางเอกกลายเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้ แม่ผัวก็โยนหน้าที่แม่และเมียที่ตัวเองเคยทำได้เองตอนยังไม่มีลูกสะใภ้ ให้กลายเป็นหน้าที่ลูกสะใภ้ทั้งหมด ถือว่าตัวเองแก่แล้วเลยเอาแต่จิกหัวใช้ลูกสะใภ้ไม่ต่างจากขี้ข้า ยิ่งลูกสะใภ้ทำได้ดีก็ยิ่งเคยตัว มาตรฐานสูงว่าต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ คิดจะเอาแต่ที่ตัวเองต้องการ แต่ไม่เคยอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน แสดงอำนาจบาตรใหญ่ในฐานะแม่ผัวว่าการเป็นเมียที่ดีต้องห้ามมีปากมีเสียงทั้งกับผัวและแม่ผัว ก้มหน้าก้มตาทำไปตามหน้าที่ก็พอ หน้าที่ที่เสมือนกับถูกติดตั้งโปรแกรมว่าต้องรับใช้คนในครอบครัวเพียงเท่านั้น

ยิ่งตอนที่ลูกสะใภ้ป่วย การแสดงออกด้วยความไม่จริงใจกลายเป็นจริงใจขึ้นมาทันตาเห็น ท่าทีของการคัดค้านหัวชนฝาเหมือนคนคลั่งว่าไม่ยอมให้ลูกชายตัวเองต้องเจ็บตัวเพื่อช่วยชีวิตเมียเด็ดขาดแบบนั้น ลูกสะใภ้ที่ไหนเห็นก็ต้องโกรธแค้นทั้งนั้นแหละ ทั้งที่ตัวเองอุทิศทุกอย่างเพื่อครอบครัวมาตลอดขนาดนั้น แต่กลับได้รับการตอบแทนที่น่ารังเกียจแบบนี้ ก็คงนึกสงสัยในตัวเองเหมือนกันว่าฉันเป็นตัวอะไรในบ้าน คนกำลังจะตายยังแสดงท่าทีจริงใจจนน่าขยะแขยงได้แบบนั้น

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่แม่ผัวทำมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร ถึงจะเป็นชีวิตของลูกสะใภ้ แต่การที่ต้องเห็นลูกชายตัวเองแบ่งอวัยวะให้เมียเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตัดสินใจกันได้ง่าย ๆ ในฐานะแม่คนหนึ่งแล้ว ถ้าให้เลือกระหว่างลูกในไส้กับลูกสะใภ้ ร้อยทั้งร้อยก็เลือกลูกในไส้อยู่แล้ว (ถ้าลูกตัวเองไม่ได้หยำเปเกินมนุษย์มนา) ลูกสะใภ้น่ะยังไงก็มีสถานะเป็นคนอื่นชัดเจน ก่อนแต่งก็คนอื่น หย่าร้างไปก็คนอื่น แต่ท่าทีที่แสดงออก ก็ไม่เห็นจะต้องทำให้คนป่วยใกล้ตายรอการบริจาคอวัยวะต้องเห็นขนาดนั้นเลยว่าแม่ผัวไม่อยากช่วยชีวิตตัวเองแบบนั้น

อย่างที่บอกว่ามันเป็นแนวคิดแบบล้าหลังนั่นแหละ ตัวเองเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่กลับมืดบอดด้วยความคุ้นชินว่าชีวิตของผู้หญิงทุกคนจะสมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อมีครอบครัว ถ้าไม่มีก็สูญเปล่า สาวโสดมีอิสระทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ แต่มันจะมีความหมายอะไรในเมื่อไม่มีลูกไม่มีผัว มีแต่ความเคว้งคว้างในใจ เพราะฉะนั้น ชีวิตของลูกสะใภ้ที่มีครอบครัว และทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบและน่าอิจฉากว่าเป็นไหน ๆ อย่างไรก็ตาม นางเอกก็ดันเป็นลูกสะใภ้ที่ถูกใจตรงที่ว่านอนสอนง่าย ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ปริปากบ่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แบบนี้ก็ยิ่งได้ใจว่าต้องทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อย่าคิดที่จะลุกขึ้นมาหืออือ ไม่งั้นจะกลายเป็นผู้หญิงไม่ดี เมียที่ไม่ดี แม่ที่ไม่ดี และลูกสะใภ้ที่ไม่ดี

คงเพราะฉันรอดตายมามั้ง รู้สึกอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ฉันเลยว่าจะใช้ชีวิตแบบหน้าด้าน ๆ ตามใจตัวเองสักหน่อย

ในวันที่นางเอกคิดได้ว่าตัวเองจะก้าวข้ามความเส็งเคร็งของชีวิตที่อยู่แต่บ้าน ทำหน้าที่แม่ เมีย และลูกสะใภ้ที่ดี แต่กลับไม่สามารถเติมเต็มบางส่วนในใจที่มันขาดหายไปได้เลยนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้ที่ชักชวนผู้ชมอย่างเรา ๆ เอาใจช่วย และออกเดินทางท่องโลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยไปพร้อมกับเธอ หลังจากที่ซีรีส์ปูเรื่องในอีพีแรกมาอย่างน่ากระอักกระอ่วนและอึดอัด ทำให้ผู้ชมอยากจะวิ่งเข้าไปกระชากนางเอกมาดูให้เห็นกับตาว่าลับหลังเมีย ผัวของเธอทำอะไรไว้บ้าง รวมถึงอยากจะยื่นใบหย่าให้เซ็นไปให้จบ ๆ แบบเดียวกับที่คุณหมอผ่าตับถามเลยแหละว่าเมื่อไรจะหย่ากันครับ 55555

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ชีวิตของหมอชา เป็นชีวิตที่แทบจะรวมเอาความบัดซบทุกสิ่งอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคนมารวมไว้ในตัวคนเดียว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ยังสาว ๆ ก็ใช้ชีวิตอย่างไม่ประสีประสาจนท้องก่อนแต่ง เป็นเหตุให้เธอต้องเลือกที่จะเป็นแม่และเมียมากกว่าเป็นหมอ ทิ้งความฝันการเป็นหมอที่ดีมาทำหน้าที่แม่บ้านเต็มตัวเพื่อดูแลลูกผัวนานหลายปี ทำทุกอย่างเพื่อทุกคนในครอบครัวมาโดยตลอด แต่กลับต้องมานั่งโดดเดี่ยว รู้สึกว่าตัวเองอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร ไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยเรียกร้องอะไรเอาแต่ใจ เก็บทุกความไม่พอใจที่คนอื่นโยนใส่กลืนลงคอแล้วข่มใจไว้ มีผัวนอกใจ เจ็บป่วยปางตาย โทรหาผัวให้ตามมาโรงพยาบาล ผัวยังเลือกงานและเมียน้อยเลย กลับมาทำงานก็โดนเหยียดสารพัด

อาจฟังดูเวอร์นะ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องแบกรับอะไรที่มันเลวร้ายไว้ด้วยคนเดียวขนาดนี้เลยเหรอ ใจหนึ่งก็คิดนะว่ามันละคร แต่เชื่อเถอะว่าโลกแห่งความเป็นจริง จะต้องมีผู้หญิงที่ต้องแบกรับอะไรทั้งหมดนี้หรือมากกว่านี้อยู่ที่ไหนสักมุมบนโลกแน่ ๆ คนที่แบกรับสถานะแม่บ้านที่วิ่งวุ่นหัวฟูดูแลทุคนในบ้านอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่พูดไม่ได้บ่นไม่ได้ แต่พอทำอะไรไม่ถูกใจก็โดนพูดไม่ดีใส่ ไม่ถนอมน้ำใจคนที่ทำให้มาตลอด ความเป็นคนในครอบครัว สนิทสนมคุ้นเคยกัน ทำให้ความรู้สึกขอบคุณลดน้อยลง ความเกรงใจก็น้อยลง ความเคารพกันเริ่มไม่มี เมื่อทำอะไรให้แล้วคนที่เรารักแล้วเขาไม่เห็นค่า มันก็สร้างความเจ็บปวดได้หมดแหละ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แต่ผู้หญิงโชคร้ายคนนั้น จะมีโอกาสที่จะโยนทุกอย่างที่เคยหนักบนบ่าทิ้ง แล้วลุกขึ้นมาปฏิวัติเพื่อตัวเธอเองแบบที่หมอชาของเราทำหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มันต้องรวบรวมความกล้าพอสมควรเลยนะ ที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านในสิ่งที่ตัวเองเคยทำ เพื่อทวงคืนสิทธิ์และชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะมี รวมถึงกลับมาทำงานเพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเองแบบไม่ต้องอาศัยคนอื่นแนะนำว่าเป็นภรรยาของใคร เป็นแม่ของใคร เริ่มยืนด้วยสองขาของตัวเอง และใช้สองมือที่เคยทำอะไรต่อมิอะไรให้คนอื่น ทำเพื่อตัวเองบ้าง

หลังจากได้รับการปลูกถ่ายตับโดยศัลยแพทย์ฝีมือดี ทำให้นางเอกอยู่ในสถานะของคนที่รอดพ้นจากความตาย แถมยังได้รู้อีกว่าสามีที่เธอรักไม่เคยเต็มใจที่จะช่วยชีวิตเธอเลย เธอเลยเริ่มคิดได้ว่าที่ผ่านมาเธอละเลยตัวเองจนโดนเอาเปรียบมากขนาดไหน โอกาสที่ซีรีส์เรื่องนี้หยิบยื่นให้กับตัวละครหมอชา เริ่มต้นขึ้นจากวินาทีที่เธอรอดตาย เธอมีชีวิตใหม่ เธอก็ต้องเริ่มต้นใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเมื่อวานเพื่อรอคอยอนาคตที่ต่างออกไปด้วย เมื่อนับรวมกับคำถามของเพื่อนที่ยังรบกวนใจไม่หาย นี่แหละที่ช่วยเปิดทางให้เธอได้กลับไปเป็นหมอที่ดีอีกครั้ง เพื่อหยิบยื่นโอกาสให้ผู้อื่นได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแบบที่เธอมี

ภาพจาก FB: JTBC Drama

หลังจากเห็นคุณค่าของตัวเอง การเริ่มต้นปฏิวัติชีวิตด้วยการกลับไปเป็นหมออีกครั้ง เธอทำเอาไว้แสบมากเลยทีเดียว สมกับที่เธอลั่นวาจาเอาไว้เธอจะขอใช้ชีวิตแบบหน้าด้าน ๆ ตามใจตัวเองบ้าง จะเอาชีวิตตัวเองเป็นใหญ่ เพราะลูก ๆ ก็โตหมดแล้ว ดังนั้น พอเธอลุกขึ้นมาต่อต้านทุกอย่างที่ตัวเองเคยทำเพื่อคนอื่น ทุกคนเลยโดนผลกระทบหมด ทั้งลูก ทั้งผัว ทั้งแม่ผัว (แต่เธอก็ทำอย่างมีขอบเขต) หลังจากนั้นก็สวมบทนักศึกษาเตรียมสอบในวัย 46 ปี เพียรพยายามนั่งทำข้อสอบแพทย์ท่ามกลางนักศึกษารุ่นลูก มันทำให้เห็นภาพว่าไม่ว่าคนเราจะอายุมากแค่ไหนก็สามารถมีความฝันที่รอให้เราตะเกียกตะกายไปไขว่คว้ามันมาโดยไม่มีคำว่าสายเกินไป

จากซีรีส์ที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะดูแล้วอินตามจนน้ำตาซึม ด้วยความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจผู้หญิงเหมือนกัน กลายเป็นซีรีส์ที่เบิ่งตาดูได้ยาว ๆ 3-4 ตอนโดยไม่สะลึมสะลือหรือสัปหงกใส่จอเลยสักครั้งเดียว ไม่แปลกใจที่ทางฝั่งเกาหลีจะโกยเรตติ้งแบบพุ่งทะยานได้ขนาดนั้น เริ่มต้นตอนแรกที่ 4 นิด ๆ ออนแอร์มาก็ขยับขึ้นเรื่อย ๆ พอถึงอีพีที่ 4 ทะลุไปเลขสองหลักที่ 11 กว่า ๆ เลย ใครที่คิดจะข้ามเพราะเห็นว่าเป็นซีรีส์การแพทย์หรือซีรีส์ครอบครัว ก็อยากให้เปิดใจ มันไม่ได้นำเสนอด้านการแพทย์จ๋า ส่วนเรื่องครอบครัวแม้ว่าปมจะหนัก แต่เรื่องพยายามเล่าแบบเอาฮาสลับเอาจริงเพื่อไม่ให้มันตึงมากเกินไป มีมุกตลกแทรก ตัวละครก็มีมุมหลุด ๆ เป็นสีสัน นั่นแหละ มันถึงดูเป็นซีรีส์ตลกร้ายไปเลยไง👩🏻‍⚕️