ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าฟีดโซเชียลมีเดียแต่ละท่านคงเต็มไปด้วยข่าวสารเรื่องน้ำท่วม ทั้งในกทม. และพื้นที่ภาคกลางที่โดนกระหน่ำทั้งจากฝน และการปล่อยน้ำจากเขื่อน ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีดราม่าเรื่องการช่วยเหลือจากนักการเมือง ที่มักจะปรากฏตัวในช็อตที่คนในวงการโปรดักชัน เรียกว่า Hero Shot ประเภทเดินลุยน้ำเท้าเปล่า แต่คนรอบข้างใส่รองเท้า (ฮา) กินข้าวกล่องแบบเร่งรีบ หรือแม้กระทั่งซีนประเภทยืนชี้ไม้ชี้มือ กับเครื่องสูบน้ำ พร้อมเคลมว่าเป็นคนติดต่อประสานงานมา พอเจ้าของเครื่องสูบน้ำเผยความจริง มีอันต้องวิ่งไปซ่อนตัวทันที
เรื่องราวแบบนี้เหมือนหนังที่ฉายวนซ้ำซากไม่เคยเปลี่ยน แต่คนไทยยังคงไปเลือกนักการเมืองหน้าเดิม ๆ เข้าสภาฯ พร้อมกับมีน้ำอดน้ำทนกับข้าราชการ (บางส่วน Not all) ที่สวาปามจากการทุจริตเชิงนโยบาย บางส่วนทำงานแบบใส่เกียร์ว่าง หรือการที่เราเห็นปลัดบางกระทรวงตามนักการเมืองเหมือนเงาตามตัวจนกลายเป็นเรื่องปกติ แย่ที่สุดคือข้าราชการระดับปฏิบัติการที่ทำคุณลุงวัยเกือบ 70 ปีต้องเสียน้ำตา เพราะถูกดุว่าเล่นไลน์เป็นแต่เข้าแอปฯ ของรัฐไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะชิน
เช่นเดียวกับการบริหารจัดการของหน่วยงานราชการและเหล่านักการเมืองที่บริหารประเทศ เมื่อเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่าประสบกับภัยพิบัติจากธรรมชาติ มักเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบขายผ้าเอาหน้ารอด ไม่ต่างกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ใช้นโยบายแบบ “Let them eat cake” สุดท้ายเมื่อกระสุนเงินหมด สภาวะเศรษฐกิจก็กลับมาเหมือนเดิม
เอาเข้าจริง ถ้าข้าราชการไม่เดินตามนักการเมืองจนเกินไป และนักการเมืองไม่ลุแก่อำนาจจนมากนัก รายงานอันเป็นประโยชน์จาก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ตั้งแต่ปี 2019 น่าจะพอเคยผ่านสายตาพวกเขาบ้าง และนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะในรายงานนั้นระบุว่าประเทศไทยมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่เพราะบริหารจัดการน้ำแบบ ‘crisis management mode’ คือแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า รอให้น้ำมาแล้วค่อยว่ากัน ไม่มีแผนป้องกัน
ขณะที่ในปี 2025ในรายงาน Economic Survey of Thailand 2025 ของ OECD ยังระบุว่า การบริหารจัดการน้ำของไทยยังมีปัญหาจากหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง มีภารกิจทับซ้อน และการประสานงานที่ไม่เพียงพอ ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ว่าพวกเขาสนใจคำเตือนหรือเตรียมความพร้อมกันดีแค่ไหน
ความบิดเบี้ยวของระบบทั้งจากข้าราชการและนักการเมือง ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนที่ต้องเป็นผู้แบกรับ และคนที่เจ็บก่อนไม่ใช่กลุ่มทุนใหญ่ แต่กลับเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่ง SME ไทยนั้นเปราะบางอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ในปี 2024 OECD ระบุว่า สินเชื่อ SME จากธนาคารพาณิชย์ลดลง 3.11% และอธิบายว่าผู้ประกอบการรายเล็กยังเผชิญข้อจำกัดจากความเสี่ยงเครดิต หลักประกัน ข้อมูลทางการเงิน และความไม่พร้อมทางธุรกิจ
ดังนั้น สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ น้ำท่วมอาจเป็นแค่ business disruption แต่สำหรับ SME บางแห่งน้ำท่วมสองสัปดาห์ อาจหมายถึง กิจการที่สร้างมาสิบปีต้องปิดตัว
ภาพที่เจ้าของร้านอาหารในชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ถูกน้ำเข้าท่วมต้องประสบกับภาวะที่เรียกว่าขาดทุนยับ หรือ เจ้าของสวนน้ำสวนสนุกขนาดใหญ่ที่หมดหวังกับความช่วยเหลือและอาจปล่อยล้มละลาย ไม่นับรวมผลกระทบต่อบริษัทขนาดเล็กและกลางที่ไม่สามารถผลิตงานได้ หรือต้องเอาเงินสำรองมาใช้ในการป้องกันน้ำท่วม เหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการหลายร้อยรายต้องเจอ
ส่วนคนชั้นกลางที่เป็นพนักงานบริษัท ห้างร้าน หรือเป็นข้าราชการที่ประสบภัยต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ดังที่เราได้เห็นภาพของหมู่บ้านหลายแห่งต้องร่วมแรงทั้งกายใจและทุนทรัพย์ในการเอาน้ำออกจากหมู่บ้าน โดยไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้าช่วยเหลือ หลายบ้านข้าวของเครื่องใช้เสียหายเกือบหมดบ้าน แต่กลับเบิกเงินค่าน้ำท่วมได้ 9,000 บาท ทุกคนต่างยอมรับสภาพ เพราะรู้สึกว่าต่อให้เรียกร้องไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น และพวกเขาเหนื่อยเกินกว่าจะต่อสู้กับระบบที่ข้าราชการรวมหัวกับนักการเมือง
ทุกวันนี้คนชั้นกลางในเมืองหรือในต่างจังหวัด ตื่นเช้ามาพวกเขาต่างมีภาระหน้านี้อันหนักอึ้ง ทั้งค่างวดรถ ค่างวดบ้าน ค่าเทอมลูก ค่าบัตรเครดิต สินเชื่อ เงินประกัน ค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่ รวมไปถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปี เหมือนกับที่ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ที่ประมาณ 86.8% ของ GDP ในไตรมาส 3 ปี 2025
เมื่อชีวิตของคนจำนวนมากเต็มไปด้วยภาระทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในแต่ละวันคือการจัดสรรค่าใช้จ่าย เมื่อเจอกับปัญหาทั้งสภาวะเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ คนที่สู้ได้ล้วนกลืนเลือดกัดฟันเดินต่อ คนที่อ่อนแอก็แพ้ไป เมื่อสภาวะของชนชั้นกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเช่นนี้ จะให้พวกเขาลุกขึ้นมาสู้กับระบบที่บิดเบี้ยวแบบนี้ได้อย่างไร
ในสภาวะที่กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง หากมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าพวกเราในฐานะประชาชนของประเทศทำได้คือการสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการรอให้ “เวลา” ทำงาน เมื่อถึงช่วงที่บรรจบครบวาระหรือมีอุบัติเหตุทางการเมือง พลันที่เสียงของประชาชนเป็นใหญ่ ขอแค่ไม่ลืมว่า “เราไม่เอาพวกมัน” ให้รู้กันไปค่ะว่าคนที่ลุแก่อำนาจไม่กี่คน จะต้านทานความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน
Do you hear the people sing? Singing the song of angry men?
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า