
คอซีรีส์เคยรู้สึกแปลกใจบ้างไหม ว่าทำไมความซีรีส์เกาหลีเกาใจที่เขาชอบสรรหาทำพล็อตแปลก ๆ เบียว ๆ ล้ำ ๆ เข้าถึงยากมาให้ดู มันก็ยังดูน่าสนใจน่าติดตามมากกว่าพล็อตตลาดของละครไทยหลาย ๆ เรื่องเสียอีก หลีกหนีความจำเจน่าเบื่อไปลองความแปลกใหม่ก็ส่วนหนึ่ง แต่เรายังมีความหวังว่าจะได้เจอกับอะไรที่มันว้าวจากซีรีส์เกาหลีได้ ทั้งที่มันยากแต่เราก็ยังพยายามเปิดใจลองดู และก็พบว่ามันสนุกและชวนติดตามมากกว่าที่คาดคิดไว้ด้วย มีน้อยเรื่องนักที่ความคิดของคนดูจะเป็นเอกฉันท์ว่าอย่าหาทำอะไรประหลาด ๆ แบบนี้อีก เพราะเข้าไม่ถึงจริง ๆ
อย่างซีรีส์ในสัปดาห์นี้ที่มีพล็อตยืนพื้นมาด้วยการเป็นซีรีส์แนวไอดอล ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม จึงไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับคนดูทั่วไปสักเท่าไร แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่เขาพยายามจะฉีกออกไปจากความธรรมดาให้มันดูน่าสนใจและแปลกใหม่มากขึ้น ด้วยการผสมความเป็นแฟนตาซีเหนือจินตนาการลงไป ในเมื่อบรรดาไอดอลทั้งหลายมักจะถูกวางให้อยู่ในสถานะดุจพระเจ้าอยู่แล้ว เพราะต้องเป๊ะในทุกด้าน ทำอะไรตามใจฉันไม่ได้ ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องเป็นแบบอย่าง “ไอดอล” ให้กับแฟนคลับ งั้นก็สร้างให้ไอดอลกลายเป็นเทพจริง ๆ ซะเลยสิ
The Heavenly Idol นำเสนอเรื่องราวของท่านมหาปุโรหิตที่เป็นนักบวชและผู้รับใช้ที่จงรักภักดีของเทพเจ้า จู่ ๆ ก็จับพลัดจับผลูสลับร่างกับมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นไอดอลสถานะตกกระป๋อง วงจะถูกยุบอยู่ร่อแร่ และหน้าที่การงานก็จวนเจียนจะรอดมิรอดแหล่ การที่เทพลงมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างไอดอล ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นพวกประหลาดและมีอาการป่วยจิต เพราะท่าทีและการกระทำต่าง ๆ ของเขามันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติเข้าทำกัน ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องพยายามทำภารกิจให้ไอดอลเจ้าของร่างกลายเป็นคนดังขึ้นมาให้ได้ก่อน เพื่อเป้าหมายในการกลับสู่โลกเทพของตน
อย่างไรก็ตาม เทพที่ไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน ต้องมามีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมวง ผู้ร่วมงาน แฟนคลับ ศัตรู พญามารที่ตามมาจองล้างจองผลาญถึงที่โลกมนุษย์ รวมไปถึงผู้จัดการสาวคนใหม่ที่ทุ่มเทตัวเองเพื่อช่วยให้เขาเป็นคนดังตามที่ปรารถนา ในฐานะติ่งตัวยงที่ต้องแยกแยะความเป็นติ่งออกจากหน้าที่การงานในการช่วยเหลือไอดอลของตัวเอง
ถ้าสัปดาห์หน้าได้เจอกันอีกคงจะดีนะ ว่าไหมครับ
ส่วนตัวมีความเชื่อแบบนี้มาโดยตลอด ว่าการที่คนเราจะเป็นติ่งใครสักคนแบบหัวปักหัวปำขนาดนั้นมันย่อมมีที่มาที่ไป ความรักที่เป็นความรู้สึกจากใจมันอาจไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แต่ทุกสิ่งมันต้องมีที่มา นางเอกของเรื่องนี้อาจเป็นตัวแทนของบรรดาชาวติ่งทั้งหลายที่หลัก ๆ แล้วมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นติ่งมากกว่าที่จะทำอย่างอื่น ที่เห็นว่าขะมักเขม้นในการทำงานหนักก็เพื่อให้มีเงินไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข เปย์เป็นแสนแขนไม่ได้จับเพื่อสนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชอบทั้งที่เขาก็ไม่ได้รู้จักเรามีอยู่จริง ติดตามผลงานทุกอย่าง คอยสนับสนุนทุกสิ่งเท่าที่กำลังของตัวเองจะทำได้ เห็นเขาทุกข์ก็พลอยทุกข์ไปด้วย ทำไมคนคนหนึ่งถึงเป็นเอาขนาดนี้เพื่อคนที่เขาก็ไม่ได้รู้จักเราได้มากขนาดนั้น

สำหรับนางเอกของเรื่องนี้ เธอมีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอกลายมาเป็นติ่งของพระเอกที่ทุ่มเทถวายหัวขนาดนี้ เพราะพระเอก “ช่วยชีวิต” เธอไว้ ในวันที่เธอรู้สึกหมดสิ้นกับทุกสิ่งอย่างจนคิดจะจบชีวิตตัวเองไปซะ เขาคนนั้นเดินเข้ามาหยิบยื่นความช่วยเหลือทางใจให้กับเธอ ทั้งที่ตอนแรกเขาก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองในการโปรโมตวงตัวเองให้เป็นที่รู้จัก เข้ามาแจกอัลบัมให้กับคนที่เดินผ่านไปมา ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยชีวิตใคร แต่เมื่อเขาเหลือบไปเห็นสิ่งของในมือนางเอก เขากลับชวนเธอคุยถึงแต่เรื่องในอนาคต ฝากติดตามเอ็มวีที่จะออกใน “วันพรุ่งนี้” “วันเสาร์นี้” จะทำอะไร “วันศุกร์หน้า” จะทำอะไร และ “ถ้าสัปดาห์หน้าได้เจอกันอีก ก็คงจะดี”
การที่เขาชวนเธอคุยถึงแต่เรื่องในอนาคต ก็เพื่อให้เธออยากที่มีชีวิตอยู่ให้ถึงอนาคตนั่นเอง ให้เธอรู้สึกว่ามีอะไรให้รอคอย มีอะไรที่วางแผนไว้ว่าจะต้องทำในอนาคต และลืมเรื่องที่จะจบชีวิตตัวเองเพียงเท่านี้ไปซะ นางเอกที่ตั้งใจจะให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ไอดอลหนุ่มก็เอาแต่ถามเรื่องในอนาคตที่เธอไม่เคยคิดจะวางแผนไว้ แค่พรุ่งนี้ก็ไม่มีแล้วสำหรับเธอ แต่เขากลับอยากรู้ว่าเธอจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ วันเสาร์นี้ วันศุกร์หน้า และสัปดาห์หน้า ที่มันคงจะดีถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่เพื่อเจอหน้าเขา ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเขียนข้อความให้กำลังใจเธอด้านหลังปกอัลบัมที่นำมาแจก และแย่งอุปกรณ์ปลิดชีพเธอไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับอัลบัมที่เขาให้ด้วย

จากเหตุการณ์ในวันนั้นที่ระยะเวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี นางเอกยังคงมีชีวิตอยู่ เพราะเธอรู้แล้วว่าอนาคตที่เหลืออยู่ของเธอเธอจะทำอะไรบ้าง และกลายมาเป็นติ่งไอดอลที่คลั่งไคล้พระเอกแบบทำได้ทุกอย่างเพื่อเธอ แม้เธอจะมีปมในใจเรื่องทำงานในบริษัทบันเทิง (ที่เคยทำให้เธอเกือบจบชีวิตตัวเองมาแล้ว) และอยู่เป็นคนว่างงานเตะฝุ่นเป็นปี ๆ แต่เธอก็ยังก้าวข้ามความกลัวนั้นมาสมัครเป็นผู้จัดการวงของพระเอก เพราะเธอเห็นว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ เธอตั้งใจที่ช่วยให้เขาข้ามผ่านความเครียดจากการเป็นไอดอลตกกระป๋อง มากกว่าที่ต้องการจะอยู่ใกล้ชิดไอดอลตัวเองเพื่อให้ชีวิตติ่งคอมพลีตด้วยซ้ำ เขาเคยร่าเริงสดใสและช่วยเธอไว้ เธอจึงรู้สึกแย่ที่จะต้องเห็นเขาเปลี่ยนไปเพราะป่วย
โรคทางใจถึงได้น่ากลัวไงคะ เพราะจนกว่าใจเราจะรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจนหายใจไม่ออกและหมดสติไป จะไม่มีใครรู้เลย
ซีรีส์แนวไอดอลแบบนี้ จริง ๆ แล้วเดาทางไม่ยากหรอกว่าจะเล่าเรื่องในแนวไหน มันก็หนีไม่พ้นการตีแผ่ด้านมืดของวงการที่เหล่าแฟนคลับไม่เคยรู้ หรือความจริงก็รู้แหละ โดยเฉพาะแฟนคลับที่ตามไอดอลมานาน เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นความขัดแย้งต่าง ๆ มากมายว่าเบื้องหลังวงการไอดอลมันก็ไม่ได้สวยงามเหมือนเบื้องหน้า แต่อาจจะรู้ไม่ลึกเท่ากับตัวไอดอลเองที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแบบนี้มาเพียงลำพัง การทำงานตั้งแต่เด็ก ทั้งความเครียด ความกดดัน การอยู่ในสถานะคนดังที่ต้องขึ้นเท่านั้นลงไม่ได้ สถานะ “ไอดอล” ที่จะผิดพลาดไม่ได้ พวกเขาส่วนใหญ่มีปัญหาทางจิตใจ ไอดอลหลายคนเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองเพราะทนทุกข์ทรมานแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

ความที่วนเวียนอยู่ในวงการไอดอล นางเอกก็เคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมอยู่บริษัทบันเทิงมาก่อนเหมือนกัน หน้าที่การงานของเธอกำลังไปได้สวยจนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นกับวงไอดอลที่เธอดูแลอยู่ เธอเองได้รับผลกระทบจากเรื่องนั้นจนกลายเป็นซึมเศร้า และมีปมเกี่ยวกับการทำงานในวงการอยู่พอสมควรจนยอมเป็นคนเตะฝุ่นนานถึง 2 ปี ก่อนจะก้าวข้ามความกลัวมาเป็นผู้จัดการวงของพระเอก ซึ่งตอนนี้เรื่องเฉลย (ยังไม่หมด) มาแค่ปมของนางเอก ถึงเหตุผลที่เธอกลายมาเป็นติ่งผู้จงรักภักดีกับพระเอกขนาดนี้ และเริ่มที่จะเผยปมของพระเอกที่เป็นไอดอลมาบ้างเหมือนกัน
เวลานี้ก็เลยค่อย ๆ จับต้นชนปลายได้นิดหน่อยแล้วว่าทำไมโชคชะตาถึงสลับเอามหาปุโรหิตลงมาเป็นไอดอลหนุ่ม แล้วเอาไอดอลตกกระป๋องขึ้นไปเป็นเทพแทน ตอนที่พระเอกทั้ง 2 คนได้คุยกันเรื่องสลับตัวคืน พระเอกเวอร์ชันไอดอลไม่ยอมสลับคืนร่างเดิม ทั้งยังยื่นคำขาดว่าจะเปลี่ยนตัวกลับก็ต่อเมื่อพระเอกเวอร์ชันเทพเปลี่ยนให้เขากลายเป็นไอดอลผู้โด่งดังได้แล้ว มันก็เริ่มเห็นแล้วว่าพระเอกในเวอร์ชันไอดอลน่าจะพยายามมานานแล้วที่จะเลิกตกกระป๋องแต่ไม่สำเร็จ ในวันที่สลับตัวกัน เขาอาจจะทำอะไรบางอย่างจนหมดสติแล้วเกิดสลับร่างกับพระเอกเวอร์ชันเทพในที่สุด

และเท่าที่เห็นจากเพื่อนร่วมวงคนอื่น ๆ ในวงเดียวกันกับพระเอก จากภายนอก แต่ละคนก็ดูจะเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ที่จะอัปเกรดตัวเองให้เป็นไอดอลที่มีชื่อเสียง แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนดูมีอาการเจ็บป่วยทางใจที่ไม่แสดงออกเหมือนกันหมด พยายามซ่อนอาการเหล่านั้นและอดทนแสดงออกมาว่าเป็นไร จึงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้เจ็บปวดอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีปัจจัยเลวร้ายมากระตุ้นจนเจ็บปวดมาก ๆ และทุกข์ทรมานจนทนไม่ไหว ร่างกายถึงได้เริ่มแสดงออกมาด้วยอาการแพนิก ตื่นตระหนก หวาดกลัว หายใจไม่ออก และหมดสติไป
ก็แบบที่นางเอกบอกเลยว่านี่แหละมันคือความน่ากลัวของโรคทางใจ โรคที่คนอื่นสังเกตด้วยตาไม่เห็นจนกว่าจะอาการทรุดไปแล้ว พระเอกเวอร์ชันไอดอลตกกระป๋องก็อาจจะกำลังเผชิญความยากลำบากแบบนี้อยู่เหมือนกัน เดบิวต์มา 5 ปีแต่ยังไม่ดัง หาเงินเข้าบริษัทไม่ได้ ไม่มีแฟนคลับ แทบไม่มีคนรู้จัก งานก็ไม่มี วงก็กำลังจะถูกยุบอยู่รอมร่อ ถึงได้ส่งให้พระเอกเวอร์ชันเทพที่ภูมิใจนักหนากับการที่ตัวเองเป็นนักบวชสถานะสูงส่งที่คอยช่วยเหลือผู้อื่น มีพลังต่อสู้ปราบอธรรม จนใคร ๆ ก็นับหน้าถือตา ให้ลงมาทำภารกิจสร้างความโด่งดังให้กับพระเอกเวอร์ชันไอดอลให้ได้ ถึงจะได้กลับคืนสู่โลกของตัวเอง แถมยังมาเจอพญามารที่เคยเท่าเทียมกันในโลกก่อน แต่โลกนี้ตำแหน่งและอำนาจสูงกว่าด้วย

คนอื่นดูอาจจะรู้สึกตลกนะ แต่สำหรับเรามันดูน่าอึดอัดไปหน่อยเวลาที่เห็นพระเอกเวอร์ชันเทพต้องมาเจอชีวิตที่ถูกพลิกสุดขั้ว จากที่สูงส่งต้องตกอับ ต้องมาปรับตัวอยู่บนโลกที่เขาไม่รู้จัก พูดจาภาษาเทพโบราณจนใคร ๆ ก็มองว่าเขาประหลาดหรือป่วยจิต รู้สึกไม่ชอบเวลาเห็นตัวละครต้องมาโดนบีบด้วยอะไรแบบนี้ ทว่าก็เข้าใจแหละว่าในที่สุดเขาจะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากชีวิตไอดอลตกกระป๋องคนนี้ไปอีกเยอะก่อนที่จะได้กลับบ้านตัวเอง อุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงคงจะทำให้เขาพบคำตอบว่าโรคทางใจที่พลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์รักษาไม่ได้ต้องรักษาอย่างไร และเขาก็จะได้ช่วยชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังให้กลับมาโด่งดังด้วย รวมถึงนางเอกที่แอบทำหน้าเศร้าอยู่บ่อย ๆ
ต่อให้หดหู่และเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ก็มีคนมากมายที่เติมพลังใจให้ตัวเองได้ด้วยการดูรูปและวิดีโอของไอดอลคนโปรดค่ะ มันทำให้พวกเขามีพลังสู้ต่อไป และช่วยเยียวยาด้วยค่ะ
เกริ่นคร่าว ๆ ว่าข้อความนี้เป็นการคุยกันระหว่างนางเอกกับพระเอกถึงวิธีการรักษา “โรคทางใจ” ตัวพระเอกที่เป็นมหาปุโรหิตสลับมาอยู่ในร่างของไอดอลหนุ่ม แต่ยังพอใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของผู้คนบนโลกอีกมิติได้ แต่เขากำลังประหลาดใจและหงุดหงิดที่พลังศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองไม่อาจช่วยรักษาโรคทางใจให้กับผู้คนได้ เขาเศร้าใจที่พระเจ้าก็ไม่ตอบรับคำอธิษฐานของเขาที่ขอใช้พลังศักดิ์สิทธิ์รักษาคนอื่น จนกระทั่งนางเอกเดินเข้ามาอธิบายว่าทำไมโรคทางใจถึงรักษาด้วยวิธีปกติธรรมดาไม่ได้ และจริง ๆ แล้ว บางทีมันกลับรักษาได้ง่ายกว่าที่คิด

นางเอกเป็นติ่งพระเอก แต่ก็กำลังทำหน้าที่ในฐานะผู้จัดการวงอยู่ด้วย เธอเข้าใจว่าอาการแปลก ๆ ของพระเอกที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นมหาปุโรหิตอะไรนั่นเป็นอาการป่วยจากโรคหลายบุคลิก เนื่องมาจากความเครียดและความกดดันในฐานะไอดอล จึงพยายามที่จะปกป้องตัวเองด้วยการหนีความจริงเรื่องที่ว่าตัวเองเป็นไอดอลตกกระป๋องแล้วมโนว่าตัวเองเป็นนักบวชที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่นับหน้าถือตา ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามเข้าใจและพูดคุยกับเขาด้วยตัวตนที่เขาบอกว่าเขาเป็นนักบวช เธอบอกว่าแม้เขาจะรักษาโรคทางใจให้คนอื่น ๆ ในฐานะปุโรหิตไม่ได้ แต่สามารถช่วยรักษาในฐานะไอดอลได้ จากนั้นก็พูดข้อความนี้ขึ้นมา
“ต่อให้หดหู่และเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ก็มีคนมากมายที่เติมพลังใจให้ตัวเองได้ด้วยการดูรูปและวิดีโอของไอดอลคนโปรดค่ะ มันทำให้พวกเขามีพลังสู้ต่อไป และช่วยเยียวยาด้วยค่ะ” ซึ่งเป็นข้อความที่ทำเอาพระเอกถึงกับงงว่ากะอีแค่ได้เห็นไอดอลที่เต้น ๆ กับร้องเพลง ก็สามารถช่วยเยียวยาจิตใจได้แล้วจริงเหรอ เขาแค่ต้องเป็นไอดอลแบบนี้ให้ได้ ถ้าต้องการจะช่วยรักษาโรคทางใจให้กับคนอื่น ๆ
หลังจากที่ฉากนี้ปรากฏขึ้นในอีพีที่ 3 ข้อความดังกล่าวก็ถูกยกขึ้นมาเป็นคำพูดประจำตัวนางเอกไปแล้ว มีหลายเพจทีเดียวที่นำมาทำเป็น quote ซึ่งบรรดาชาวติ่งทั้งหลายก็เห็นด้วยว่าซีรีส์เรื่องนี้คู่ควรกับชาวติ่งเหลือเกิน เพราะคำพูดที่นางเอกพูดกับไอดอลคนโปรดของตัวเอง มันคือคำพูดที่ชาวติ่งทุกคนก็อยากจะพูดกับไอดอลของตัวเองเหมือนกัน และอยากจะขอบคุณด้วยที่การมีพวกเขาอยู่บนโลกนี้มันช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่ท้อแท้สิ้นหวังได้จริง ๆ ชีวิตของติ่งคนหนึ่ง แค่ได้คิดถึงไอดอลคนโปรดก็มีแรงใจแล้ว ช่วยเยียวยาได้จริง ๆ คนที่เป็นติ่งจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

นี่ก็เคยมีประสบการณ์ที่ให้ไอดอลคนโปรดช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่รู้สึกว่าไม่ไหวเหมือนกัน มันอาจะฟังดูเกินจริง ดูเป็นปาฏิหาริย์ที่อยู่เกินกำลังคนปกติจะทำได้ แต่ในวันที่เรารู้สึกหมดไฟ หมดใจ หมดอาลัยตายอยาก มันไม่รู้สึกว่าอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไร มองไปทางไหนก็ดูรู้สึกเฉย ๆ จนหดหู่ไปหมด อะไรที่เคยทำแล้วรู้สึกดีก็ไม่มีอารมณ์ที่จะทำ ไม่รู้สึกว่าอยากทำ เพราะทำแล้วมันก็ไม่รู้ว่าแฮปปี้ขึ้นเลย เฉยชากับทุกสิ่งรอบตัว บอกตรง ๆ ว่าแม้แต่ไอดอลที่เคยกรี๊ดกร๊าดหนักมาก นาทีนี้มันก็ไม่ได้รู้สึกอินขนาดนั้น แต่กลับมีรายการหนึ่งเมื่อนานมาแล้วของไอดอลกลุ่มนี้นี่แหละที่ยังดูได้ ดูแล้วมีอารมณ์ร่วม แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เรายังมีความรู้สึกกับอะไรรอบข้างบ้าง
ไอดอลไม่ใช่ผู้วิเศษอะไรหรอก แล้วเราก็ไม่ได้คลั่งไคล้พวกเขาแบบความรู้สึกที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย ไม่ได้หลงใหลแค่หน้าหล่อ ๆ ที่พวกปากไม่มีหูรูดชอบพูดว่าหน้าพลาสติก มันเป็นความรู้สึกที่มากกว่านั้น เป็นความรู้สึกชื่นชม ยินดี จะบอกว่าเลื่อมใสหรือศรัทธามันก็อาจจะดูเวอร์ไปหน่อย แต่มันเป็นความรู้สึกประมาณนั้นจริง ๆ นะ มันมีความใจฟู อิ่มเอม ชาร์จพลัง เติมกำลังใจ มีความสุข และมีแรงที่จะลุกมาใช้ชีวิตต่อ มีพลังเยียวยาใจจริง ๆ และส่วนตัวก็เชื่อว่าบรรดาไอดอลทั้งหลายเขาก็จะได้รับพลังบวกดี ๆ แบบนี้จากแฟนคลับที่สนับสนุนพวกเขาเหมือนกัน เวลาที่พวกเขารู้สึกไม่ดี รู้สึกหดหู่ท้อแท้ แต่หันมาเจอว่ามีคนที่รักและสนับสนุนพวกเขาอยู่ไม่ห่าง มันก็อบอุ่นใจพวกเขาเช่นกัน

ใครก็ตามที่คิดจะข้ามซีรีส์เรื่อง The Heavenly Idol เพราะเห็นว่าเป็นซีรีส์แนวไอดอล ที่ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับคนดูทั่วไปสักเท่าไร ต้องบอกเลยว่าช้าก่อน กลับมาเปิดใจดูสักตอนสองตอนก่อน แล้วจะรู้ว่ามันให้อะไรที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นไอดอลและการเป็นติ่งที่ทุ่มเทให้ไอดอลที่ตัวเองรักขนาดนั้น เรื่องค่อนข้างสื่อชัดเจนเกี่ยวกับโรคทางใจที่สามารถเยียวยาได้ด้วยการชื่นชมใครสักคนมาก ๆ ชอบความที่ผูกเรื่องแบบที่ออกจะดูเบียว ๆ กาว ๆ หน่อย คือถอดสมองส่วนตรรกะออกได้เลย เพราะมันเป็นแฟนตาซีเหนือจินตนาการชนิดที่ฟุ้ง ๆ ไม่เน้นสมจริงหรือสมเหตุผลใด ๆ แต่มันกลับย่อยง่ายแบบรอมคอมที่เนื้อหาไม่ได้เบาหวิวจนเกินไป สื่อสารเข้าใจง่ายและซึ้งใจดี🤴






























