
ความเกาหลีเกาใจ เขามักจะวางแผนปล่อยซีรีส์ใหม่ในช่วงที่คิดว่าจะตกคนให้ติดกับได้มากที่สุดอยู่แล้ว อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา Netflix ก็เพิ่งปล่อยออริจินัลซีรีส์เรื่องใหม่ที่มีพล็อตเรื่องเป็นรอมคอม เดาจากชื่อเรื่องก็ชัดเจนว่ามันต้องมาแนวพระนางเกลียดกันสุด ๆ แต่ท้ายที่สุดก็มารักกันจนได้ จากพล็อตมันก็ดูธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีอะไรมาฮุกให้คนอยากดูเท่าไร แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้กลับกลายเป็นกระแสซีรีส์รอมคอมที่มาถูกจังหวะช่วงวาเลนไทน์พอดี ด้วยรีวิวของคนที่ดูแล้วบอกว่าไม่ควรพลาด ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นซีรีส์ที่คนพูดถึงทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้ว
Love to Hate You หรือชื่อภาษาไทยสุดครีเอตจาก Netflix “ยี้ให้หนัก รักให้เข็ด” เป็นเรื่องราวของทนายความสาวไฟแรงผู้รักความยุติธรรมและไม่ยอมแพ้เรื่องใด ๆ ให้กับผู้ชาย เธอเป็นสาวสวยที่รักอิสระไม่สนใจจะมีความสัมพันธ์ที่โรแมนติกใด ๆ ไม่อินกับความรักประเภทรักแท้ที่ทำให้ใจหวั่นไหว แต่กับเรื่องเซ็กซ์มันคนละเรื่อง นั่นเป็นเพียงความต้องการของฮอร์โมนในร่างกาย เธอจึงออกเดตถี่ยิบ แถมยังไม่ยี่หระกับเรื่อง one night stand ด้วย บ่อยครั้งที่ผู้ชายอยากจะจริงจังแต่เธอไม่เอาด้วย มีความสามารถรอบด้าน เอาตัวรอดเก่ง โดยเฉพาะการต่อสู้ ที่เธอมักจะได้ออกหมัดเพื่อลงโทษพวกผู้ชายนิสัยไม่ดีแทนกฎหมายอยู่บ่อย ๆ

ในขณะเดียวกัน โลกใบนี้ก็เหวี่ยงเธอไปเจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่เข้าสูตรผู้ชายนิสัยไม่ดีในความคิดของเธอเป๊ะ แต่เขาดันเป็นลูกค้าของสำนักงานกฎหมายที่เธอทำงานอยู่นี่สิ เขาเป็นซุปตาร์เบอร์ต้นของวงการบันเทิง ฉายาราชาบทโรแมนติก แถมมีภาพลักษณ์ภายนอกที่เพอร์เฟกต์ แต่ความลับที่คนอื่น ๆ ที่ชื่นชมเขาอยู่ไม่รู้ก็คือ เขาเป็นโรคหวาดระแวงผู้หญิง ที่อาการจะกำเริบทุกครั้งที่ต้องแสดงบทจูบกับนักแสดงจนต้องไปอาเจียนในห้องน้ำกันเลยทีเดียว การโคจรมาเจอกันมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้ง นางเอกเข้าใจผิด ส่วนพระเอกก็ระแวงผู้หญิงเป็นทุนเดิม
ความน่าสนใจก็คือคาแรกเตอร์ของนางเอกที่มีความเกรียนนำจนกลายเป็นความฮา แต่ผู้หญิงเกรียนแบบโก๊ะ ๆ แบ๊ว ๆ มันน่าเบื่อไปแล้ว นางเอกเรื่องนี้เลยมาแนวเกรียนแบบเท่ ๆ สาวโหดสายห้าว เก่งบู๊สู้อันธพาลปราบชายเลว ยึดในความเท่าเทียมกับผู้ชายชนิดที่ว่าถ้าชายทำอะไรได้ เธอก็ทำได้ด้วยเช่นกัน ทั้งในด้านของสิทธิและความสามารถ ซึ่งเธอมั่นใจว่าสิ่งที่เธอมีไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายหน้าไหน ส่วนพระเอกก็มาดหล่อเหลาทรงแด๊ดดี้ สุภาพบุรุษสุดเพอร์เฟกต์ แต่เธอกลับมีโอกาสได้เห็นด้านมืดของเขาที่ขัดกับภาพลักษณ์ที่มี เธอจึงมุ่งมั่นจะเปิดโปงความหัวงูของเขาให้ได้ แต่ทุกอย่างก็ทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้นทุกที ในสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อหัวใจ
ชายแก่กับหญิงสาวเป็นอาชญากรรม แต่หญิงแก่กับชายหนุ่มเป็นละครรักงั้นเหรอ
จริง ๆ ก็พอมองออกตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วล่ะ ว่าปมหลักปมใหญ่ของซีรีส์เรื่องนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “เพศ” มันไม่ใช่แค่ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศเท่านั้น แต่มันเป็นประเด็นในเรื่องของภาพจำของชายหญิงคู่หนึ่งว่าเมื่อพวกเขานึกถึงเพศตรงข้าม พวกเขาจะนึกถึงอะไร ความคิดและทัศนคติของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อผู้ชายทั้งโลก และความคิดและทัศนคติของผู้ชายคนหนึ่งที่มีต่อผู้หญิงทั้งโลกเช่นเดียวกัน ทั้งนางเอกและพระเอกต่างก็มีทัศนคติแบบเหมารวมว่าผู้ชาย/ผู้หญิงก็เป็นเหมือนกันหมด ส่วนหนึ่งมันมาจากประสบการณ์และความทรงจำที่เพศตรงข้ามเคยปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ดี เคยทำให้พวกเขาเสียใจ หรือเคยทำให้พวกเขารู้สึกแย่มาก ๆ นั่นเอง
เริ่มที่ฝั่งนางเอกก่อนเลย ปมฝั่งนางเอกนั้นเรื่องค่อย ๆ เริ่มเฉลยมาตั้งแต่อีพีแรกแล้วว่าทำไมเธอถึงมีความรู้สึกเกลียดผู้ชายทุกคนอยู่ในใจลึก ๆ มาโดยตลอด เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าเธอไม่เกลียดผู้ชาย แต่เรื่องพยายามนำเสนอไปในแนวที่มันไม่เครียดมากกว่าเลยไม่ได้สื่อออกมาตรง ๆ ว่าเธอเกลียดผู้ชาย และมองว่าผู้ชายทั้งโลกก็คงเหมือนกันหมด ในขณะเดียวกัน ตัวเธอเองก็คบ ๆ เลิก ๆ ผู้ชายมาแทบจะนับไม่ถ้วน เอาแค่ที่คบกันแบบมีสถานะเป็นแฟนจริงจังก็ปาเข้าไป 15 คนแล้ว และเธอก็พูดเองว่าจำนวนนี้ไม่รวมกิ๊ก ซึ่งก็อาจจะไม่รวมผู้ชายที่เธอมีความสัมพันธ์แบบ one night stand ด้วย ทั้งที่เธอเกลียดผู้ชาย แต่ก็เลือกที่จะแก้ปมในใจตัวเองด้วยวิธีแบบนี้

เกือบทุกอย่างที่คนเป็นลูกเป็น รับมาจากการเลี้ยงดูและลักษณะนิสัยของพ่อแม่ทั้งนั้น จุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอกรู้สึกไม่ชอบเพศชายสุด ๆ น่าจะเกิดมาจากการที่เธอมีพ่อทีมีแนวคิดหัวโบราณและแสดงพฤติกรรมแบบกดทับเพศหญิง ทั้งตัวเธอและแม่ของเธอต้องเจอกับเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเธอโตขึ้นเริ่มจะมีปากมีเสียงในบ้าน เธอจึงแสดงออกชัดเจนว่าจะไม่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของพ่อตัวเอง และพยายามเอาชนะด้วยวิธีต่าง ๆ เสมอมา
เวลาที่เธอได้ยินพ่อตวาดหรือขึ้นเสียงใส่แม่ เธอก็จะหันมาดุพ่อตัวเองว่าอย่าทำแบบนี้กับแม่ การย้ายออกจากบ้านไปหาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนทั้งที่บ้านกับที่ทำงานไม่ได้ไกลกัน เพราะไม่อยากจะทนอยู่กับพ่อที่ toxic อีกต่อไป แถมยังหาเงินค่าเรียนโรงเรียนกฎหมายที่พ่อแม่เคยคัดค้านมาคืนทุกบาททุกสตางค์ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พ่อรู้ว่าเธอสามารถเอาตัวรอดได้แม้ไม่แต่งงานมีสามีเป็นตัวเป็นตน เพราะที่ผ่านมาเธอไม่ยอมไปดูตัวกับผู้ชายโปรไฟล์ดีเลยสักคน และเธอก็จะไม่เปิดเผยด้านยากลำบากให้พ่อของเธอเห็นด้วย เธอต้องการให้พ่อรู้ว่าเธอมีความสุขดีกับชีวิตแบบนี้
นอกจากนี้ ผู้ชายที่อยู่รอบตัวนางเอกเองยังมักจะมีแต่ผู้ชายนิสัยไม่ดี เจ้าชู้หลายใจ แถมเธอยังเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่แถวบ้านมีตาแก่บ้า ๆ อยู่คนหนึ่งที่จ้องจะลวนลามเด็ก ๆ ทำให้เด็ก ๆ เกลียดและกลัวมากจนต้องคอยหนีอยู่ตลอด แต่ในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องเป็นเธอที่เป็นฝ่ายหนีคนผิดด้วย ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงเริ่มที่จะลงโทษพวกผู้ชายนิสัยไม่ดีในแบบของเธอ เรียนการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ขนาดเป็นทนาย แต่เธอก็มักจะใช้หมัดมากกว่ากฎหมาย เพราะมันจัดการได้เร็วกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เธอทำก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่าผู้ชายพวกนั้น “สมควรโดนอัด” ซึ่งเธอแสดงออกว่ารู้สึกผิดมากที่เข้าใจพระเอกผิด เพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่สมควรโดนอัดนั่นเอง

มาที่ฝั่งพระเอกกันบ้าง เขาเป็นนักแสดงระดับเอลิสต์ของวงการ เบื้องหน้าที่ใคร ๆ มองมาแล้วมีแต่ความงดงามนั้น เขาเป็นหนุ่มหล่อ นิสัยดี ฉลาด ใจดี สุภาพบุรุษ เป็นที่สนใจของคนรอบข้าง มีภาพลักษณ์ที่สุดแสนจะเพอร์เฟกต์และได้รับฉายาว่าเป็นราชาของการแสดงแนวโรแมนติก มีความเป็นนักแสดงแห่งชาติและมีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของวงการ แต่เบื้องหลังเขากลับซ่อนความลับอาการป่วยเป็นโรคหวาดระแวงผู้หญิงอย่างหนัก เขาไม่ไว้วางใจผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว และเขาก็มักจะมีอากาศกำเริบขึ้นมาเมื่อต้องสัมผัสตัวผู้หญิงด้วย แน่นอนว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขา เพราะเขาเป็นนักแสดงที่ต้องเข้าฉากรักดูดดื่มกับนักแสดงหญิงอยู่ตลอด ถึงขนาดต้องกินยากันไว้ก่อน
ช่วงกลาง ๆ เรื่อง เรื่องก็เริ่มเฉลยที่มาที่ไปของอาการป่วยของพระเอกว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร จริง ๆ ก็คือไม่อยากสปอยล์เรื่องหรอกนะ แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ มันค่อนข้างที่จะเดาออกอยู่แล้วว่าน่าจะเป็นเพราะผู้หญิงนี่แหละ การที่เขาหวาดระแวงผู้หญิงขนาดนั้น มันเป็นอาการป่วยทางจิตใจที่แสดงออกทางร่างกายด้วย แปลว่าเขาน่าจะเคยเจอโดนผู้หญิงทำอะไรมาสักอย่าง แล้วเขาแบกรับทุกอย่างเอาไว้จนตัวเองป่วยนั่นแหละ และดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะใช่ครั้งเดียวด้วยที่เขาต้องทุกข์ทรมานใจเพราะผู้หญิง มันเลยกลายเป็นภาวะที่ทำให้จิตใจบอบช้ำอย่างหนัก เป็นอาการป่วยตามมา
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พวกนั้น พระเอกที่ค่อย ๆ ทำใจและอยู่กับปัจจุบัน แต่เขาก็มีอาการป่วยด้วยโรคหวาดระแวงผู้หญิงติดตัวมานั้น เขาเลยมีทัศนคติที่ไม่ดีเอามาก ๆ เกี่ยวกับเพศหญิง เขามักจะคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นพวกนักขุดทอง เขามองว่าผู้หญิงทุกคนมีเป้าหมายในการจับผู้ชายรวยอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจทำงาน สนใจแค่ขึ้นค่าตัวไปเรื่อย ๆ แล้วขายตัวเองให้กับผู้ชายที่ให้ราคาสูงที่สุดก็พอ และจากสิ่งที่เขาพูดมานี้ก็สร้างความประทับใจแรกแบบติดลบให้กับนางเอกซึ่งเกลียดผู้ชายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอกย้ำให้เธอรู้สึกว่าผู้ชายดี ๆ มันไม่มีจริง ๆ บนโลกนี้
จะเห็นว่าทั้งพระเอกและนางเอกต่างก็มีปมบางอย่างในใจที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่รู้สึกอคติกับเพศตรงข้าม ประสบการณ์แย่ ๆ หลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นเพราะเพศตรงข้ามทำให้พวกเขารู้สึกเหมารวมว่าเพศที่ตรงข้ามกับตัวเองก็เป็นเหมือนกันหมด แต่ด้วยความที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม พวกเขาจึงได้แต่เก็บซ่อนความลับนี้ไว้และรู้เฉพาะคนสนิท ใส่หน้ากากไปวัน ๆ เวลาที่ต้องเจอกับเพศตรงข้ามที่ในใจพวกเขาเกลียดเอามาก ๆ ทำให้การเจอกันในครั้งแรก ๆ มันคือความเกลียดกันเข้าไส้แต่ยังต้องทำงานร่วมกันจึงต้องเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้

แต่ชอบเรื่องนี้ตรงที่เลือกที่จะจบความรังเกียจกันของพระเอกนางเอกให้เป็นความรักในแบบที่ไม่ใช่ความรักผิวเผิน มันไม่ใช่ความรักประเภทที่เกลียดยังไงก็ได้อย่างนั้น ที่มารักกันในตอนจบเพราะเกลียดกันมากในตอนแรกอะไรแบบนั้น มันเป็นบทที่ตื้นเขินสุด ๆ แต่เรื่องนี้เลือกที่จะเล่าให้ทั้งคู่ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปในสิ่งที่ “เพศตรงข้ามก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด” จนทั้งคู่ ๆ ค่อย ๆ เปิดใจต่อกันมากกว่า เริ่มรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดเอง เริ่มรู้ว่าคนคนนี้มีอะไรที่แปลกและแตกต่างจากคนอื่น มันจึงกลายเป็นการตกหลุมรักตัวตนของกันและกัน และเป็นความรักแบบที่ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติ นับถือ และเคารพในตัวตนของอีกฝ่าย มันคือความพิเศษที่ทั้งคู่ได้รับจากกันและกันเท่านั้น หาไม่ได้จากคนอื่น
ฉันมาที่นี่เพื่อหาเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะมัน ฉันไปที่อื่นนานแล้วน่า
มุกพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นแก๊กเล็ก ๆ ที่ซีรีส์เรื่องนี้ชอบใส่มา จนรวม ๆ แล้วมันกลายเป็นความฮาที่ทำให้คนดูชื่นชอบ แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตจริงของคนเราหรอก จะมาถามหาแรงบันดาลใจที่สวยหรูในการทำงานไปทำไม เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายที่ทำให้คนต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามืดขึ้นมาทำมาหากิน มันก็แค่เหตุผลที่ว่าต้องหาเงินเพื่อให้มีเงินไปใช้ในการดำรงชีวิตแค่นั้นเลย และบางทีก็เพราะเงินนี่แหละถึงทำให้หลาย ๆ คนยังคงต้องกัดฟันอดทนทำงานที่ตัวเองหมดใจไปนานแล้ว ปากพูดว่าอยากลาออกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่

ตัวนางเอกเองก็เหมือนกัน การย้ายงานมาทำงานในองค์กรที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ แถมยังเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมเดิมคือ “เลือกเฉพาะทนายความผู้ชาย” ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเอามาก ๆ สำนักงานกฎหมายที่ไม่เคยจ้างงานทนายความผู้หญิงมาก่อน เป็นปัญหาสำหรับเธอไม่น้อย ในตอนแรก เธอยังแอบคิดเลยด้วยซ้ำว่าที่นี่เรียกเธอมาสัมภาษณ์งานพอเป็นพิธีเท่านั้น ให้เหมือนกับว่าไม่เคยเลือกปฏิบัติกับผู้หญิง เธอรู้ทั้งรู้ว่าการมาสัมภาษณ์งานในวันนี้ผลจะออกมาเป็นแบบไหน แต่เธอก็ยังมาเพราะสถานการณ์ของเธอในเวลานี้มันสิ้นหวังสุด ๆ แล้วยังไงล่ะ เธอแค่ต้องทำอะไรสักอย่าง เธอแค่ต้องลองสู้กับมันดูสักตั้ง ก็นะ ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่นา
หลังจากที่เธอได้งาน เธอเข้าใจว่าเป็นเพราะความสามารถของเธอที่ทำให้เธอเอาชนะพวกผู้ชายคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันตอนรอสัมภาษณ์งาน แต่กลายเป็นว่าลูกความของสำนักงานกฎหมายต้องการผู้หญิงอยู่แล้ว และจงใจเลือกผู้หญิงที่เข้ามาสัมภาษณ์งานเพียงคนเดียว เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกแย่และหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย เพราะถึงเธอจะไม่ชอบผู้ชาย แต่เธอก็รับไม่ได้กับการที่ “เพศ” กลายมาเป็นปัจจัยที่ทำให้คนถูกเลือกปฏิบัติ เพราะตัวเธอเองมีมุมมองการใช้ชีวิตที่ว่าไม่ว่าเพศอะไร จะหญิงหรือชายก็ต้องเท่าเทียมกัน

การเข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยผู้ชาย ทำให้เธอต้องเจอกับสิ่งที่เธอคาดคิดไว้แล้วว่าเธอต้องเจอ แม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ได้ทำออกมาให้เห็นชัดเจนนัก เพราะตัวพล็อตเรื่องเขาต้องการจะขายฮามากกว่าขายเครียดอยู่แล้ว แต่เราก็จะยังพอมองเห็นได้จากสิ่งที่พวกทนายผู้ชายคุยกันลับหลังนางเอก จากคำพูดคำจาในหลาย ๆ ครั้งก็สื่อว่าพวกทนายผู้ชายพวกนี้เป็นพวกที่มองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศอยู่กลาย ๆ ยังดีที่หลาย ๆ คำพูดก็พูดในเชิงให้เกียรติผู้หญิงอยู่บ้าง แม้จะเป็นการพูดลับหลังก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ชายก็จะมีลักษณะนิสัยแบบที่นางเอกเกลียดอยู่ดีนั่นแหละ
นั่นเท่ากับว่านางเอกต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุข เธออาจต้องทำในสิ่งที่เธอโคตรจะเกลียด ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตในสังคมของพวกผู้ชาย ที่มักจะเลียแข้งเลียขาเก่งและเอาพวกพ้อง เธอถึงขั้นบ่นว่าจริง ๆ แล้วเธอก็ทำได้แต่เธอไม่เคยทำเพราะขยะแขยง แต่เมื่อมาถึงจุดที่เธอต้องลดทิฐิตัวเองลง เพราะสถานการณ์การเงินเธอในเวลานี้เธอจะตกงานอีกไม่ได้ เธอจึงต้องกัดฟันอดทนทำในเรื่องที่เธอไม่เห็นด้วยเพราะไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง แต่ก็ทำได้เพียงไประบายกับกระสอบทราย และบ่นว่าที่อดทนทำอยู่ก็เพื่อเงิน เธอต้องหาค่าเช่าบ้าน ไม่อย่างนั้นเธอไปจากที่นี่นานแล้ว

ในชีวิตคนเรา มันมีอะไรอีกมากมายที่อยู่นอกเหนืออุดมการณ์ แม้ว่าจะเกลียด ไม่ชอบ แต่มันก็ต้องมีขอบเขตที่ยืดหยุ่น เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้แหละ เราต้องอดทนทำอะไรที่มันฝืนทั้งใจและความรู้สึกตัวเองเนื่องจากมันขัดต่ออุดมการณ์ แต่ในท้ายที่สุดอุดมการณ์มันก็กินไม่ได้ และปัญหาเรื่องปากท้องก็สำคัญกว่า ก็ต้องปล่อยวางอุดมการณ์ลงบ้างเพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้ชีวิตอยู่ได้ บางสิ่งบางอย่างจะเอาชีวิตทั้งชีวิตตัวเองไปแลกขนาดนั้นมันก็ไม่คุ้มค่ากันหรอก
ต่อให้ฉันจะพยายามพูดจาดีแค่ไหน แต่ถ้าโดนกระชากหัว ฉันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากกระชากหัวสู้กลับ
บางทีหัวโขนที่คนเรากำลังสวมอยู่มันช่างขัดกับตัวตนของเราเสียเหลือเกิน และบางทีเพราะหัวโขนดังกล่าวก็ทำให้เราไม่สามารถที่จะแสดงออกถึงสิ่งที่เราคิดและเราอยากจะทำได้ตามใจชอบ ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ซึ่งบางทีการวางเฉยดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เราต้องจัดการความอยากแสดงออกของเราเองถ้ามันจะมีผลเสียอื่น ๆ ตามมาหลังจากนั้น เพราะเราต้องกลับมาคิดถึงผลที่จะตามมาหลังจากที่เราแสดงออกในแบบที่เราอยากจะทำด้วย ทุกการตัดสินใจล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ถ้าการกระทำนั้นทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง มันก็อาจจะแตกต่างออกไป เพราะเราไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายยอมตลอดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับเสมอไป ถ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดและไม่ทำใครก่อนนะ

มีวิชาชีพหลายอย่างที่จำเป็นต้องเป็นกลาง หรือรักษาความน่าเชื่อถือ มันเป็นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ แม้ว่าตัวตนจริง ๆ ของบุคคลจะไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกว่าจรรยาบรรณมันกินได้ หรือไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีขนาดนั้น แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ทำให้เขาต้องรักษาจรรยาบรรณไว้ก่อน จะเปิดหน้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่มันสร้างความเสียหายต่อหน้าที่การงานไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่ความสะใจหลังจากที่แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิด แต่มันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่คนเราต้องรักษาไว้ การงานก็อย่างหนึ่งไม่อย่างนั้นก็จะเสียงานเสียรายได้ ที่สำคัญ เวลาโดนถามหาจรรยาบรรณในวิชาชีพ มันก็สร้างความเจ็บปวดได้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่มีจรรยาบรรณมากขนาดนั้น
ส่วนตัวมองว่าอาชีพ “นักแสดง” เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้เป็นกันได้ง่าย ๆ การวางตัวอยู่บนความคาดหวังของคนอื่น ๆ ในสังคม จะเป็นตัวเองมากก็ไม่ได้ ถ้านิสัยเหล่านั้นเป็นนิสัยที่สังคมไม่ชอบ นิสัยที่ไม่พึงประสงค์ในการเป็นคนของสังคม หากเคยทำอะไรไม่ดีมาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง กลัวว่าความจะแตกเข้าในสักวัน จะทำอะไรก็ต้องนึกถึงสิ่งที่สังคมจะสะท้อนกลับมาหาตลอด บางทีทำดีก็หาว่าแอ๊บ ทำเอาหน้า ทำอวดไปอย่างนั้น ทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยทัวร์ก็พร้อมลง หรืออยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยก็โดนด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะไม่อาจจะไปเอาใจหรือทำให้ตรงตามใจใครคนอื่นได้ทุกคน แถมต้องเจอกับพวกที่เกลียดชังแบบไม่มีเหตุผลอีกต่างหาก

ในซีรีส์เรื่อง Love to Hate You ชอบบทของนักแสดงสาวที่เป็นรุ่นพี่ในวงการของพระเอกมาก ชีวิตเธอคือนักแสดง คิมซองรยอง คาแรกเตอร์สาวผมซอยสั้นแบบนี้ ชอบเธอมาตั้งแต่เรื่อง Kill Heel แล้ว จริง ๆ เธอมีผลงานมาเยอะ แถมยังเคยเป็น Miss Korea ในปี 1988 ด้วย เธอยังดูสวยไม่สร่างแม้ว่าอายุจะเยอะแล้ว ในเรื่องนี้ก็เลยสนใจบทของเธอเป็นพิเศษ จนพบว่าตัวละครตัวนี้ก็ทั้งน่ารัก เท่ และน่าสงสารในเวลาเดียวกัน บทของนักแสดงที่สามีนอกใจและกำลังทำเรื่องฟ้องหย่าแบบที่ตัวเองจะต้องไม่เสียเปรียบ และเธอก็เป็นคนที่เลือกให้นางเอกได้เข้ามาทำงาน
บทของเธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแกร่งพอตัว แต่มันก็เป็นเพียงการแสดงที่ฉาบหน้าไว้เท่านั้น อีกทั้งเธอยังมีความเป็นตัวของตัวเองชนิดที่ว่ายอมรับความผิดที่ตัวเองก่อเข้าไปอยู่ในห้องขัง (แบบ VIP) โดยไม่กลัวเสียชื่อเสียง เพราะขับรถพุ่งชนสามีที่นอกใจและพาเมียน้อยมาหยามตัวเอง เธอรู้สึกว่าถ้าเธอต้องตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา เธอก็ควรที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองบ้าง เพราะฉะนั้น เธอจะเลิกสุภาพกับคนที่ทำร้ายเธอ ถ้าเธอโดนกระชากหัวก่อน เธอก็จะสู้กลับด้วยการกระชากหัวคืน ถือว่าเธอเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องตัวเองดี แม้ว่ามันอาจจะรุนแรงไปนิด เธอไม่ได้คิดที่จะหนีหรือให้ทนายความประจำตัวช่วยเหลือเธอออกจากห้องขังด้วยซ้ำ แต่กลับคิดว่าอยู่ฆ่าเวลาไปก็ได้

ความอดทนคนเรามันมีขีดจำกัดแหละ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป เหยื่อที่เคยยอมมาตลอดก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองบ้าง ชีวิตส่วนตัวของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเอง ทุกวันนี้เราถึงได้เริ่มเห็นคนที่ประกอบอาชีพนักแสดงลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองที่เคยต้องอดทนมาตลอดบ้างแล้ว ถ้าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ พวกเขาก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง ฉะนั้น พวกที่ชอบคอมเมนต์ด่าดาราเสีย ๆ หาย ๆ หรือทำตัวเป็นแฟนคลับที่ไม่น่ารัก รุกล้ำความเป็นส่วนตัวดาราเกินไป ไปกระชากหัวเขาแบบนั้น ระวังเขาจะกระชากกลับบ้างแล้วกัน
โดยรวม ๆ ก็คือ ซีรีส์เรื่อง Love to Hate You เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่สายรอมคอมไม่ควรพลาด มันมีความตลก สนุกโบ๊ะบ๊ะ เคมีดีฟินขยี้หมอนขาด เลิฟซีนก็แซ่บดุดันไม่เกรงใจใคร เนื้อเรื่องเดินเร็วไม่มีดราม่าหนัก ๆ ให้เครียด มีองค์ประกอบของการเป็นไวรัลให้โลกออนไลน์พูดถึงเยอะ แต่เนื้อหาภายในเรื่องมันไม่ได้เบาหวิวแบบเอาฮาอย่างเดียว เพราะแทรกแง่คิดในประเด็นที่ค่อนข้างหนักให้ผู้ชมไปด้วยผ่านการกระทำและปมของตัวละคร แต่เพราะมันย่อยง่ายกลืนง่าย เลยไม่รู้สึกว่ามันเป็นยาขมเท่าไรนัก และทั้งที่ก็เป็นละครคู่กัดที่เรา ๆ คุ้นเคยพล็อตของมันดี แต่กลับทำให้คนติดจนยอมอดนอนลากยาว 10 ตอนจบได้ในคืนเดียวได้ และหลายคนก็ยอมรับว่าคุ้มค่าแก่การอดนอนด้วย💘






























