Home Work & Living Living รู้จัก 2 สินเชื่อมาแรงยุคดิจิทัล ไม่ต้องไปแบงก์ ไม่เป็นพนักงานประจำก็กู้ได้ 

รู้จัก 2 สินเชื่อมาแรงยุคดิจิทัล ไม่ต้องไปแบงก์ ไม่เป็นพนักงานประจำก็กู้ได้ 

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความหลากหลายของข้อมูลได้เปลี่ยนโลกการเงินและก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามยังคงมีประชาชนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ กลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้ และกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน

สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan)

เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบของประชาชนและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงสนับสนุนให้มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (digital personal Loan) โดยออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เมื่อเดือนกันยายน 2563 สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับรูปแบบใหม่ที่เอื้อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถดำเนินการได้ดังนี้

  1. ใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) เช่น ข้อมูลการชำระเงิน การซื้อขายสินค้าและบริการผ่าน e-commerce platform ในการประเมินความสามารถหรือความเต็มใจในการชำระหนี้ของผู้บริโภคแทนการพิจารณาฐานะการเงินจากรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หรือกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝาก
  2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเบิกจ่ายและรับชำระคืนหนี้ เช่น เบิกจ่ายและรับชำระคืนผ่านการโอนเงิน รวมถึงชำระหนี้ผ่านการตัดบัญชีโดยใช้บัญชีสถาบันการเงิน หรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money)
  3. เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ เช่น อัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม และการแสดงภาระหนี้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้ผู้กู้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลแก่ผู้บริโภคแต่ละรายรวมไม่เกิน 20,000 บาท และมีกำหนดระยะเวลาการชำระคืนสินเชื่อแต่ละสัญญาไม่เกิน 6 เดือน โดยไม่จำกัดวัตถุประสงค์ในการกู้ยืม และกำหนดอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ รวมกันไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี

ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ มาใช้ในการให้บริการ จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประเมินความสามารถหรือความเต็มใจในการชำระหนี้ของผู้กู้ได้ดีขึ้น นอกจากนี้จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ กลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้ และกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน รวมถึงช่วยสร้าง digital footprint ในระบบการเงินให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้บริการทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคต

โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลดังนี้

  1. บริษัท ซีมันนี่ (แคปปิตอล) จำกัด
  2. บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด
  3. บริษัท จีฟิน เซอร์วิสเซส (ที) จำกัด (ยังไม่ได้เริ่มให้บริการ)
  4. บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ยังไม่ได้เริ่มให้บริการ)
  5. บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด (ยังไม่ได้เริ่มให้บริการ)
  6. บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  7. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  8. บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
  9. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

สินเชื่อออนไลน์ระหว่างบุคคลรูปแบบใหม่ (Peer-to-Peer Lending (P2P))

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงแวดวงบริการทางการเงินเองก็เช่นเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนอาจคงเคยได้ยินนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ Peer-to-Peer Lending หรือ P2P Lending กันมาบ้าง แม้จะดูเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย แต่บริการดังกล่าวก็เป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่อง

ซึ่ง Peer-to-Peer Lending ต่างจากการกู้ยืมเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราต้องไปทำเรื่องขอสินเชื่อผ่านธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับเรา แน่นอนว่าต้องผ่านกระบวนการหลากหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ในขณะที่ P2P Lending จะแตกต่างจากการเดิมตรงที่กระบวนการเหล่านั้นจะถูกยกไปไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์เกือบทั้งหมดและทำหน้าที่เสมือนตลาดสินเชื่อออนไลน์ที่ผู้กู้และผู้ให้กู้สามารถเจอกันได้โดยตรง

หลักการง่าย ๆ คือ ผู้กู้ระบุเงื่อนไขการกู้เงินของตนเองไว้ ส่วนผู้ให้กู้ก็จะเลือกคำขอกู้ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยแพลตฟอร์มจะดูแลและจัดการเรื่องทั้งเรื่องเงิน หลักประกัน ความปลอดภัย รวมถึงเอกสารต่าง ๆ ทั้งยังช่วยติดตามสถานะของธุรกรรมและคอยแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ทั้ง 2 ฝ่ายทราบ แพลตฟอร์ม P2P Lending จึงเข้ามาทำหน้าที่แทนตัวกลางการกู้ยืมเงินในแบบเดิม ๆ แล้วช่วยให้ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้สามารถกู้ยืมเงินได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ธุรกรรมการให้สินเชื่อแบบเดิมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างบุคคล 1 คน กับสถาบันการเงิน 1 แห่ง เรียกว่า แบบ One-to-One แต่เมื่อธุรกรรมแบบเดียวกันสามารถทำผ่านแพลตฟอร์ม P2P Lending ได้ จึงทำให้คำขอกู้จากผู้กู้ 1 คน สามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการปล่อยกู้ได้หลากหลายมากขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสถาบันการเงิน กระจายทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทนออกสู่บุคคลหลากหลายรายนั่นหมายความว่า ผู้กู้ 1 คนอาจจะได้รับเงินมาจากผู้ให้กู้หลายคน เรียกว่าแบบ Many-to-One ได้ด้วย

ดังนั้น P2P Lending นอกจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินหรือค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้บริการจะต้องจ่ายแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนและเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่บุคคลทั่วไปอีกด้วย

​รายชื่อผู้ให้บริการระบบ Peer-to-Peer Lending Platform ที่ทดสอบภายใต้ Regulatory Sandbox

Peer-to-Peer Lending Platform คือ ผู้ให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นตัวกลางสนับสนุนการก่อให้เกิดการกู้ยืมระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยจับคู่ระหว่างผู้ที่ต้องการกู้เงินและผู้ที่ต้องการให้กู้ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการทำสัญญาสินเชื่อ การนำส่งและจ่ายคืนเงินกู้ และการติดตามหนี้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้กู้ และเพิ่มทางเลือกในการลงทุน

โดย ธปท. กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจต้องทดสอบการให้บริการในวงจำกัดภายใต้ Regulatory Sandbox จนประสบความสำเร็จ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารความเสี่ยงและการดูแลผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม จึงจะสามารถยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังเพื่อประกอบธุรกิจในวงกว้าง

  1. บริษัท ดีพสปาร์คส์ เพียร์ เลนดิ้ง จำกัด (อยู่ระหว่างทดสอบ​)

2​. บริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด​ (​ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง​ เมื่อ 22 เม.ย. 65​​)

​​3. ​บริษัท เพียร์ พาวเวอร์ แพลตฟอร์ม จำกัด (ออกจาก Regulatory Sandbox ยุติการทดสอบ เมื่อ 14 ก.ค. 65)

​4. บริษัท ได้เงิน ดอทคอม จำกัด (อยู่ระหว่างทดสอบ)

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th