เกมเปิดสนามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษเริ่มต้นไปแล้วอย่างสนุกสนานสมกับที่แฟนบอลรอคอย หลายคนคงจับตามองการโชว์ฟอร์มของทีมใหญ่อย่างลิเวอร์พูลและแมนฯ ยูไนเต็ด ปรากฏว่าผิดหวังชวดคว้าชัยกันไปทั้งคู่ ถ้าเป็นสมัยก่อนบรรดาสื่อคงต้องงัดสถิติอาถรรพ์การมาเยือนเมืองไทยแล้วจะต้องย่ำแย่ออกมาใช้แน่แท้เลยเชียว
ผลงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “หงส์แดง” นั้นทำได้แค่บุกไปเสมอ “น้องใหม่” อย่าง ฟูแล่ม ถึงแม้ว่าจะเก็บมาได้หนึ่งคะแนน แต่ไม่มีใครประทับใจฟอร์มการเล่น แม้แต่หัวหน้าโค้ชตัวเองอย่าง เจอร์เก้นน์ คล็อปป์ ยังบ่นอุบ ทีมแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมเอาเสียเลย
ด้าน “ปีศาจแดง” นั้นยิ่งหนักกว่า พ่ายแพ้คารังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อไบรท์ตัน “เจ้านกนางนวล” จากแดนใต้เสียอย่างนั้น 1-2 ทั้ง ๆ ที่นำนักเตะใหม่มาเปิดตัวกันหมด คริสเตียน เอริคเซ่น, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, ไทเรล มาลาเซีย รวมทั้งซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งได้ลงในครึ่งหลัง แต่ก็ช่วยอะไรทีมไม่ได้เพราะความฟิตไม่เพียงพอ
ถ้าจะมองกันในหลักการวิทยาศาสตร์ เห็นได้ชัดเจนเลยว่าทีมที่เป็นรองอาศัยความฟิตและทีมเวิร์กที่ดูพร้อมมากกว่าเล่นงานทีมใหญ่ทั้งสองจนหัวหมุน ก็น่าเห็นใจบรรดาผู้จัดการทีมและผู้เล่น ซึ่งเพิ่งจะรวมกันไม่นาน หนำซ้ำต้องมีการลองผู้เล่นใหม่ ลองนักเตะเยาวชน
จะว่าไปแล้วซีซั่นนี้ทุกอย่างมันดูเร่งรีบเนื่องจากการเริ่มต้นฤดูกาลนั้นจำเป็นต้องเลื่อนเร็วขึ้นมา 1 สัปดาห์ และอย่าลืมว่าฤดูกาลที่แล้วโปรแกรมถูกวางให้จบค่อนข้างช้าคือเกือบปลายเดือนพฤษภาคมเลยทีเดียว เลยกลายเป็นเวลาน้อยลงไปสองเด้ง
เท่านั้นไม่พอสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนจัดของอังกฤษในปีนี้ระดับ 40 องศาเซลเซียส ก็ยิ่งเป็นตัวการเร่งให้บรรดานักเตะเหนื่อยล้ากันเร็วขึ้นไปอีก โชคดีหน่อยตรงที่ปีนี้ปรับกฎให้เปลี่ยนตัวได้ 5 คนแล้ว ยังพอผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
อีกเรื่องใหญ่ที่ทุกสโมสรจะต้องเตรียมพร้อมรับคือ ศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม ศกนี้ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการฟุตบอลระดับยุโรปครับ นั่นคือการมีทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาคั่นกลางระหว่างซีซั่น เริ่มเล่นกันไป 4 เดือนแล้วต้องต้องพักครึ่งฤดูกาลกันยาว ๆ ประมาณเดือนเศษ เสร็จแล้วกลับมาเล่นกันต่ออีกประมาณ 5 เดือน
ไม่อยากจะจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโมสรที่ดันมีนักเตะอยู่ในทีมชาติซึ่งเข้ารอบลึก ๆ ไปถึงสี่ทีมสุดท้ายหรือรอบชิงชนะเลิศ เสร็จแล้วก็จะต้องกลับมาเตะบอลลีกกันต่อในช่วงปลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งลีกอังกฤษยังไม่วายยึดมั่นในการจัดเตะช่วงปลายปีต่อจนถึงปีใหม่ เที่ยวนี้จะมี เกมบ็อกซิ่งเดย์, เกมส่งท้ายปีเก่า และ นัดต้อนรับปีใหม่ เหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งนักบอลจะต้องเตะกระหน่ำกันไปรวมแล้ว 3 นัด
มีบางคนทำนายว่า ฤดูกาลนี้จะเป็นปีที่สุดผันผวน ทำนายทายทักอะไรยาก โดยเฉพาะกับทีมใหญ่หลาย ๆ สโมสร ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลง และมีทีม “ม้ามืด” หลายทีมซึ่งแต่งตัวมาได้ดี บวกกับโปรแกรมเตะลักษณะนี้เข้าไป ผมมองว่ายิ่งมีโอกาสยุ่งเหยิงหนัก เพราะผู้เล่นที่ติดทีมชาติส่วนใหญ่ก็จะค้าแข้งอยู่กับสโมสรระดับบิ๊กทั้งนั้น อาการเหนื่อยล้า และ อาการบาดเจ็บย่อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะฉะนั้นผู้จัดการทีมหรือนักเตะทีมไหนปรับตัวหรือวางแผนรับมือไว้ได้ดีกว่าย่อมได้เปรียบ รวมทั้งเรื่องของโชคดวง ซึ่งพวกเขาจะต้องภาวนากันให้หนัก ขอให้ไม่มีนักเตะเก่ง ๆ ของทีมตัวเองบาดเจ็บมากนัก จากการกรำศึกหนักเพราะ “กาตาร์ เอฟเฟ็กต์” เยี่ยงฤดูกาลนี้.






























