ช่วงนี้เห็นประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ชาวกรุงเทพฯ จะได้เลือกผู้ว่าฯ กทม. ควบไปกับการเลือก ส.ก. ประจำพื้นที่ เลยขอหยิบเอาเรื่องประชาธิปไตยในวงการถ่ายทอดสดกีฬามาคุยกับคุณผู้อ่านกันสักหน่อยค่ะ
สำหรับคนที่เกินก่อนปี 2540 ที่ดำเนินชีวิตมาถึงปัจจุบัน คงต้องปรับตัวกันเล็กน้อยกับการดูถ่ายทอดสดกีฬาในยุคนี้ เพราะนี่คือยุคของ OTT Streaming (Over the Top Streaming อันเป็นการให้บริการรับชมภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) ที่ในอดีตไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลไทย ฟุตบอลนอก หรือแม้แต่การแข่งขันกีฬารายการสำคัญ ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่รับชมผ่านทางฟรีทีวีที่มีอยู่เพียง 5 สถานีและมีหนึ่งในห้าสถานีที่ได้ชื่อว่ากุมลิขสิทธิ์ที่ดีเอาไว้ได้มากที่สุด ก็ต้องเป็นการรับชมผ่านทางเคเบิลทีวีที่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน
ซึ่งระบบดังกล่าวหลายคนอาจบอกว่าเป็นการผูกขาดไปหน่อย รู้สึกถูกบังคับให้ชม แต่ข้อดีในรูปแบบดังกล่าวก็จะทำให้มีการกรองเนื้อหาการถ่ายทอดสดได้มากขึ้น คุณภาพของการถ่ายทอดสด ไปจนถึงคุณภาพของผู้บรรยาย ต้องได้รับการกลั่นกรองมาแล้วระดับหนึ่ง
แต่ก็นั่นล่ะค่ะ เวลาเปลี่ยนรูปแบบการรับชมเปลี่ยน ปัจจุบันเรามีอิสระเสรีในการเลือกรับชมคอนเทนต์ถ่ายทอดสดกีฬาในรูปแบบ OTT Streaming กันมากขึ้น ถ้าคุณต้องการชมฟุตบอลไทย คุณต้องสมัคร AIS Play ถ้าคุณต้องการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คุณต้องสมัคร True ID แต่ถ้าคุณอยากชม FA Cup La Liga หรือ UCL ก็ต้องไปสมัคร beIN Sports ยังค่ะยังไม่จบแค่นั้น เพราะถ้าคุณอยากชมฟุตบอล AFC ที่มีสโมสรฟุตบอลจากไทยลีกเข้าร่วมการแข่งขันก็ต้องสมัครแอปฯ Eleven Sports เท่าที่นับดูตอนนี้ก็มีถึง 4 แอปฯ สตรีมมิ่งแล้ว ถ้าใครมีครบนี่ต้องขอคารวะเลยทีเดียวค่ะ
แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ในเมืองไทยที่เดียวค่ะ เป็นประชาธิปไตยในการรับชมการถ่ายทอดสดกีฬาที่แฟนกีฬาทั่วโลกซึ้งใจกันดี อย่างในอังกฤษนั้นต้องมีถึง 5 แอปฯ สตรีมมิ่ง ถ้าต้องการรับชมฟุตบอลให้ครบทั้ง Amazon, BT, Premier, Sky และ Viaplay แต่เหมือนจะยังไม่จบนะคะ เพราะมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีแอปฯ ที่ 6 หากต้องการชม LaLiga กับแอปฯ FITE ซึ่งทั้งหกแอปฯ นี้ยังไม่ได้รวม DAZN ที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีเงินทุ่มประมูลซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดเช่นกัน
รูปแบบของ OTT Streaming นั้นแม้ว่าจะทำให้เกิดการกระจายคอนเทนต์ถ่ายทอดสดกีฬา และส่งผลต่อราคาลิขสิทธิ์ ที่แม้แต่พรีเมียร์ลีกอังกฤษเองต้องจัดแพ็กเกจแยกขายใหม่ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และทำให้ลูกค้าหรือผู้ชมอย่างเรามีโอกาสได้เลือกรับชมเฉพาะคอนเทนต์ถ่ายทอดสดที่ต้องการรับชมจริง ๆ แต่ในดีก็มีเสีย เพราะถ้าจะให้ลง 4-5 แอปฯ ในการรับชมคอนเทนต์ถ่ายทอดสดฟุตบอลก็ให้รู้สึกเพลียอยู่ไม่น้อย ขณะที่ผู้เขียนทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ ยังเลือกที่จะใช้แอปฯ ใดแอปฯ หนึ่งในการรับชม และยอมตัดทิ้งบางคอนเทนต์ถ่ายทอดสดที่ไม่ได้รู้สึกว่าอยากชมมากสักเท่าไร
ขณะเดียวกันหลายคนอาจคิดว่าการมาถึงของ OTT Streaming ทำให้ค่าบริการลดลง ไม่เหมือนกับที่ต้องสมัครสมาชิกเคเบิลในอดีต แต่ถ้าลองเอาทั้งสี่แอปฯ ที่เอ่ยถึงในข้างต้นมาบวกกัน แล้วคูณกับ 12 เดือน ก็เป็นเงินไม่น้อยนะคะ แม้ว่าจะถูกกว่าแบบเก่า แต่ก็ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่ม เผลอ ๆ แล้วก็อาจจะต้องจ่ายเท่ากับสมัยเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีก็เป็นได้ (ฮา) แต่ได้รับชมเฉพาะคอนเทนต์ถ่ายทอดสดกีฬา ไม่มีคอนเทนต์ความบันเทิงอื่นให้ได้เสพกัน
ในยุคที่ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ลิตรละ 39.75 บาท ในขณะที่ดีเซลพุ่งมาที่ 35.96 บาท แถมสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน การที่ผู้ใช้บริการจะสมัครแอปฯ สตรีมมิ่งเจ้าใดเจ้าหนึ่งคงต้องคิดไม่น้อย เมื่อลูกค้าคิดเยอะขึ้น นั่นหมายถึงผลกระทบที่มีต่อวงการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ถ่ายทอดสดกีฬาและค่าลิขสิทธ์ของเจ้าของคอนเทนต์
เพราะผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการ OTT Streaming นั้นไม่ใช่ปัจจัยในการดำรงชีวิต ทุกบ้านที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายพร้อมที่จะตัดทิ้ง ถ้าจะให้ดีคงต้องออกแบบแพ็กที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่าย ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็ต้องได้มีหนทางหารายได้เพื่อให้คุ้มต้นทุนผลิต…และนี่ล่ะค่ะ OTT Streaming ในยุคประชาธิปไตย สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาสู้กันต่อไป
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ











![Pump Speed by Idemitsu : [UNCUT] “อองตวน ปินโต” นักมวย สู่ นักแข่งรถ?](https://tonkit360.com/wp-content/uploads/2026/03/PUMP-SPEED-EP211-uncut-218x150.jpg)

















