สังคมไทยอยู่คู่กับความเชื่อมาอย่างยาวนาน ซึ่งความเชื่อแบบไทย ๆ นั้นมักจะผนวกรวมเอาทั้งคติพุทธ พราหมณ์ ผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอีกสารพัดสรรพสิ่งที่พอจะมีชื่อเรียกเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นความเชื่อแบบรวม ๆ ที่แทบจะไม่แบ่งไม่แยกว่าอะไรมีที่มาจากคติไหน ทำให้โดยปกติถ้าไม่ได้มานั่งวิเคราะห์กันด้วยหลักการร่วมกับแก่นแท้ของศาสนา ก็ยากที่คนทั่วไปจะแยกออกว่าอันไหนมาจากคติไหน และรวม ๆ คนทั่วไปในสังคมก็เข้าใจว่าเป็นความเชื่อของพระพุทธศาสนา ซึ่งก็มีที่มาจากที่เชื่อกันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ บรรพบุรุษนับถือพุทธศาสนาอีกเช่นกัน
การที่แต่ละคนต่างก็มีความเชื่อที่หลากหลายอยู่เบื้องหลัง การดำเนินชีวิตประจำวันก็มักจะมีเรื่องของความเชื่อแทรกเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ่อย ๆ ความเชื่อจึงถูกร้อยเรียงเชื่อมโยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยมาโดยตลอดจนแยกไม่ได้ ปรากฏการณ์ใดก็ตามที่แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ คนที่เชื่อเรื่องความเชื่อก็อาจจะปฏิเสธคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ โดยจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเชื่อมากกว่า หากมีใครคิดจะอธิบายหรือให้ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ จะถูกปรามว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เสมอ ทั้งที่หลาย ๆ กรณีก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะลองคิดทบทวนให้เป็นวิทยาศาสตร์ดู
นั่นหมายความว่าอะไรก็ตามที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นั้นจะถูกตีความเข้าหลักความเชื่อโดยสมบูรณ์ ชนิดที่ว่าห้ามสงสัย ห้ามตั้งคำถาม ห้ามโต้แย้ง ห้ามหาคำตอบ เพราะจะเป็นการ “ลบหลู่” จะบอกว่าปฏิเสธการพิสูจน์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ไปโดยสมบูรณ์เลยก็ได้ ใครที่คิดแตกต่าง พยายามแย้งว่าให้เพลา ๆ ความเชื่อลงแล้วอิงหลักความเป็นจริงบ้าง และพยายามจะหาคำตอบที่ไม่อิงกับความเชื่อ ก็อาจโดนคณะทัวร์ไปเยือนถึงที่ หรืออาจจะโดนสาปส่งให้โดนกับตัวบ้าง อะไรทำนองนี้มีให้เห็นบ่อย ๆ ตามโซเชียลมีเดีย
เพราะคนมีความเชื่อ สื่อจึงขายข่าวที่มาพร้อมกับความเชื่อ
ความเชื่อ คือ ความคิด ความเข้าใจ การยอมรับนับถือในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนหรือพิสูจน์ก็ได้ ทว่าหลาย ๆ กรณีก็ไม่อาจจะใช้ความเชื่อมาเป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะเรื่อง “ข่าว” เพราะข่าวเป็นการรายงานสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง แต่คนไทยส่วนหนึ่งชื่นชอบการเสพข่าวสารต่าง ๆ โดยอิงตามความเชื่อเป็นหลัก ข่าวไหนมีเงื่อนงำ มีความผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ ความเชื่อจะถูกยัดใส่มามากเป็นพิเศษ และยิ่งถ้าเป็นเรื่องของคนดัง เรื่องที่ใกล้ตัว การเสพข่าวแบบมีความเชื่อเข้ามาเชื่อมโยงด้วยจึงยิ่งสนุก ดูมีอะไรน่าสนใจในการตามข่าวต่อไป
ปกติแล้วข่าวแต่ละข่าวจะมีสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าข่าว” ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เหมาะสมกับการนำมารายงานเป็นข่าว ข่าวที่มีคุณค่าข่าวหลายประการ จะส่งผลต่อการให้ความสนใจของคนในสังคม ซึ่งหากมีคนสนใจมาก ข่าวก็จะขายได้มาก เรตติ้งต่อตัวรายการที่รายงานข่าวก็จะตามมาด้วย เช่น
- ความใกล้ชิด (proximity or nearness) ธรรมชาติของมนุษย์มักจะสนใจเรื่องที่ใกล้ตัวหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตตนเอง ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไร ย่อมได้รับความสนใจมากเท่านั้น เพราะทำให้มีความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์นั้น ๆ มีประสบการณ์ร่วม หรือรู้สึกผูกพันกับตัวละครในข่าวจนต้องตามต่อ
- ความเด่นหรือความมีชื่อเสียง (prominence) ไม่ใช่เพียงความเด่นหรือความสำคัญของเหตุการณ์ แต่ครอบคลุมถึงความเด่นดังของบุคคล สถานที่ หรือเวลา ได้แก่ ข่าวของดารา คนดังในสังคม ที่ไม่ว่าจะกดไลก์ กดอันฟอลโลว์ หรือคอมเมนต์อะไรก็กลายเป็นข่าวได้เสมอ
- ความมีเงื่อนงำ (suspense) เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกสงสัย กระหายใคร่รู้ เรื่องที่ยังไม่กระจ่าง เรื่องที่เป็นความลับ เรื่องต้องห้าม เรื่องที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบ กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น อย่างข่าวที่พาดหัวข่าวด้วยคำว่าแฉ มีอักษรย่อออกมาให้เดา ยิ่งทำให้คนอยากจะรู้ว่าคนในข่าวเป็นใคร
- ความผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ (unusualness or oddity) มนุษย์ให้ความสนใจในเรื่องที่ผิดปกติหรือแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
- ความขัดแย้ง (conflict) คือเรื่องราวดราม่าทั้งหลายที่เกี่ยวกับการไม่ลงรอยกันหรือเข้ากันไม่ได้ เมื่อมีคนมากกว่า 2 ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถสร้าง “ความอิน” จนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตั้งทีมเชียร์ ไม่จบแค่บุคคลในข่าว แต่บางครั้งลูกทัพที่สนับสนุนก็ตามมามีความขัดแย้งกันอีก
- ความสนใจของมนุษย์ทั่วไป (human interest) มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะกับข่าวที่ก่อให้เกิดอารมณ์ร่วม สะเทือนใจตามด้วยอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ เช่น รัก โลภ โกรธ หลง ก็ทำให้มนุษย์ทั่วไปสนใจ รู้สึกเหมือนตนเองเป็นถูกกระทำ
- เรื่องทางเพศหรือเรื่องอื้อฉาว (sex and scandals) ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศหรือสิ่งยั่วยุทางเพศ แต่รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของเพศ ทำให้ข่าวเรื่องสามีนอกใจภรรยามีคนสนใจ
ลำพังแค่พิจารณาจากคุณค่าข่าว หากข่าวใดมีคุณค่าข่าวครบตามองค์ประกอบข้างต้น ก็จะสามารถเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ได้ไม่ยาก ข่าวที่มีคุณค่าครบถ้วนทุกประการ จะครองพื้นที่สื่ออยู่ได้นานนับเดือนเลยทีเดียว และยิ่งถ้านานวันข้อสงสัยยังไม่กระจ่าง ยังไม่มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ชัดเจน ข่าวนี้อาจอยู่บนพื้นที่สื่อได้นานหลายเดือน ดังนั้น ถ้าพอจะมีอะไรที่ทำให้ข่าวดังแตกประเด็นให้เล่นได้น่าสนใจและนานกว่านี้ เข้าถึงคนอีกกลุ่มที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เรื่องของความเชื่อจะถูกนำมาโยงเพื่อให้ตอบโจทย์คนที่ชอบเสพข่าวแบบอิงความเชื่อ
พฤติกรรมการเสพข่าวของคนในสังคม จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดว่าสื่อต้องนำเสนอข่าวแบบไหน ถ้าสื่อรู้ว่าคนอยากเสพข่าวประเภทไหน สื่อก็จะเน้นทำข่าวแบบนั้นเสิร์ฟ เพื่อให้ข่าวมีความน่าสนใจ ขายได้ และเรียกเรตติ้งได้ดี เราจะเห็นว่าข่าวดังที่เป็นคดีใหญ่ คดีดัง นอกจากจะนำเสนอเรื่องความคืบหน้าแบบใกล้ชิดแทบจะอัปเดตนาทีต่อนาทีแล้ว มักจะมีสกู๊ปเล็ก ๆ หรือการตั้งข้อสังเกตบางอย่างที่ชี้นำไปสู่ความเชื่ออยู่เสมอ เรียกร้องความสนใจจากคนดู ทำให้คนอยากรู้ โดยอาจไม่ได้สนใจคุณภาพข่าว ความน่าเชื่อถือ หรือจรรยาบรรณการนำเสนอใด ๆ เลยก็ได้
ข้อสังเกตเล็กน้อยแค่ไหน ก็โยงเข้าเรื่องความเชื่อได้หมด
ในอดีตลักษณะการดำเนินรายการของผู้ประกาศข่าวจะทำหน้าที่ “อ่านข่าวตามสคริปต์” แต่ละข่าวที่ถูกนำเสนอมีช่วงเวลาที่แน่นอนนำเสนอครบถ้วนตามนั้นก็จบหนึ่งข่าว หากข่าวไหนที่เป็นประเด็นให้ติดตาม จะมีสกู๊ปพิเศษที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอโดยเฉพาะด้วยข้อมูลเชิงลึกอีกครั้ง แต่ทุกวันนี้รายการข่าวของสื่อหลักส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าข่าวมากกว่าการรายงานข่าว บางทีสามารถเล่าไปได้เรื่อย ๆ อยู่ข่าวเดียว ประเด็นนั้นประเด็นนี้จนเกือบจบรายการ แล้วหาแทรกข่าวอื่น ๆ เอาทีหลัง แบบพอว่ามีข่าวอื่นนำเสนอนะ นำเสนอสั้น ๆ รวบรัดทีเดียวจบ จากนั้นรายการก็จะจบไป
การเสนอข่าวแบบเล่าข่าว พิธีกรจะเล่าทั้งข้อเท็จจริง และมีข้อคิดเห็นของตัวเองแฝงลงไปด้วย ตั้งข้อสังเกตที่ตัวเองได้เพื่อให้คนดูเอ๊ะตาม ข้อสังเกตที่เชื่อมโยงไปถึงความเชื่อบางอย่างนั้น อาจเป็นการตั้งข้อสังเกตจากสื่อเองหรืออาจมีการนำข้อสังเกตของชาวเน็ตในโซเชียลมีเดียมาเล่นต่อ นำมาผลิตซ้ำ มีการนำภาพและเนื้อหาของไวรั
เรื่องไหนที่พอจะเป็นประเด็นเล่นได้หลายวัน ก็จะมีการไปเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ความเชื่อนั้น ๆ มาออกรายการร่วมด้วย แล้วเล่าเรื่องไปพร้อม ๆ กัน ใส่ความคิดเห็นและความเชื่อของตนเองลงไปเต็มที่ โดยไม่ได้คำนึงเลยว่ากำลังอยู่ในรายการข่าว ที่ควรเสนอข้อเท็จจริงมากกว่า
ที่สำคัญในบางครั้งการพูดนั่นพูดนี่โดยไม่มีขอบเขต ยังไปมีผลกระทบบางอย่างต่อการทำคดีด้วย คือมันอาจเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ แต่ก็จะอ้างได้ว่าวิญญาณมาบอกว่าถูกฆ่า ซึ่งวิญญาณมาขอความเป็นธรรมให้ช่วยเหลือ อ้างความเห็นใจและน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้ชี้แจงอะไรที่พิสูจน์ได้สักในทางความเป็นจริงอย่างนอกจากพูดลอย ๆ ออกมา แล้วคนในสังคมดันไปเชื่อเรื่องความเชื่อบางอย่างมากกว่าที่จะเชื่อหลักฐาน ชาวเน็ตที่อาการหนักหน่อยจะบอกว่าหลักฐานถูกจัดฉากขึ้นมาก็ยังได้
คนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญก็จะพูดไปเรื่อยโดยอาศัยข้อเท็จจริงเล็กน้อย มาผสมกับทักษะการนำเสนอที่ดูน่าเชื่อถือ และจริง ๆ ก็อาศัยหลักสถิติ ความน่าจะเป็นในการเกิดเหตุการณ์มาพูด เรื่องที่พูดก็มีการกลั่นกรองมาแล้วว่ามีโอกาสเกิดได้สูง ความน่าจะเป็นมากความแม่นยำที่จะพูดได้ตรงก็มีมาก การจั่วหัวว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลก็เท่ากับลดแรงกระแทกและความเสี่ยงลงไปว่าอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ในกรณีที่มันไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าหากโชคเข้าข้าง สิ่งที่พูดออกมาตรงกับที่เป็นจริง คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นที่รู้จัก และโด่งดังขึ้นมาในฐานะคนที่พูดได้ “แม่น” เมื่อสามารถพูดได้แม่นบ่อยครั้งเข้า ก็ไม่แปลกที่จะมีคนหลงเชื่อและศรัทธาจริง ๆ
อย่างไรก็ดี การโยงปรากฏการณ์ในข่าวที่เกิดขึ้นแบบมีเงื่อนงำ ผิดธรรมชาติ หรือเรื่องของปาฏิหาริย์เพื่อมาอธิบายแบบความเชื่อส่วนบุคคลก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากมองว่าเป็นการนำเสนอคอนเทนต์ประเภทหนึ่ง หรือเสนอในอีกแง่มุมเพื่อเสิร์ฟคนที่เขามีความเชื่อนั้น ๆ จริง ๆ ในเมื่อมันยังเป็นคอนเทนต์ที่ขายได้ คนสนใจอยากรู้ บางคนสนใจเพราะเชื่อตามนั้น แต่บางคนก็สนใจว่าจะคาดเดาอะไร จะแม่นอย่างที่พูดหรือเปล่า แต่ทุกสิ่งอย่างควรมีขอบเขตที่สมควร ไม่ใช่คิดจะโยงไปไหนก็ได้ นึกอยากจะอ้างอะไรก็อ้าง เพราะความเชื่อบางอย่างก็โยงไปมั่วไร้ต้นสายปลายเหตุจนกู่ไม่กลับ
เมื่อมีข่าวดัง ข่าวใหญ่ ข่าวที่คนครึ่งค่อนประเทศให้ความสนใจ บนโลกที่ทุกคนมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นอยู่ในมือ บางครั้งก็ถือกำเนิดพวกอยากดัง พวกหิวแสง พวกอยากมีส่วนร่วม พวกอยากได้ซีน ขึ้นมามากมาย การเกาะข่าวดังแล้วสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับความเชื่อบางอย่างขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยอาศัยการจับต้นชนปลายข้อมูลให้ดี ๆ คอนเทนต์ก็จะดูน่าเชื่อถือ เราจะเห็นว่ามีพวกที่อ้างตัวว่าสื่อกับวิญญาณได้ ทำนายอนาคตได้ เห็นอดีตของคนอื่น มีตัวตนขึ้นมาในช่วงที่ข่าวกำลังเป็นกระแสร้อนแรงหลายคน หากสุ่มพูดขึ้นมาแล้วโชคดีว่าตรงกับความจริงก็ได้ไปต่อ แต่ถ้าเลอะเทอะเกินไปหรือไม่จริงตามว่าก็จะหายไปเงียบ ๆ เอง
คนบางกลุ่มอยากมีคอนเทนต์ อยากได้พื้นที่ข่าว อยากเข้ากล้องจนต้องโหนบุคคลในข่าวโดยไม่ให้เกียรติผู้ที่ถูกพาดพิงในข่าว และไม่พยายามที่จะอยู่บนพื้นฐานความจริง อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อยว่าเป็นผู้ที่วิเศษกว่าคนอื่น แล้วก็ยังมีคนที่เลือกที่จะเชื่อคำพูดจากปากคนคนหนึ่งที่แค่สุ่มพูดอะไรต่ออะไรแล้วตรงเป็นส่วนมาก (ที่ไม่ตรงก็มีแต่เดี๋ยวก็เงียบไปเอง) มากกว่าจะเชื่อคำพูดของคนทำงานหรือคนที่ใช้หลักการในการพิสูจน์ ซึ่งเราไม่เคยมีบทเรียนกับคอนเทนต์ประเภทนี้ ยังคงให้ค่า ให้ราคามากกว่าคนที่ทำงานจริง ๆ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คนที่นิยมเสพอะไรพวกนี้มีไม่น้อย
แต่คำถามคือเพราะอะไรคนกลุ่มหนึ่งในสังคมจึงเลือกที่เชื่อพวกที่อ้างตัวว่าเป็นผู้นำทางความเชื่อ มีอิทธิฤทธิ์ มีความวิเศษกว่าคนอื่น เพียงแค่เคยสุ่มพูดออกมาแล้วบังเอิญแม่น มากกว่าจะเชื่อในหลักการ หลักฐาน คนลงมือทำงานจริง ๆ หรือข้อเท็จจริงที่มีให้เห็นอยู่ทนโท่ เราจะเห็นว่าคนทำงานหน้างานหรือเจ้าหน้าที่พูดอะไรออกมายังดูไม่น่าเชื่อถือเท่าสิ่งที่หมอดูโพสต์หรือไลฟ์จากที่บ้านเลย
นี่คือสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องนำไปขบคิดต่อ ว่ามันเป็นเพราะสื่อหลักหลายสำนักพยายามชี้นำไปในทิศทางนั้นมากจนเกินไป นำเสนอเรื่องของความเชื่อเป็นประเด็นหลักมากกว่าเสนอความจริงจนคนแห่ไปคิดไปเชื่อตามนั้น หรือคนเริ่มไม่เชื่อใจในการทำงานของคนทำงาน ว่าจะมีเรื่องของอำนาจมืดเข้ามาเกี่ยวข้องจนต้องบิดเบือนหรือโกหกเรื่องต่าง ๆ ออกสื่อหรือเปล่า มันอาจเป็นความไม่มั่นใจในกระบวนการหรือเปล่าว่าจะยุติธรรมจริง ๆ ไหม คนถึงเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่หมอดูพูดมากกว่า เพราะมันสบายใจกว่าและดูมองเห็นความหวังมากกว่า ในกรณีที่สุ่มพูดแล้วแม่น






























