
รู้สึกดีที่วันเสาร์นี้ตรงกับวันคริสต์มาสพอดี ปกติก็ไม่ค่อยอินเทศกาลนี้เท่าไร แต่นี่คงเป็นปีแรกที่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมเวลาเห็นสีแดง สีเขียว สีขาว รู้สึกสดชื่นดี แต่ก็แอบเซ็งนิดหน่อยว่าทำไมอากาศมันจะต้องมาอุ่นขึ้นเอาตอนนี้ด้วย คริสต์มาสที่เหงื่อโทรมตัวเนี่ยไม่สนุกเลย
อะไรจะไม่สนุกก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับซีรีส์ เพราะซีรีส์ในวันนี้การันตีความสนุกได้จากทัพนักแสดง ที่แค่ได้ยินชื่อก็ต้องเปิดดู ผลงานคัมแบ็กของลุงยมแห่งก็อบลิน “อีดงอุค” (ส่วนลุงยักษ์คู่จิ้นของเขา ไว้เจอกันในคอลัมน์สัปดาห์หน้า) และอีกหนึ่งนักแสดงที่เพิ่งเป็นกระแสแรงมาก ๆ จากเรื่อง Squid Game เมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่ผ่านมา “วีฮาจุน” ซึ่งขอสารภาพว่าก่อนหน้า Squid Game ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่ตอนนี้โดนผู้ชายคนนี้ตกเข้าด้อมแล้ว
Bad and Crazy ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “เลว ชั่ว บ้าระห่ำ” ถ้าได้ลองเปิดดูแล้วก็จะพบว่าชื่อภาษาไทยเข้ากับเรื่อง (และการแสดงของนักแสดง) ได้ดีมาก ทั้งชั่ว ทั้งบ้า ขายขำกันโบ๊ะบ๊ะ เรื่องนี้เป็นออริจินัลซีรีส์ของ iQIYI ฉะนั้น ซับไทยถูกลิขสิทธิ์ก็เปิดแอปฯ เขียวดูเลย 3 ตอนแรกดูฟรีด้วยไม่ต้องสมัคร VIP แต่ถ้าใครโดนเรื่องอื่นป้ายยาด้วย สมัครพรีเมียมช่วงนี้รู้สึกว่าจะมีโปรโมชันอยู่ รีบไปจัดได้เลย
Bad and Crazy เป็นเรื่องราวของนายตำรวจยศสูงคนหนึ่งซึ่งก็ไม่ใช่ตำรวจน้ำดีอะไร นักสืบประเภทที่สามารถทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อแลกกับความสำเร็จ เขาเป็นพวกวัตถุนิยมและเปลี่ยนจุดยืนของตัวเองไปตามสถานการณ์ ไม่ได้สนใจถูกผิดอะไรขนาดนั้น ใครเอื้อประโยชน์ให้ก็ไปฝ่ายนั้น ง่าย ๆ ก็คือ ตำรวจฝีมือดี ฉลาด แต่เลวและเจ้าเล่ห์ เลือกทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องที่เสียเหงื่อหรือเปลืองตัวโดยเปล่าประโยชน์เด็ดขาด ไม่เน้นจับคนผิด แต่เน้นเลียแข้งเลียขาเอาใจคนมีอำนาจ เพราะหวังจะได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโตไว ๆ

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าจู่ ๆ เขาก็กลายเป็น “คนสองบุคลิก” มีสองร่างอยู่ในตัวคนเดียว ในวันหนึ่ง K ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคลิกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวเขาได้ถูกปลุกขึ้นมาโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวมาก่อน ยิ่งในช่วงที่เขากำลังเป็นตำรวจที่เลวสุด ๆ ร่าง K ก็จะปรากฏออกมาบ่อย K ซ่อนตัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ในตัวเขา และมักจะดึงเขาไปร่วมปฎิบัติการฮีโร่ ที่ถ้าเป็นเจ้าตัวจริง ๆ ที่มีสติดี ๆ คงไม่ทำ K ใฝ่ฝันที่จะเป็นฮีโร่คนสุดท้ายของยุคนี้ เขาเป็นจอมประจัญบาน บ้าระห่ำ จัดการทุกอย่างด้วยกำปั้นของเขาเอง เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมให้กับโลกใบเทา ๆ ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย
แล้วนักสืบเลว ๆ คนนี้จะเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง ที่จากเดิมยอมทำทุกอย่างไม่สนดีชั่วเพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จ มาเป็นคนที่พิทักษ์ความยุติธรรมและต่อสู้กับการทุจริตคอรัปชั่นในวงการตำรวจ เพราะร่างแฝงที่อยู่ในตัวเองหรือเปล่าล่ะ ตลอด 12 ตอน คงจะได้ดูสองบุคลิกนี้ทะเลาะกันไปเรื่อย ๆ อารมณ์แบบคนเป็นไบโพลาร์ แน่นอน คนดูก็จะไบโพลาร์ตาม เพราะพาร์ทที่เล่าเรื่องดาร์กในสังคมก็เรียกได้ว่าตลกร้ายอยู่พอสมควร แอบหดหู่ที่ต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ ที่ได้แต่ต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นแบบนี้จริง ๆ
ตำรวจมีหลายประเภท
ซีรีส์เรื่องนี้เน้นเล่าถึงความเน่าเฟะในวงการตำรวจ โดยมีการเชื่อมโยงไปสู่นักการเมืองที่เอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เราจะเห็นการทำงานของตำรวจในเรื่องนี้ว่า “ก้มหัว” และ “เปิดทาง” ให้กับ “ส.ส.” คนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตำรวรยศสูงยันตำรวจชั้นผู้น้อย แต่กลับละเลยเรื่องของประชาชน แม้แต่เด็กที่ตามหาแม่เพราะแม่หายตัวไปยังไม่มีตำรวจหน้าไหนสนใจ ถ้าจะทำงานแบบนี้ก็บอกไปเลยว่าตำรวจเป็นที่พึ่งของผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลเท่านั้น ตำรวจไม่ใช่ที่พึ่งของประชาชน

ถ้าหากว่าจะบอกว่านั่นคือการแสดงความให้เกียรติ ให้ความเคารพ แล้วกับประชาชนล่ะ ไม่มีเกียรติ ไม่สมควรได้รับความเคารพหรอกหรือ? ทั้งที่หน้าที่ตำรวจคือกำจัดจุดดำ ๆ ในสังคม ที่ทำให้คนบริสุทธิ์อื่นเดือดร้อน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียเอง จะทำให้ประชาชนหมดศรัทธา หมดที่พึ่งไปถึงไหน คุ้น ๆ เนอะ วงการตำรวจที่ท็อปฟอร์มได้ทุกวัน
เปิดเรื่องมาก็จะเจอตำรวจหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตำรวจที่ใช้อคติจากเรื่องส่วนตัวในการสอบสวน ตำรวจที่เล่นงานตำรวจด้วยกันเองเพราะเกิดไม่พอใจที่ถูกเหยียบหาง ตำรวจที่มุ่งมั่นทำงานเหมือนจะเป็นคนดี แต่พยายามไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของผู้มีอำนาจ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนตำแหน่งตัวเอง ตำรวจที่ไม่ฟังเสียประชาชน ตำรวจที่ยัดข้อหาคนบริสุทธิ์ ตำรวจที่ให้ความสำคัญกับหน้าตา ยศตำแหน่งมากกว่าจะทำหน้าที่ของตัวเอง ตำรวจที่เลียขานักการเมือง ตำรวจที่ได้เลื่อนตำแหน่งเพราะแบ็กดี ตำรวจที่เข้าไปยุ่งเรื่องใหญ่ไม่ได้เพราะไม่งั้นตัวเองตาย ฮึ! ท็อปฟอร์มจริง ๆ

ถึงอย่างนั้น ก็ยังจะพอมีตำรวจดีให้เห็นอยู่บ้าง ตำรวจหนุ่มชั้นผู้น้อยที่ไม่เคยมองข้ามความเดือดร้อนของผู้คน ไม่ปล่อยผ่านเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล เพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงโดนซ้อมจนปางตาย หวังว่าถ้าฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ เขาจะได้มาร่วมขบวนการฮีโร่ของ K ที่เป็นร่างแฝงของพระเอกเพื่อล้างบางพวกตำรวจและคนชั่ว ๆ (ในเรื่อง) ให้หมดไป ถ้าเขาแข็งแกร่งกว่านี้ได้ การต่อสู้ครั้งนี้คงจะสนุกน่าดู
สำหรับความเลวของตำรวจในเรื่องนี้ เวลานี้คงจะเป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะเรื่องนี้เพิ่งออนแอร์ได้ 3 ตอน ตอนที่เหลือคงต้องรอดูว่าพระเอกจะจัดการกับอีกบุคลิกของตัวเองแบบไหน เพราะบุคลิก K คงไม่ยอมให้พระเอกกลายเป็นตำรวจเลวเต็มขั้นแน่ ๆ
ต้องมีคนแบบ K กี่คนบนโลกนี้
ถ้าบุคลิกแบบ K เป็นฮีโร่ เป็นผู้พิทักษ์ ที่ต้องรับมือกับความชั่วร้ายในสังคม แบบที่เขามักจะปรากฏตัวออกมาในช่วงที่พระเอกกำลังมีความคิดที่เลวร้ายสุด ๆ นั้น บนโลกนี้จะต้องมี K กี่คนกันถึงจะช่วยพยุงสังคมที่กำลังจะถึงจุดต่ำสุดนี้ได้ แล้วยิ่งถ้าอิงตามเนื้อเรื่องของซีรีส์ ที่เล่าเรื่องนี้ผ่านวงการตำรวจ ยิ่งรู้สึกท้อแท้หดหู่ขึ้นมามากเลย เข้าใจดีว่าตำรวจดี ๆ ก็มีอยู่มาก แต่ถ้าว่ากันตามจริง อาชีพนี้มันไม่ควรจะมีคนเลว ๆ เลยหรือเปล่า เพราะถ้าคนที่มีหน้าที่ต้องจับคนเลวดันเลวเสียเอง ประชาชนจะหวังพึ่งพาใครได้
เป็นคำถาม ว่านั่นสิถ้าเราหวังพึ่งฮีโร่แบบ K เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรม ต่อสู้กับความชั่วที่เกิดขึ้น เหมือเป็นแสงสว่างให้สังคมที่สิ้นหวังแบบนี้ เราต้องมี K อยู่ในสังคมกี่คนกันถึงจะทำให้สังคมมันดีขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายแล้วถ้ามีคนแบบ K อยู่เกลื่อนเมือง มันจะทำให้สังคมดีขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า คงไม่ลืมว่า K ในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากการที่พระเอกเริ่มที่จะไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีมากขึ้นทุกที ก่อนหน้านี้เขาอาจจะแค่เลียแข้งเลียขาเอาใจผู้มีอำนาจเพื่อไต่เต้าตัวเองก็จริง แต่มันอาจจะยังไม่เลวร้ายขนาดที่ว่าปกป้องยกย่องคนผิด แล้วโยนคนบริสุทธิ์เข้าคุกแทน

เพราะสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปล่อยให้คนผิดไม่ต้องรับโทษ คือการจับแพะที่บริสุทธิ์ คนที่ไม่ได้มีความผิดอะไรเลยให้รับโทษแทน ช่วงหลัง ๆ มานี้ซีรีส์เกาหลีเล่นประเด็นนี้อยู่หลายเรื่อง น่าจะพยายามสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในใจเราล่ะมั้ง ว่าสิ่งที่เราคิดด้วยการอคติมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น และการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เราคิดว่าเชื่อถือได้ก็อาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปก็ได้เช่นกัน ลองไปดูซีรีส์เรื่อง One Ordinary Day ดูก็ได้
นั่นหมายความว่าหรือจริง ๆ แล้ว มันอาจจะไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกแบบ K หรือเปล่า ถ้าเราต่างมีสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าที่ K ถูกปลุกขึ้นมา เพราะพระเอกเริ่มที่จะล้ำเส้นเข้าไปหาความชั่วมากขึ้นทุกที ถ้าไม่มีใครหยุดเขา เขาคงกลายเป็นตำรวจเลวบริสุทธิ์แบบไม่มีอะไรมาปนไปเลยก็ได้ ยังดีว่าสิ่งที่มาทำให้เขาได้หยุดชะงักก่อนจะชั่วไปมากกว่านี้ เป็นจิตใต้สำนึกอีกด้านของเขาเอง
จิตสำนึกและการรู้ผิดชอบชั่วดีที่ควรจะมีได้เอง
ในตอนท้ายของอีพีที่สอง เป็นตอนที่พระเอกไปพบเข้ากับความจริงบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกช็อก แต่มันคือทางแยกที่เขาต้องเลือกไปสักทาง จะเลวให้สุดหรือจะหยุดแล้วกลับหลังหันเดินทางตรงกันข้าม แน่นอนอยู่แล้วว่าพระเอกในอีพีที่สองจะเลือกอะไร ในเมื่อเขาต้องการแค่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เติบโตเร็ว ๆ ถ้าการประจบนักการเมืองคนนั้นจะทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่ต้องไปต่อคือเป็นฝ่ายนักการเมืองคนนั้นไปเลย
แต่อย่าลืมว่าเขามีร่างแฝงอยู่อีกร่าง ร่างที่ออกมาประกาศตัวเองว่าจะเป็น “ฮีโร่คนสุดท้ายของยุคนี้!” นั่นแปลว่าเจ้าฮีโร่ประหลาด ๆ นี่คงไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้นแน่ ๆ เพราะที่ผ่านมาหมอนี่ก็ลากพระเอกออกมาจากเส้นแบ่งความดีความชั่วได้ตลอดอยู่แล้ว เส้นทางชีวิตอันแสนสุขของพระเอกเลยเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ได้เจอกับร่างแฝงครั้งแรก เจ้าร่างแฝงนั่นรักความเป็นธรรมมาก และก็เป็นคนบ้าคลั่งในบางเวลาด้วย เมื่อเขาเห็นความอยุติธรรม เขาจะทนดูไม่ได้ และจะจัดการปัญหาด้วยกำปั้นตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพื่อที่จะได้เป็นฮีโร่จริง ๆ

ร่างแฝงของพระเอกเป็นเพียงพล็อตละครที่ทำให้เห็นถึงอีกด้านในจิตใจมนุษย์ เขาทำให้เห็นชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วคนเรามันก็ล้วนเทา ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ภายในจิตสำนึก ร่างดีร่างเลวอาจจะกำลังต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา แล้วผลลัพธ์ของการต่อสู้ในใจตัวเองก็คือสิ่งที่คนเราจะแสดงออกหรือปฏิบัติออกมา มันไม่ได้มีแยกร่างเป็นร่างพระเอก ร่าง K แบบในซีรีส์หรอก มันคือจิตใต้สำนึกของการรู้ผิดชอบชั่วดีในตัวเอง
เพราะซีรีส์ทำออกมาเป็น 2 ตัวละครให้เห็นชัด ๆ ไปเลยว่าร่างหนึ่งที่เหมือนจะหันหน้าไปหาความเลวแล้ว กับอีกร่างที่ผดุงความยุติธรรมแบบบ้าดีเดือด ร่างแฝงปรากฎตัวขึ้นมาเพื่อฉุดไม่ให้ร่างจริงถลำเข้าไปหาความชั่ว ดึงกลับเข้ามาเดินตามความถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งนี้มันมีอยู่ภายในตัวของเราเอง ซึ่งมันควรจะมีด้วย เราไม่ต้องหวังพึ่งว่าใครจะมาห้ามปรามหรือดึงเราออกมาจากการทำเรื่องไม่ดี เราห้ามและควบคุมตัวเองได้ถ้าเราจะทำ สิ่งที่มนุษย์มีคือการรู้ผิดชอบชั่วดี โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาสอน และเราควบคุมตัวเองได้เสมอว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร
สุดท้ายขออวยว่าเรื่องนี้สนุกมากนะ แค่ดูคู่หูดูโอ อีดงอุค-วีฮาจุน ก็เคมีดี พาฮาท้องคัดท้องแข็งได้แล้ว 2 คนนี้เล่นใหญ่แบบไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะเรื่องตลกหน้าตายต้องยกให้อีดงอุคเขาเลย สาดความไบโพลาร์ใส่กันทะลุจอมาก ส่วนปมเรื่องดาร์ก ๆ ในเรื่องก็ถือว่าปมใหญ่ใช้ได้และทำให้ตามลุ้นได้ดีเหมือนกัน ว่าสุดท้ายแล้วระบบชั่ว ๆ แบบนี้จะไปพบกับจุดจบอย่างไร ?






























