เคยสงสัยไหมว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นประกาศของทางราชการมักจะต้องอ้างถึง “ราชกิจจานุเบกษา” อยู่เป็นประจำ แล้วราชกิจจานุเบกษาที่ถูกอ้างถึงนั้นแท้จริงคืออะไร ที่เข้าใจกันอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ Tonkit360 จะอธิบายให้ฟัง
ราชกิจจานุเบกษา (Royal Thai Government Gazette หรือ Government Gazette) เป็นหนังสือที่รวบรวมคำประกาศของทางราชการ เริ่มจัดพิมพ์ฉบับแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2401 เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และชี้แจงข่าวสารต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์คลาดเคลื่อนในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ ของหมอบรัดเลย์
โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ในปีพ.ศ.2401 เรียกว่า “โรงอักษรพิมพการ” ทำหน้าที่ผลิตข่าวสารของทางราชการเพื่อเผยแพร่ให้ราษฎรได้ทราบโดยทั่วถึงกัน เริ่มพิมพ์หมายประกาศต่าง ๆ มีลักษณะอย่างหนังสือพิมพ์ข่าว ใช้ชื่อว่า “ราชกิจจานุเบกษา” ซึ่งยังคงพิมพ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ทำให้ราชกิจจานุเบกษาเป็นเอกสารหลักในการแจ้งประกาศ กฎหมาย และคำสั่งทางราชการให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ เป็นสิ่งพิมพ์ของรัฐบาลประเภทวารสารฉบับแรกของไทย มีสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบจัดพิมพ์และเผยแพร่
และใช่แล้ว เพราะราชกิจจานุเบกษาจัดพิมพ์ฉบับแรกในวันที่ 15 มีนาคม ทำให้ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2564 นี้เป็นวันครบรอบ 163 ปีราชกิจจานุเบกษา ราชกิจจานุเบกษาจึงถือเป็นสิ่งพิมพ์ของไทยที่มีอายุยาวนานที่สุดที่ยังจัดพิมพ์อยู่
แต่ด้วยลักษณะของชื่อที่ฟังคล้ายราชาศัพท์ จึงทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนเข้าใจผิดว่าราชกิจจานุเบกษา เป็นสิ่งที่ใช้ประกาศพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะหน้าที่จริง ๆ ของราชกิจจานุเบกษานั้น เป็นวารสารของทางราชการ ดังที่อธิบายไปแล้วข้างต้น มีเจ้าของเป็นรัฐบาลไทย
ความสำคัญของราชกิจจานุเบกษาที่ต้องรู้
สมัยเรียนในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในหัวข้อของกฎหมาย หลายคนน่าจะได้ท่องจำช่วงสอบกันมาว่า “กฎหมายจะมีสภาพบังคับใช้ก็ต่อเมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว” นี่คือความสำคัญของราชกิจจานุเบกษา ที่ประชาชนคนไทยจำเป็นต้องรู้ เพราะกฎหมายที่จะบังคับใช้ จะต้องมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนรับทราบโดยทั่วถึงกัน
ซึ่งนิยามของ “กฎหมาย” จากกระดานถาม-ตอบ ราชกิจจานุเบกษา หมายถึง รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด หรือประกาศของคณะปฏิวัติชื่อต่าง ๆ ที่มีลำดับศักดิ์ของกฎหมายเป็นชั้น พระราชบัญญัติที่เรียกว่า “กฎหมายแม่บท” กฎหมายแม่บทเหล่านี้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะใช้บังคับได้
ส่วนพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง โดยปกติออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายแม่บทฉบับใดฉบับหนึ่ง จึงถูกจัดเป็นกฎลำดับรองหรืออนุบัญญัติของกฎหมายแม่บทที่มีทั้งอยู่ภายใต้บังคับให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะใช้บังคับได้ และที่ให้มีผลใช้บังคับได้ทันทีที่ตราออกมาได้โดยไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขึ้นอยู่กับกฎหมายแม่บทแต่ละฉบับจะบัญญัติเรื่องนั้นไว้อย่างไรเป็นสำคัญ แต่ในท้ายที่สุดก็จะต้องมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาอยู่ดีเพื่อให้ประชาชนรับทราบ
เพราะการประกาศกฎหมายแม่บทหรือกฎลำดับรองในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นกระบวนการตามหลักนิติธรรม ที่ว่ารัฐจะออกกฎหมายหรือกฎมาบังคับประชาชนเท่าที่จำเป็น และเมื่อต้องการออกกฎหมายหรือกฎใดเพื่อบังคับประชาชนก็ต้องประกาศให้ประชาชนได้ทราบกฎหมายหรือกฎนั้นก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบหรือโต้แย้งได้ เห็นได้จากการที่กฎหมายแม่บทแต่ละฉบับจะให้อำนาจรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ออกกฎลำดับรองได้ ซึ่งก็มักจะระบุเพิ่มเติมได้ด้วยกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้น ให้ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แต่หลักการดังกล่าวและกฎหมายต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะไม้ได้กำหนดให้กฎหมายหรือกฎลำดับรองต้องมีผลใช้บังคับในวันใดตายตัว ผู้ตราหรือออกกฎหมายหรือกฎลำดับรอง สามารถเลือกกำหนดวันบังคับใช้ได้ตามความจำเป็นเร่งด่วน หรือตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี อาจจะกำหนดวันเดือนปีที่จะใช้บังคับตายตัว วันก่อนหลัง หรือวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ได้ เพียงแต่ถ้าจะให้มีผลใช้บังคับก่อนวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะกระทำได้เฉพาะกรณีที่ก่อให้เกิดผลเป็นคุณต่อผู้อยู่ในบังคับของกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้นเท่านั้น จะเป็นโทษไม่ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไป
ดังนั้น การพิจารณาว่ากฎหมายหรือกฎลำดับรองฉบับใดเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อใด จึงไม่ใช่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และอาจไม่ใช่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเสมอไปด้วย หากแต่ต้องตรวจสอบเนื้อหาภายในกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้น ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ว่ากำหนดวันบังคับใช้ไว้เป็นเมื่อใดเป็นหลัก เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้เขียนกำหนดไว้ จะให้ถือวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันเริ่มต้นการมีผลใช้บังคับกฎหมายหรือกฎลำดับรองนั้นได้ตามหลักกฎหมายทั่วไป
จึงมีหลักกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ระบุว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้…” นั่นหมายความว่า ประชาชนจะอ้างว่าตนไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เพราะถือว่ากฎหมายฉบับนั้น ๆ ได้ประกาศสู่สาธารณะ (ในราชกิจจานุเบกษา) ให้รับทราบโดยทั่วกันแล้ว
แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไม่รู้กฎหมายทุกคนจะไม่มีสิทธิ์แก้ตัว หรือจะตกเป็นผู้กระทำผิดเสมอไป เพราะหากพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าตนเองไม่รู้กฎหมายนั้นจริง ๆ ศาลจะมีอำนาจในการพิจารณาโทษให้น้อยลงกว่าที่โทษที่กำหนดไว้ (ไม่ใช่การพ้นจากความรับผิดในทางอาญา)
ส่วนเรื่องที่จะนำมาลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้นั้น จะต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
- เรื่องที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข้อมูลข่าวสารของราชการที่ต้องส่งไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
- เรื่องที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องประกาศหรือส่งพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สมควรเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
ในปัจจุบัน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรต่าง ๆ จะมีการส่งเรื่องไปประกาศหรือลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเป็นจำนวนมาก และหลากหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตลอดจนความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยการนำลงประกาศหรือลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ จำเป็นต้องคำนึงถึงความถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ของเรื่องนั้น ๆ ก่อนเสมอ
ประเภทของราชกิจจานุเบกษา
สิ่งที่ตีพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษานั้น จะถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา โดยมีประเภทของราชกิจจานุเบกษา ดังนี้
ปัจจุบันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประกาศเรื่องในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 เป็นต้นไป ได้กำหนดให้ราชกิจจานุเบกษาแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยประเภท ข และ ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อไปจากเดิม ดังนี้
1. ประเภท ก ฉบับกฤษฎีกา เป็นการประกาศเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา พระบรมราชโองการที่เป็นกฎ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่ง ของหน่วยงานหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอนุบัญญัติ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด และเรื่องสำคัญที่ประชาชนทั่วไปควรได้รับทราบ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คำพิพากษา ของศาลปกครองอันถึงที่สุดให้เพิกถอนกฎ
2. ประเภท ข ฉบับทะเบียนฐานันดร หมายกำหนดการ และข่าวในพระราชสำนัก เป็นการประกาศเกี่ยวกับสถาปนาและถอดถอนสมณศักดิ์ รายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญราชการ หรือยศ รายชื่อผู้ถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือถูกถอดยศ และรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราต่างประเทศ หมายกำหนดการพระราชพิธี ต่าง ๆ และข่าวในพระราชสำนัก
3. ประเภท ค ฉบับทะเบียนการค้า เป็นการประกาศเกี่ยวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด การเปลี่ยนแปลง และการเพิกถอนทางทะเบียน
4. ประเภท ง ฉบับประกาศและงานทั่วไป เป็นการประกาศเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุในประเภท ก ประเภท ข และประเภท ค เช่น ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องวันหยุดราชการ เป็นต้น
ข้อมูลจาก ราชกิจจานุเบกษา, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม, สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา





























