Home Uncategorized ทันโลกสุดสัปดาห์ เมื่อปัญหา “โลกร้อน” ถูก “สหรัฐฯ” มองว่า “ธุระไม่ใช่”

เมื่อปัญหา “โลกร้อน” ถูก “สหรัฐฯ” มองว่า “ธุระไม่ใช่”

การประกาศถอนตัวจาก “ความตกลงปารีส” ของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก  แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีเอนเอียงต่อการถอนตัวอยู่แล้วก็ตาม

โดยก่อนหน้าที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เขาเคยแสดงความคิดเห็นเชิงไม่เห็นด้วยหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกเผชิญอยู่  โดยมองว่าเป็นการ “สร้างเรื่อง” ของชาติมหาอำนาจอย่างจีน เพื่อหวังกำจัดสหรัฐฯ จากการเป็นคู่แข่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

นอกจากนี้ ยังตำหนิประธานาธิบดี บารัค โอบามา ด้วยว่า ให้ความสนใจกับภาวะโลกร้อนมากจนเกินไป พร้อมทั้งย้ำหลายครั้งว่า ปัญหาโลกร้อนเป็น “เรื่องแหกตา”

อย่างไรก็ตาม  สหรัฐฯ ในยุคของโอบามา ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 195 ประเทศทั่วโลก ที่ลงนาม “ความตกลงปารีส” ในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2015 เพื่อร่วมกันควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส และร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้โดยเร็ว

แต่ยังไม่ทันจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2020 สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ก็ทำให้โลกสะเทือน เมื่อเขาประกาศถอนตัว  เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ และชี้ถึงความสำคัญในการหางานให้กับคนอเมริกันก่อน

การประกาศถอนตัวดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ เป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลกเท่านั้น ที่ไม่เข้าร่วมการแก้ปัญหาโลกร้อน นอกเหนือจาก ซีเรีย ประเทศที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมือง และ นิการากัว ประเทศที่มองว่าการสนับสนุนด้านการเงินเพื่อช่วยกู้วิกฤติโลกร้อน ควรเป็นความรับผิดชอบของประเทศร่ำรวย ที่เป็นสาเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าการถอนตัวของสหรัฐฯ ย่อมตกเป็นเป้าวิจารณ์มากกว่า ซีเรีย และนิการากัว เพราะเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน  ซึ่งทั้งสองประเทศปล่อยก๊าซดังกล่าวรวมกันมากเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งโลก คือ 44.2 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยประการทั้งปวง เพราะถือว่ามีส่วนสำคัญในการปล่อยมลภาวะเป็นพิษจนทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับที่นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า โลกจะถูกทำร้ายหนักหน่วงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ถอนตัว เพราะเป็นตัวการที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากการคำนวณและจำลองความเป็นไปได้ของเหล่านักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิทธิ์ที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปล่อยออกมามากถึงปีละ 3 พันล้านตัน และหากเป็นอย่างนี้เรื่อยไป ก็เพียงพอต่อการทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วมากขึ้น และเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้น รวมถึงทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากยิ่งขึ้นด้วย

และแน่นอนว่า หากประเทศอื่นๆ คิดเดินตามรอยสหรัฐฯ เพราะมองว่า “ธุระไม่ใช่” ก็จะยิ่งทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง!