
ทุก ๆ 4 ปี ของวันอังคารแรกในเดือนพฤศจิกายน สหรัฐอเมริกาจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อสรรหาผู้นำประเทศคนใหม่หลังจากครบวาระในการทำงาน โดยปีนี้เป็นการเลือกประธานาธิบดีคนที่ 46 ซึ่งเป็นการชิงชัยของ 2 พรรคใหญ่ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 จากพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรคเดโมแครต
ก่อนจะทราบผลประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ไปทำความรู้จักกับ 2 พรรคใหญ่ รีพับลิกันและเดโมแครตกันก่อน เพื่อเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นว่าพรรคใดมีสิทธิ์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้
อุดมการณ์-นโยบาย
พรรครีพับลิกัน – พรรคแนวอนุรักษ์นิยมที่ก่อตั้งในปีค.ศ.1854 เน้นเรื่องการให้สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาควบคุมหรือมีบทบาทกับระบบเศรษฐกิจ โดยต้องการลดการพึ่งพาต่างชาติ เพิ่มการจ้างงานภายในประเทศให้มากขึ้น ด้วยนโยบาย Keep America First เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตการระบาดของ Covid-19
พรรคเดโมแครต – พรรคเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปีค.ศ.1792 มีปรัชญาการเมืองแนวเสรีนิยม และให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐในการดูแลเรื่องรัฐสวัสดิการแก่ประชาชนทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากเกินไป จึงเน้นการช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงเก็บภาษีจากกลุ่มคนรวยมากขึ้น และให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ
สัญลักษณ์ของพรรค
พรรครีพับลิกัน – เลือกใช้ “ช้าง” ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของรัฐอิลลินอยส์ ช่วงระหว่างที่ อับราฮัม ลินคอล์น หาเสียงเลือกตั้งในปี 1860 ก่อนที่ โทมัส นาสต์ นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองจะวาดรูปช้างเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในนิตยสารฮาร์เปอร์ส วีคลี่ เมื่อปี 1874 จนเป็นที่จดจำและได้รับความนิยมอย่างมาก ทางรีพับลิกันจึงเลือกช้างเป็นสัญลักษณ์ของพรรคอย่างเป็นทางการ
พรรคเดโมแครต – เลือกใช้ “ลา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เกิดจากฝีมือของ โทมัส นาสต์ เช่นเดียวกัน โดยถูกใช้ครั้งแรกในระหว่างที่แอนดรูว์ แจ็คสัน รณรงค์หาเสียงในปี 1828 เนื่องจากเขาถูกคู่แข่งเรียกว่า “่Jackass” ซึ่งมีความหมายได้ 2 แบบ ทั้งคนโง่ และลาตัวผู้ ก่อนที่ โทมัส นาสต์จะวาดรูปล้อเลียนการเมืองโดยใช้ลาเป็นสัญลักษณ์แทนเดโมแครตในปี 1870 จนเป็นที่จดจำและได้รับความนิยมอย่างมาก และกลายมาเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของพรรคเดโมแครตไปในที่สุด
ฐานเสียง 2 พรรคใหญ่
ด้วยความที่มีความแตกต่างเรื่องอุดมการณ์ที่ชัดเจน จึงทำให้ทั้งสองพรรคมีฐานเสียงเฉพาะกลุ่มที่ให้การสนับสนุนอย่างมั่นคง ซึ่งพรรครีพับลิกันมีฐานเสียงอยู่ตามเขตเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรัฐทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตก ซึ่งผู้ที่ให้การสนับสนุนมักเป็นกลุ่มที่มีฐานะดี และมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม
ขณะที่พรรคเดโมแครต ฐานเสียงส่วนใหญ่มักอยู่ตามเขตชนบท โดยเฉพาะรัฐทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งผู้ที่ให้การสนับสนุนมีทั้งกลุ่มสตรี, ชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนผิวสี ผู้ที่มีเชื้อสายละตินอเมริกา
13 รัฐชี้ชะตาผู้ชนะ
ส่วนรัฐที่มีผลต่อการชี้ชะตาว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 นั้น ต้องไปตัดสินกันจากรัฐต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่ง (Swing States / Battleground States)
หากพรรรคใดหวังจัดตั้งรัฐบาลก็จำเป็นต้องช่วงชิงคะแนนจากรัฐเหล่านี้ ซึ่งมีด้วยกัน 13 รัฐ ได้แก่ แอริโซนา, ไอโอวา, โอไฮโอ, นอร์ธแคโรไลนา, จอร์เจีย, ฟลอริดา, เนวาดา, เท็กซัส, มินเนโซตา, วิสคอนซิน, มิชิแกน, เพนซิลเวเนีย, นิวแฮมเชอร์ เพื่อลุ้นให้ได้คะแนนโหวตรวมทั่วประเทศถึง 270 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 538 เสียง
อ้างอิงข้อมูล : bbc.co.uk / cbsnews.com






























