วันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมาความตระหนกตกใจของสังคมไทยกับค่าเงินบาทแข็งตัวในวันทำงานสุดท้ายของปี ที่ 29.9 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ทำให้มีกระแสเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะเจอวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2540 นับเป็นการเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นว่า สังคมไทยนั้นเชื่อเรื่่องที่บอกต่อๆกันมามากกว่าจะหาข้อมูลของเหตุการณ์ที่แท้จริง ทำให้เกิดความตระหนกตกใจกันเกินกว่าเหตุ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อวันทำงานแรกของปี 2563 เริ่มต้นขึ้นและค่าเงินบาทอ่อนตัวลงไปที่ 30.5 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเอาวิกฤตต้มยำกุ้งมาเปรียบเทียบอีกเลย

เอาเป็นว่าถ้าคนยุคนี้ไม่ชอบอ่าน แต่ชอบเสพจากภาพและเสียง และ การบอกต่อในโลกโซเชียล ทางเรามีภาพยนตร์เกาหลีใต้ที่น่าจะเป็นกรณีศึกษา “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ได้อย่างดีทีเดียวกับเรื่อง Default ที่ดารานำแสดงหลายคนในเรื่องน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาคอหนังเกาหลีกันป็นอย่างดี โดยบทนำของภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย คิม ฮี ซู ในบทบาทนักวิเคราะห์การเงินของธนาคารแห่งชาติเกาหลี และนักแสดงที่มีบทโดดเด่นอีกคนในภายนตร์เรื่องนี้คือ ยู อา อิน ผู้สวมบทบาท ยุน จอง ฮัค อดีตพนักงานธนาคารที่มองว่า วิกฤตทางการเงินคือโอกาสในการเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น
ขณะที่ บทนักแสดงสมบทของ โจ วูจิน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีในช่วงวิกฤตนั้น ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดียวกันกับของเมืองไทยไม่ใช่น้อย และ เฮ จุนโฮ กับบทบาทเจ้าของโรงงานที่แทบจะสิ้นเหนือประดาตัวจากวิกฤตต้มย้ำกุ้ง ซึ่งองค์ประกอบของนักแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Default ทั้งหมดนั้นได้สะท้อนให้เห็นภาพ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ได้เป็นอย่างดี และแทบจะกลายเป็นภาพซ้อนทับกันเลยทีเดียว เพราะ บทของนักวิเคราะห์การเงินของ คิม ฮี ซู นั้นไม่ได้ต่างอะไรกับ เจ้าหน้าที่แบงค์ชาติ (ของไทย) ในเวลานั้น
ขณะเดียวกัน คนที่ฉวยโอกาส หรือได้รับข่าวสารเรื่องการลดค่าเงินบาทอย่าง ยุน จอง ฮัค อดีตพนักงานธนาคารที่ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสของตนเอง ก็มีเช่นกันในช่วงที่ ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตต้มยำกุ้ง ฉากที่ ยุน จอง ฮัค เข้าไปในคอนโดมิเนียมที่เขาได้มาครอบครองในราคาแสนถูก และต้องพบกับศพของเจ้าของคอนโดที่แขวนคอตาย หากเจ้าตัวไม่ได้แสดงอาการตระหนกตกใจใดๆ ทำให้เห็นถึงจิตใจผู้คนในเวลานั้นได้ดี
นอกจากนี้ในภาพยนตร์ยังได้สะท้อนภาพความโหดร้าย ของนักการเมือง เจ้าของธนาคาร และ ไอเอ็มเอฟ ไว้อย่างชัดเจน เมื่อนักการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ร่วมมือกับนายทุน และ ไอเอ็มเอฟ คนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของวิกฤตคือประชาชน และ ผู้ประกอบการในเกาหลีใต้ ณ ช่วงเวลานั้น ฉากที่ เฮ จุนโฮ เดินทางมาหา น้องสาว ฮัน ชี ฮยอง เพื่อของความช่วยเหลืออันเป็นโอกาสสุดท้ายนั้น น่าจะเสียดแทงใจคนที่เคยผ่าน วิกฤตปี 40 มาแล้ว
วิกฤตปี 2540 ที่ได้ชื่อว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” นั้นเป็นเพราะต้นเหตุเกิดขึ้นที่เมืองไทย ที่เวลานั้นปล่อยเสรีทางการเงินค่าเงินบาทไทยในเวลานั้นถูกตรึงไว้ที่ 25 บาทต่อ หนึ่งเหรียสหรัฐ และ เมื่อถูกโจมตีค่าเงินทั้งแบงค์ชาติ และ กระทรวงการคลัง ก็พยายามอย่างหนักในการแก้ไขปัญหา ด้วยการพยายามคงตัวค่าเงินบาทให้อยู่ที่ 25 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ โดยเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปช่วยอุดรอยรั่ว แต่การปล่อยเสรีทางการเงิน ทำให้นักลงทุน และ ผู้ประกอบการหลายเจ้ากู้เงินจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ สถาบันการเงินในประเทศก็ไม่การปล่อยกู้โดยไร้การควบคุม พลันที่นักลงทุนต่างชาติ อย่างจอร์จ โซรอส เห็นจุดอ่อนนี้การโจมตีค่าเงินบาท สุดท้ายธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลไทยที่มี พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เข้ามานั่งแทนตำแหน่งของ นายอำนวย วีรวรรณได้เพียง 11 วันก็ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หลังพิจารณาแล้วว่าค่าเงินบาทโดนโจมตีอย่างหนัก และ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศใกล้จะหมดลงแล้ว ประกาศดังกล่าวทำให้ค่าเงินบาทลดลงอย่างรวดเร็วเพียงข้ามคืนจาก 25บาทเท่ากับ หนึ่งเหรียญสหรัฐ กลายเป็น 52 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ผู้ประกอบการที่กู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุน มีหนี้พุ่งสูงเท่าตัวหรือ หนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ที่เคยเฟื่องฟูในการปล่อยเงินกู้ ก็ต้องพบกับภาวะ หยุดชะงัก จากนั้นทั้งประเทศก็ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต ของการปิดสถาบันการเงิน คนตกงานเดินสวนกันบทท้องถนนเป็นว่าเล่น อดีตเจ้าของกิจการที่ยังสู้ต่อ ต้องลงมาสู้ด้วยการขาย แซนวิช
แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่ได้รับรู้เรื่องการลดค่าเงินก่อนคนไทย ทั้งประเทศ เป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบและเป็นผู้รอดในเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้ง กลุ่มคนที่อยู่ในวังวนเดียวกันนี้ ก็ยังคงมีที่ยืนต่อไปในสังคม และ บางคนก็ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวมาสร้างเรื่องหลอกหลอน คนที่ปัจจุบันที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์จากคน ขณะเดียวกันคนทำงานแบงค์ชาติ ก็ถือว่าเป็นรอยแผลที่พวกเขาถูกกระทำโดยนักการเมือง และ เหล่านายทุนมืออาชีพ
เรื่องทั้งหมดนี้ แม้จะไม่เคยถูกถ่ายทอดในภาพยนตร์ไทย หรือ มีการบันทึกเรื่องราวอย่างชัดเจนในหน้าหนังสือ แต่ภาพยนตร์เรื่อง Default ซึ่งสะท้อนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีเวลานั้น ไม่ต่างกับที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ณ เวลานั้นเช่นกัน ดังนั้น การใช้คำว่า เราจะเจอกับ “วิกฤตต้มยำกุ้งรอบสอง” เท่ากับเป็นการกล่าวเปรียบเทียบของคนที่ไม่ได้รู้ในรายละเอียดอย่างแท้จริง เพราะเหตุการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพของเศรษฐกิจที่ถดถอย แต่พื้นฐานของเศรษฐกิจและการเงินไทย ที่ได้รับบทเรียนจากปี 2540 แข็งแรงมากกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก
เหนืออื่นใด ในฐานะคนไทยเหมือนๆกัน เราจะมานั่งแช่งประเทศให้ล่มจมทำไม แม้ว่าคุณจะมีความไม่ชอบผู้บริหารประเทศก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้อง มานั่งสร้างวิกฤตกันด้วยคำพูด หรือ ตัวอักษรผ่านโซเชียลมีเดีย เรามาสร้างความหวังให้กับตัวเอง และคนรอบข้างจะดีกว่า เพื่อที่ทุกคนจะสู้กันต่อด้วยแรงกำลังที่มี เป็นแรงขับเคลื่อนทางด้านบวก ที่น่าจะทำให้ประเทศไทย ประเทศที่คุณเกิดและเติบโต ผ่านพ้นจากความยากลำบากนี้ไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วดินแดนแห่งนี้ก็คือบ้านของทุกคนที่เป็นคนไทย






























