
ฝนตกหนักติดต่อกันเพียง 2 ชั่วโมงกรุงเทพมหานครก็มีน้ำขังรอการระบายเกือบทุกพื้นที่ ส่วนจะท่วมมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่บริเวณนั้นว่าทรุดตัวลงไปแค่ไหน และ เรื่องดังกล่าวดูจะเป็นที่ชาชินไปแล้วสำหรับชาวกรุงเทพฯที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝนตก รถติด น้ำขังรอการระบาย และถ้าปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงที่ไม่มีการจัดการผังเมืองอย่างเป็นรูปแบบเช่นนี้ต่อไป ในอีกไม่เกิน 11 ปีต่อจากนี้เราอาจได้เห็นกรุงเทพฯบางส่วนจมน้ำลงไปจริงตามที่ได้มีการคาดการณ์กันเอาไว้
เมื่อเมืองหลวงในอาเซียน มีโอกาสจมน้ำ
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รายงานของยูเอ็นที่ระบุถึงเมืองหลวงในอาเซียน หลายเมืองรวมไปถึง กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชายฝั่งทะเล จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและกำลังจะจมลงทีละน้อยเพราะมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งเมืองหลวงที่ถูกพูดถึงนั้นมีกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย มีความเสี่ยงสูงสุด ต่อด้วยกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย และ กรุงเทพฯ ของประเทศไทย
ทั้งนี้ ชาวกรุงจาการ์ตา เหมือนจะรับรู้ข้อมูลที่เมืองของพวกเขามาได้ระยหนึ่งแล้ว เพราะมีการพูดถึงการย้ายเมืองหลวงในทุกสมัยของประธานาธิบดี แต่ดูเหมือนว่าจะมาสัมฤทธิ์ผลในรัฐบาลของ นายโจโก วิโดโด ประกาศจะย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวาไปที่ จ.กาลิมันตันตะวันออกในเกาะบอร์เนียว โดยรอแค่การอนุมัติจากรัฐสภา ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จังหวัดกาลิมันตัน ตะวันออก จะเป็นเมืองหลวงใหม่ ของอินโดนีเซีย โดยจะมีการเริ่มย้ายเมืองตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป และคาดกว่าจะย้ายเมืองหลวงได้เรียบร้อยในปี 2024
กรณีศึกษาเมื่ออินโดฯย้ายเมืองหลวงหนีน้ำท่วม
สาเหุตสำคัญที่ทำให้ รัฐบาลอินโดนีเซีย ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงเพราะจำนวนประชากรที่หนาแน่นในจาการ์ตา ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศที่อินโดนีเซีย กลายเป็นเมืองที่ติดอันดับมลพิษทางอากาศอันเนื่องมาจากการใช้รถใช้ถนนที่แออัด รวมไปถึงเรื่องการจราจร ที่หนาแน่นทุกพื้นที่ว่ากันว่าปัญหารถติดที่จาการ์ต้า นั้นรุนแรงกว่ากรุงเทพฯถึงสองเท่า นอกจากนี้ รายงานที่ระบุว่าจาการ์ตา ทรุดตัวต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 25 เซนติเมตร ต่อเนื่องทุกปี ทำให้ จาการ์ตา มีโอกาสที่จะกลายเป็นเมืองหลวงแรกของโลกที่จะต้องจมน้ำ
ด้วยสาเหตุทั้งหมดทำให้รัฐบาลของนายโจโก วิโดโด พยายามอย่างยิ่งต่อแผนการย้ายเมืองหลวง และเป็นเมืองหลวงที่ได้รับการวางผังเมืองอย่างถูกต้องในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ทั้งนี้มีการคาดหมายว่า การย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียในครั้งนี้จาก จาร์กาต้า มายัง จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว จะใช้งบประมาณราว 32.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเมืองหลวงใหม่ก็มีพื้นที่มากกว่า จาการ์ตา และเพียงพอที่จะรองรับจำนวนประชากรที่จะหลั่งไหลเข้ามายังเมืองหลวงใหม่ ส่วนจาการ์ตา นั้นจะถูกฟื้นฟูด้วยงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเพื่อไม่ให้เมืองแห่งความภาคภูมิของชาวอินโดนีเซียต้องจมน้ำไปตามคำทำนาย
กรุงเทพฯก็มีปัญหาเดียวกับจาการ์ตา
หันกลับมาดูกรุงเทพมหานคร ที่มีปัญหาเดียวกันกับนครจาการ์ตา ทั้งน้ำรอการระบาย เมืองที่ทรุดลงต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทุกปี ปัญหาการจราจรที่แออัด และไม่มีทางจะแก้ไขได้เพราะจำนวนถนนนั้นน้อยกว่ารถยนต์ และสิ่งที่คนกรุงเทพฯต้องเผชิญกันมาตลอดระยะเวลา 3 ปีหลังสุดคือสภาพของอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นมลพิษ ซึ่งมีต้นเหตุส่วนใหญ่มาจากการไอเสียของรถยนต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้มีการเสนอแนวทางการย้ายเมืองหลวงกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็มีอันต้องตกจากการพิจารณาทุกครั้งไป แต่ล่าสุด นายกรัฐมนตรีเอง ก็พูดถึงการย้ายเมืองหลวง หรือ ขยายความเจริญของเมืองหลวงออกไป เพื่อไม่ให้กระจุกตัวอยู่กับพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพ
ที่ผ่านมานั้นเคยมีการเสนอย้ายเมืองหลวง จากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดอื่นที่มีพื้นที่มากกว่ากรุงเทพฯมาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปในยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีความคิดที่จะย้ายไปสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ยุคดร.ทักษิณ ชินวัตร มีความคิดจะย้ายไป จังหวัดนครนายกแต่ ทั้งสองไอเดียก็ทำไม่สำเร็จ เพราะมีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วย และจนถึงเวลานี้กรุงเทพฯก็ได้รับการขยายออกไปในพื้นที่ปริมณฑลเดิม กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกรุงเทพฯ
รักษากรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลวงที่รอดจากการจมน้ำ
นักวิชาการหลายคนมองว่าการย้ายเมืองหลวงของไทยนั้นไม่น่าจะง่ายเหมือนที่ พม่า ย้ายจากย่างกุ้ง ไปยังเนปิดอว์ หรือ อย่าง อินโดนีเซีย ที่จะย้ายจากจาการ์ตา ไปยัง กาลิมันตัน ตะวันออก เพราะเจ้าของที่ดินในกรุงเทพฯส่วนใหญ่ก็ยังคงอยากให้ที่ดินของตนเองมีราคาในเขตเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน การสร้างเมืองหลวงใหม่ จะใช้งบประมาณจำนวนมากในการวางผังเมือง การหาทางออกด้วยการทำให้กรุงเทพฯ นั้นรอดจากการจมน้ำ ดังเช่นที่หลายเมืองในยุโรปอย่างลอนดอน หรือ อัมสเตอร์ดัม ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่กลับไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าย้ายเมืองหลวง การจัดผังเมือง และ มีกฎระเบียบบังคับใช้ที่เข้มงวด รวมไปถึงการควบคุมจำนวนรถยนต์ น่าจะเป็นทางออกที่ทำให้กรุงเทพฯยังคงเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยได้ต่อไป






























