
คำกล่าวที่ว่า “การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นคำกล่าวที่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ทุกวันนี้ปรากฎว่าคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น และสูงเป็นอันดับสองของเอเชีย ทำให้กำลังซื้อในตลาดนั้นลดลง เพราะเงินเดือนที่ได้มาแต่ละเดือนนั้นต้องจ่ายไปกับ การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ที่ หลายคนซื้อในราคาที่เกินกำลัง รวมไปถึงหนี้บัตรเครดิต อันเกิดจากความต้องการที่มากเกินไป ทั้งหมดนี้ทำให้หนี้ครัวเรือนในเมืองไทยสูงขึ้นและรายจ่ายที่มีอยู่ทำให้ แต่ละเดือนนั้นหมุนกันแทบไม่ทัน
จากรายงานล่าสุดที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2562 พบหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ และหนี้ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และรถยนต์
ซึ่งหนี้สินเชื่อดังกล่าวนั้นทำให้การใช้จ่ายจากภาคประชาชนในสังคมลดลง เพราะถึงเวลาสิ้นเดือน เงินเดือนที่ได้รับก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และ ผ่อนหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ ซึ่งกลายเป็นวงจรที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนมีหนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อต้องการสิ่งของหรือต้องการท่องเที่ยว เงินที่ถูกใช้จะไม่ใช่เงินที่ถูกเก็บมาเพื่อการท่องเที่ยว หรือ กินอยู่ แต่จะเป็นเงินกู้บัตรเครดิต เพื่อไปเที่ยวและกินอยู่แทน
วางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้จ่ายจนเกินความสามารถของตนเอง
1. ผ่อนบ้าน/ผ่อนคอนโด/ค่าเช่าหอ เงินจำนวนนี้ควรคิดเป็น 35%ของรายได้ทั้งหมดตัวอย่างเช่น คุณมีรายได้ 25,000 คุณควรซื้อบ้านที่อยู่ในระดับราคา 1-1.2 ล้านบาทเพื่อที่จะได้มีเงินผ่อนบ้านประมาณเดือนละ 8,750 บาท
2. ค่าเดินทาง หรือ ผ่อนรถ ที่คุณควรจะผ่อนไม่เกิน 15% จากรายได้ทั้งหมด ถ้าคุณไม่ได้มีเงินดาวน์รถถึง 25 เปอร์เซนต์ คุณก็ไม่ควรผ่อนรถเพราะเท่ากับว่าคุณจะไม่มีความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้รถได้เลย
3. หนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา หนี้กู้ยืมควรจะกันเงินเพื่อชำระหนี้ 15% จากรายได้ทั้งหมด หลายคนจะกันเงินไว้ชำระหนี้ส่วนหนี้ เป็นการชำระขั้นต่ำ ซึ่งเท่ากับว่าคุณจะไม่มีวันชำระหนี้บัตรเครดิต หรือ หนี้กู้ยืมนั้นได้หมด เนื่องจากกาาชำระขั้นต่ำคือการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารมีหักในส่วนของเงินต้นเพียงน้อยนิดเท่านั้น
4. ค่าใช้จ่ายอื่นควรกันไว้ 25% ของรายได้ทั้งหมดอันหมายถึงค่าอาหาร ภาษีสังคม เสื้อผ้า ของขวัญ ท่องเที่ยว หรือ แม้แต่ค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาพิเศษของชีวิต
5. เมื่อวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว สิ่งสำคัญคือเงินออมที่คุณควรจะออมให้ได้อย่างน้อย 10 % จากรายได้ และเงินออมนี้ไม่ควรแตะต้องถ้าไม่จำเป็นเพราะเงินจำนวนนี้จะเป็นเงินสำรองในช่วงเวลาที่คุณต้องการใช้เงินจำนวนมาก
นั่นคือการใช้ชีวิตอยู่บนความเป็นจริงและทำให้คุณไม่ตึงจนเกินไป แต่ด้วยค่านิยมในปัจจุบันรวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อที่ง่ายขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้กันง่าย และ เข้าใจผิดกันไปว่า การเป็นหนี้คือการมีเครดิต คำกล่าวนี้จะถูกต้องเมื่อคุณสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตรงเวลา และ ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนจนเกินไป
สถานการณ์กู้ซื้อบ้านในปัจจุบัน
หลายคนมักเริ่มต้นการซื้อบ้านในราคาที่เกินตัวเกินไป เพราะมองว่ารายได้นั้นจะเพิ่มขึ้นตลอดอายุการทำงาน แต่ไม่ได้คิดถึงทางลบในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อในการกู้ซื้อบ้านสูงถึง 100 เปอร์เซนต์ และ สามารถกู้เพิ่มเติมได้อีก ทำให้คนซื้อบ้านจำนวนมากแบกภาระหนี้ที่เกินตัว หรือมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ของรายได้แต่ละเดือน (ถ้าคิดจะกู้ซื้อบ้านควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 30 เปอร์เซนต์)
สถานการณ์กู้ซื้อรถในปัจจุบัน
รถยนต์กลายเป็น พาหนะสำคัญในการเดินทางมากกว่าขนส่งสาธารณะเพราะคิดว่าสะดวกสบายกว่า และ ปัจจุบันแทบไม่ต้องวางเงินดาวน์ และ มีระยะเวลาผ่อนได้นานถึง 84 เดือนทำให้รถคันหนึ่งกว่าจะผ่อนหมดต้องใช้เวลาถึง 7 ปี อันเป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานเกินไป และ หลายคนคิดว่าออกรถได้แล้วจะจบ แต่ไม่ได้จบแค่นั้นเพราะหมายถึงค่าน้ำมันในแต่ละเดือน ภาษีรถยนต์ ประกันรถยนต์ ที่ต้องต่อทุกปี รวมไปถึงค่าซ่อมบำรุงที่เกิดขึ้นตามระยะใช้งาน ดังนั้นแคมเปญจากค่ายรถที่ พยายามจะจัดข้อเสนอซื้อรถคันละ 5 แสนบาทผ่อนเดือนละ 7,000 บาทมันไม่ได้จบแค่นั้นจริงๆ (ถ้าคิดจะกู้ซื้อรถควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 25 เปอร์เซนต์)
สถานการณ์หนี้บัตรเครดิตในปัจจุบัน
บัตรเครดิต กลายเป็นที่พึ่งของคนที่เงินตึงตัว และเป็นการใช้บัตรเครดิต หรือ บัตรเงินสดผิดวัตถุประสงค์ เพราะหลายคนเมื่อเงินเดือนที่ออกมาต้องหมดไปกับค่าบ้านค่ารถ ที่รวมแล้วเกิน 70 เปอร์เซนต์ของเงินเดือนทั้งหมด เหลืออีก 30 เปอร์เซนต์ ก็ไม่สามารถบริหารเป็นค่าใช้จ่ายได้ เพราะความต้องการในชีวิตประจำวันของคนในสังคมนั้นสูงขึ้น การใช้บัตรเครดิตจึงเป็นทางเลือก และ เงินจำนวน 30 เปอร์เซนต์นี้จึงเป็นเงินที่ถูกใช้ในการผ่อนชำระบัตรเครดิต หรือ บัตรเงินสดขั้นต่ำ แทนและชีวิตของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ก็จะวนลูปนี้ไปตลอด (เมื่อเป็นหนี้บัตรเครดิตควรชำระยอดเต็ม อย่าจ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด)
ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงความสามารถในการชำระหนี้บัตรเครดิตที่ลดลงนั้นคือสัญญาณสำคัญที่ทางภาครัฐต้องยื่นมาเข้ามาจัดการ มาตรการแจกเงินจำนวนน้อยนิดที่ไม่สามารถนำไปชำระหนี้อะไรได้นั้นดูจะไม่ได้ทำให้การใช้จ่ายของคนในสังคมเพิ่มขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายยังคงเป็นแบบเดือนชนเดือน
มาตรการที่ดีที่สุดคือการทำให้หนี้ครัวเรือนลดลง เมื่อหนี้ครัวเรือนลดลง คนก็จะกล้าใช้เงินกันมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายที่หมุนเวียนภายในประเทศ อันทำให้ผลกระทบจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยนั้นลดลง และทั้งหมดนี้คือสัญญาณสำคัญที่ ภาครัฐต้องจับประเด็นให้ได้ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และนายกฯจะได้ไม่ต้องออกมาเรียกร้องให้คนไทยออกไปเที่ยว หรือ ออกไปใช้เงิน (ก็เงินมันไม่มีอะนะ)






























