Home Uncategorized เงินเงินเงิน ใกล้วาเลนไทน์ทั้งที ก็ต้องว่ากันด้วยเรื่องการเงิน และคู่ครอง

ใกล้วาเลนไทน์ทั้งที ก็ต้องว่ากันด้วยเรื่องการเงิน และคู่ครอง

แต่วันนี้เราจะไม่พูดเรื่องการหาคู่ครองโดยเอาเรื่องการเงิน หรือ ฐานะมาเป็นปัจจัย ถึงแม้ว่าสมัยนี้ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าเรื่องฐานะก็มีส่วนต่อการตัดสินใจของทั้งฝ่ายหญิง และ ฝ่ายชายพอสมควร เรื่องเงินสำหรับคนรักกันใครว่าไม่สำคัญ การจะเลือกคบใครสักคน ไม่ใช่แค่เรื่องนิสัยทั่วไปเท่านั้นที่ต้องเข้ากันได้  แต่หมายรวมไปถึงเรื่องนิสัยทางการเงิน หรือ นิสัยการใช้เงินด้วย ซึ่งเคยมีงานวิจัยจากอเมริกาศึกษาเรื่อง เปอร์เซ็นต์ของการหย่าร้าง ที่เกิดจากเรื่องเงินๆทองๆ ผลที่ได้คือ ภรรยาชาวอเมริกัน 2,900 คู่ ยิ่งเราทะเลาะกันเรื่องเงินบ่อยมากแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะเลิกกันได้มากขึ้นเท่านั้น โดยคู่ที่ทะเลาะกันหรือมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเรื่องเงินสัปดาห์ละครั้ง มีโอกาสที่จะเลิกกันมากกว่าคู่ที่ทะเลาะกันแค่เดือนละครั้งถึง 30%โอ้ว…..เรื่องเงินเรื่องใหญ่จริงๆ

แล้วเรื่องอะไรบ้างที่เราควรต้องศึกษา การเงินของคู่ครองก่อนตัดสินใจ ใช้ชีวิตด้วยกัน

1. นิสัยการออมของคู่ครอง

เราอาจจะไม่ต้องถาม แต่ควรมีการพูดคุย เพื่อศึกษานิสัยการออม และ ความคิดเห็นต่อการออมเงินของคู่ครอง คนรักกันบางครั้งเมื่อเริ่มคบกันอย่างจริงจัง อาจจะเริ่มเปิดบัญชีคู่ เพื่อเก็บเงินร่วมกัน ถือเป็นกติกาของการแบ่งปันที่ดีที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ หรือ อาจจะมีการปรึกษากันเรื่องเป้าหมายการเงินของชีวิตคู่เช่น เรือนหอ หรือ รถครอบครัว ควรใช้งบประมาณเท่าไหร่ และควรเก็บเงินอย่างไรในแต่ละเดือนเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น รวมทั้งเก็บเงินไว้ที่ไหน การเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่เปิดคู่กันอาจจะดีในมุมของการเป็นสินทรัพย์ของคู่ชีวิต แต่ในเเง่ของผลตอบแทนอาจจะไม่ดีนัก คู่รักแต่ละคู่อาจทำการศึกษา หรือทำข้อตกลงเพื่อนำเงินที่รวมกันไปสร้างให้เกิดผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ต้องเป็นการยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

2. นิสัยการใช้จ่าย

หากคู่ครองของเราเป็นคนใช้เงินเก่ง มือเติบ หรือใจใหญ่ เราควรรับรู้ถึงเงินเดือน หรือ รายได้ ของคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตเราบ้าง เพื่อประเมินความสามารถในการใช้จ่ายของเค้าว่า เค้าเป็นคนใช้เงินเกินตัวหรือไม่ หากคบหา หรือ ใช้ชีวิตร่วมกันไปแล้วจะเกิดปัญหาหนี้สินตามมาทีหลังหรือไม่

3. ควรแยกกระเป๋าตังค์สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว

เงินของเค้าไม่ใช่เงินของเรา เงินของเราก็ไม่ใช่เงินของเค้าทั้งหมดหากต่างฝ่ายต่างมีรายได้ ไม่ควรใช้กระเป๋าเงินร่วมกัน 100% แต่ควรแบ่งความรับผิดชอบการใช้จ่ายร่วมกัน ในสิ่งที่มีร่วมกัน และดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วยตัวเอง เพื่อให้แต่ละฝ่ายยังมีอิสระต่อชีวิต ไม่ผูกมัด หรือ ทำให้อีกฝ่ายอึดอัด และรู้สึกโดนเอาเปรียบมากเกินไป เช่น รถยนต์ที่ใช้ร่วมกัน ช่วยกันแชร์ค่าน้ำมัน หรือ ฝ่ายชายรับผิดชอบค่าน้ำมัน ฝ่ายหญิงรับผิดชอบค่าท่าด่วน ความรักเป็นเรื่องของการ Give & Take ไม่เป็นฝ่ายที่ต้องได้แต่เพียงฝ่ายเดียว ภรรยาบางคนกำหนดค่าขนมไปทำงานให้กับสามี เพื่อจำกัดการใช้จ่าย ของครอบครัว จนกลายเป็นเรื่องที่สามีโดนเพื่อนร่วมงานหยอกล้อ เรื่องบางนี้บางคนอาจจะไม่สนุกเลยนะคะ

4. เปิดใจเรื่องหนี้สิน

ก่อนการตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ควรเปิดใจเรื่องหนี้สินส่วนตัวที่แต่ละฝ่ายมี เพื่อหารือ หรือ วางแผนชีวิตในก้าวต่อไปร่วมกัน เช่น ซื้อบ้านร่วมกัน หรือ กู้เงินร่วมกัน

5. คิดไว้เสมอว่า ความรักคือการแชร์

แชร์ทั้งความสุข ความทุกข์ แชร์ทั้งเรื่องดี และ เรื่องไม่ดีต่อกัน การตัดสินใจเรื่องเงินเพียงลำพัง หรือ การปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นฝ่ายหารายได้ หรือ ดูแลรายจ่าย เพียงผู้เดียว อาจจะทำให้ชีวิตคู่เกิดความขัดแย้ง หรือ เกิดปัญหา ทะเลาะกันในภายหลังได้

6. เงินยืมคือ เงินที่ต้องคืน

แม้จะเป็นแฟน หรือสามีภรรยากันก็ตาม บางครั้งคู่ชีวิตที่เกิดวิกฤตการเงิน และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร การยืมเงินแฟนอาจจะไม่ผิดถ้าไม่เกิดความสามารถ หรือ ฐานะของแฟนตัวเอง แต่การยืมเงินแฟนก็ต้องมีกติกาเดียวกับคนทั่วไปคือ ยืมแล้วต้องคืน หรือแม้แต่การทำสัญญาเรื่องการยืมเงินของแฟน ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพื่อบอกเจตนารมย์ความบริสุทธ์ใจ

เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าเพื่อน ครอบครัว ญาติ เพราะฉะนั้นเราควรเปิดใจ และ เรียนรู้นิสัยทางการเงินของคู่ครอง เพื่อให้ชีวิตครอบครัวราบรื่น และ มองเห็นเป้าหมายของความรักไปพร้อมๆ กัน