Home Trending Story Trend ในประเทศ แนวทางลดปัญหาเด็กกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน

แนวทางลดปัญหาเด็กกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน

ภาพจาก debuglies.com

การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันของเด็กในโรงเรียน ถือเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้มีปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยครั้ง โดยการข่มเหงรังแกมีทั้งกระทำทางร่างกาย อารมณ์ คำพูด และทางอินเตอร์เน็ต การข่มเหงรังแกกันยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก แต่มักถูกมองข้ามไปในสังคมไทย เพียงเพราะคิดว่านั่นคือการแสดงออกของเด็กที่คึกคะนองและรู้ไม่เท่าถึงการณ์ ซึ่งการรังแกกันของเด็กไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างที่คิด ฉะนั้นพ่อแม่ ครู ผู้ปกครองไม่ควรเพิกเฉย แต่จะต้องร่วมมือและช่วยกันแก้ไขปัญหา

5 วิธีป้องกันไม่ให้ลูกถูกรังแกในโรงเรียน

1. สอบถามถึงความสัมพันธ์ของลูกกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน หรือพูดคุยกับครูประจำชั้นเพื่อช่วยสอดส่องดูแล รวมถึงสอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการถูกแกล้ง เช่น มุมลับตาคนในโรงเรียน และให้ทำกิจกรรมโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกรังแกได้น้อยกว่าการอยู่คนเดียว

2. ยกประสบการณ์การถูกรังแก ให้เด็กเข้าใจว่าหากเกิดขึ้นกับเด็กให้เล่าให้ผู้ปกครองฟัง และหากเด็กเล่าเรื่องนี้ ให้ผู้ปกครองชื่นชมในความกล้าหาญของเด็กที่พูดถึงเรื่องนี้ พร้อมกับให้กำลังใจเด็ก และปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อหาวิธีการที่โรงเรียนจะรับรู้เรื่องนี้และให้การช่วยเหลือเด็ก

3. กำจัดตัวล่อของการถูกรังแก เช่น หากเด็กถูกข่มขู่เรียกเงินค่าอาหารกลางวันหรือของใช้ส่วนตัว ก็ให้เด็กนำข้าวกล่องไปทานหรืองดให้เด็กพกของมีค่าไปโรงเรียน เป็นต้น และสอนให้เด็กรู้จักการป้องกันตัวเอง โดยที่ไม่กระทำคนอื่นก่อน สอนให้เด็กกล้าที่จะห้ามหรือพูดกับเด็กที่มารังแกเขา

4. หากพ่อแม่รับรู้เรื่องราวที่ลูกถูกรังแกแล้ว อย่าปล่อยให้ลูกต้องต่อสู้กับเรื่องนี้ด้วยตัวเองตามลำพัง ควรรีบไปพูดคุยเจรจากับผู้ปกครองของเด็กที่เป็นผู้รังแก โดยมีคุณครู ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือนักจิตวิทยาโรงเรียนเข้าร่วมพูดคุยด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทราบถึงปัญหา และหาทางแก้ไขหรือจัดการอย่างเหมาะสม จะได้เป็นการยุติการกระทำของเด็กที่เป็นผู้รังแกด้วย ก่อนที่การข่มเหงรังแกจะรุนแรงไปมากกว่าเดิม

5. สอนให้เด็กรู้จักการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ถูกข่มเหงรังแก เช่น ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น รวมถึงฝึกการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็ก หรือปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการกระทำนั้น เพียงแต่บอกผู้รังแกว่าให้หยุดพฤติกรรม แล้วเดินห่างออกมา หากเด็กสามารถควบคุมอารมณ์ ไม่แสดงอาการ จะลดแรงจูงใจในการถูกรังแกได้

 5 วิธีช่วยลูกหยุดรังแกเพื่อน 

1. สอนให้รู้ว่าการรังแกผู้อื่นเป็นพฤติกรรมรุนแรงที่ไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งจากผู้ปกครองในบ้านและในสังคมภายนอก ควรสอนให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีการตั้งกฎที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กจะถูกลงโทษหากรังแกเพื่อน แต่ทั้งนี้ก็ควรสังเกตุพฤติกรรมของเด็กด้วยว่า จากที่ลงโทษไปแล้วเด็กมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นหรือเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

2. บอกกล่าวเด็กว่าถ้ามีพฤติกรรมที่ดีจะทำให้คนอื่นอยากเป็นเพื่อนด้วย สอนให้เด็กเคารพสิทธิของผู้อื่น มีน้ำใจแบ่งปัน พูดสุภาพ ไม่ล้อเลียนว่าปมด้อยของเพื่อน ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกับเด็กที่มีความแตกต่างกับตัวเอง จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น และทำให้เป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยนขึ้น

3. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไตร่ตรองคำพูดหรือกระทำการใดๆ ก่อน ถ้าผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อหน้าเด็ก เด็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร โดยผู้ปกครองสามารถบอกความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้น และแสดงให้เด็กเห็นว่าควรจะจัดการต่ออารมณ์นี้อย่างไร

4. หาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุที่ทำให้เด็กรังแกเพื่อน ทั้งในด้านครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน เช่น มีเด็กคนอื่นที่ชอบรังแกเพื่อนอีกหรือไม่ เพื่อนๆของลูกมีพฤติกรรมนี้ด้วยหรือไม่ ลูกต้องเผชิญกับความกดดันใดหรือไม่ โดยปรึกษาคุณครู นักจิตวิทยาโรงเรียน หรือกลุ่มผู้ปกครองในการหาทางแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

5. อย่าสนับสนุนลูกในทางที่ผิด แต่หากเด็กมีพฤติกรรมที่ดีสามารถแก้ไขความขัดแย้ง โดยใช้วิธีทางบวกและสร้างสรรค์ได้ ควรชมเชยหรือให้เป็นรางวัล เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจ และกระตุ้นให้เด็กกระทำแต่สิ่งที่ดี รวมถึงเป็นการฝึกให้เด็กไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาอีกด้วย

ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)