
ขอต้อนรับกระแสฟุตบอลโลก 2018 ที่เปิดฉากโม่แข้งกันไปแล้วเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ด้วยภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับนักฟุตบอลระดับโลกสักหนึ่งราย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์นี้ในฐานะกัปตันทีมที่หวังไขว่คว้าถ้วยรางวัล ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ อันเป็นเกียรติยศใบสุดท้ายที่ยังไม่เคยได้มาประดับตู้โชว์
ผมกำลังพูดถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดนักฟุตบอลระดับโลกแห่งยุคนี้ และหนังสารคดีเรื่องนั้นก็คือ RONALDO ที่ตามติดชีวิตทั้งในและนอกสนามของเจ้าตัวเป็นเวลา 14 เดือน ก่อนถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มด้วยฝีมือของ ผกก. แอนโธนี วองเก้ ที่มีผลงานระดับรางวัลสารคดีขนาดสั้นจากสถาบันต่างๆ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ
สำหรับแฟนฟุตบอล ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบหรือเกลียดชังหมั่นไส้ แต่มันยากที่จะปฏิเสธว่าดาวยิงจากมาเดร่าคนนี้ คือยอดลูกหนังระดับเวิลด์คลาสโดยแท้จริง จากความสำเร็จเป็นถ้วยรางวัลมากมายกับทุกสโมสรที่ค้าแข้งอย่าง สปอร์ติง ลิสบอน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ส่งให้เขาเป็นที่รู้จักบนสังเวียนฟุตบอล และ รีล มาดริด ที่ยกสถานะตนเองขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างเต็มตัว คุณภาพการเล่นที่คงเส้นคงวา บวกกับภาพลักษณ์ที่มีเสน่ห์ ดึงดูดสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่มากมาย ทำให้เขาคือนักฟุตบอลและนักกีฬาที่มีมูลค่าทางการตลาดที่สูงเป็นลำดับต้นๆของโลก
หนังเริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2013 อันเป็นช่วงเวลาที่ โรนัลโด้ พีคถึงขีดสุดด้วยจำนวนประตูที่ซัลโวให้ “ราชันชุดขาว” เกือบ 60 ลูกรวมทุกรายการ ซึ่งปกติก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าตะลึงพอตัวอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนเจ้าตัวให้รีดฟอร์มได้ขนาดนี้ เพียงเพราะความกระหายที่จะเอาชนะคู่แข่งบนฟลอร์หญ้าจากอาร์เจนติน่าที่ชื่อ ลิโอเนล เมสซี ซึ่งแย่งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมไปจากมือเขามาตลอดตั้งแต่ปี 2009 ก่อนจะล้างแค้นได้สำเร็จในงานประกาศรางวัลที่ ซูริช ปี 2014 พร้อมน้ำตาที่อาบแก้ม
ความกระหายชัยชนะ และการฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง คือสิ่งที่คนดูจะได้เห็นในครึ่งแรกของสารคดีเรื่องนี้
ตลอดทางของการชมหนังช่วงครึ่งแรกคนดูจะได้เห็นว่าสิ่งที่ทำให้ โรนัลโด้ กระหายที่จะพัฒนาฝีเท้าไม่หยุด และแย่งสปอตไลท์ทุกดวงในสนามแข่งให้ฉายมาที่ตัวเอง ก็เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า “ข้าคือคนที่เก่งที่สุดในโลกในสายอาชีพนี้” เพราะในทัศนคติของเขา หากทำอะไรก็ต้องทำให้สุด ดีที่สุด แม้จะต้องแลกกับการที่ไม่ค่อยมีเพื่อนในวงการลูกหนังคบหาเท่าที่ควร หรือเป็นที่เกลียดชังในความโอ้อวด หยิ่งยะโส หรืออวดตัวว่าข้าแน่ ในสายตาของแฟนบอลหลายคนก็ตาม

ถึงจะเป็นด้านที่แข็งกระด้าง แต่ในส่วนลึก โรนัลโด้ ก็เป็นคนที่รับมือกับความพ่ายแพ้ได้ดี ฟุตเทจช่วงหนึ่งที่เขาและเพื่อนร่วมทีมชาติโปรตุเกส เดินทางไปฟาดแข้ง ฟุตบอลโลก 2014 ที่ บราซิล ขุนพล “ฝอยทอง” ถูกเขี่ยตกรอบแบ่งกลุ่มแบบหมดสภาพ ทว่าเมื่อกลับถึงบ้านเขาก็ไม่ได้ออกอาการหัวเสีย กระฟัดกระเฟียดใส่ผู้อื่น เขายอมรับคำติฉินนินทาแบบไม่โต้เถียง แถมยังโทรศัพท์ไปปลอบคุณแม่ที่โวยวายเพราะทีมแพ้ เยอรมนี เละเทะ 4-0 เกมแรกว่า “มันก็แค่เกมๆ หนึ่ง ไม่ได้ตายสักหน่อย”
อย่างไรก็ตาม ครึ่งเรื่องหลัง หนังก็เปิดโอกาสให้ โรนัลโด้ เผยมุมของความเป็นพ่อ และหัวหน้าครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับ โรนัลโด้ จูเนียร์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เขาให้ความรักและดูแลเป็นอย่างดี ขับรถพาไปส่งที่โรงเรียน หิ้วกระเตงไปทุกสนามในเกมสำคัญ เขาพร่ำบอกเสมอว่าจะมีวันนี้ไม่ได้หากไม่มี แม่ พี่ชาย ลูกชาย คุณพ่อผู้ล่วงลับ หรือกระทั่ง จอร์จ เมนเดส เอเยนต์ส่วนตัวที่เปรียบเสมือนบุคคลในครอบครัว คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือมุมมองที่เขามีต่อ ลิโอเนล เมสซี คู่แข่งตัวฉกาจจาก บาร์เซโลน่า ที่น่าแปลกใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในสถานะ “คู่รักคู่แค้น” แบบที่สื่อทั่วโลกคอยยุยงส่งเสริม แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เกื้อหนุนกันมากกว่า ซึ่ง CR7 ยอมรับว่า เมสซี คือคนที่ผลักดันให้เขาอยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจยิ่งขึ้น ส่วนเทพเจ้าลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ ก็ยินดีที่จะเข้าไปกอดคอพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง ถือเป็นความประทับใจที่ดีในช่วงท้ายของหนัง

ถึงจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่หนังไม่ได้โฟกัสไปที่ช่วงเวลาที่ โรนัลโด้ กำลังเบ่งบานในหน้าที่การงานสมัยเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แต่ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งของ RONALDO ก็น่าจะทำให้แฟนบอลที่รักหรือเกลียดชังดาวยิงจอมสับคนนี้ รู้จักตัวเขาในมิติอื่นๆมากขึ้น ส่วนจะถึงขั้นเชียร์ให้เจ้าตัวรวมถึงเพื่อนๆทีมชาติโปรตุเกส เป็นผู้ชนะถือถ้วยแชมป์โลกที่รัสเซียปีนี้หรือไม่ ค่อยว่ากันอีกที.






























