
“ลา ลูแบร์” หัวหน้าคณะทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางมาถึงอยุธยาในปี พ.ศ.2230 ผู้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้พบเห็นจนทำให้เกิดเอกสารทางประวัติศาสตร์ “จดหมาเหตุลาลูแบร์” ได้กล่าวถึง คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เอาไว้ว่า “เป็นคนไม่มีศาสนาและนับถือผีสางเทวดา” (ข้อความจากศิลปวัฒนธรรม 10 สิงหาคม 2558)
ขุนนาง “คนนอก” ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรด
ข้อความข้างต้นนั้นเป็นเพียงมุมมองของลา ลูแบร์ที่เดินทางมายัง อยุธยาและทำความรู้จักกับดินแดนในอุษาคเนย์แห่งนี้เพียงสามเดือน เพราะในกลุ่มชาวฝรั่งเศสบางคนที่รู้จักกับ ฟอลคอน ก็ยังแสดงความชื่นชมในความสามารถของ “ฟอลคอน” ที่แม้จะเป็นชาวต่างชาติแต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเพียรและฉลาดเฉลียวจนกระทั่งได้รับความไว้วางใจและได้รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ปัจจุบันเรื่องราวของ คอนแสตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ที่ถูกบันทึกไว้ในบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ประมาณ 4 บรรทัด แต่ได้กลับกลายเป็น “ฟอลคอน” ที่มีชีวิตขึ้นมาจากนวนิยายเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของรอมแพง ที่นำเสนอชีวิตของ “ฟอลคอน” ผ่านนวนิยายและเมื่อถูกนำมาทำเป็นละคร ทำให้คนอยากรู้จัก “คอนสแตนติน ฟอลคอน” กันมากขึ้น
บทบาทของฟอลคอน ในละครเรื่องนี้ อาจดูร้ายกาจ หลงในอำนาจ แต่แท้จริงแล้ว ฟอลคอน ที่ต้องสู้กับการเมืองในราชสำนัก และความไม่แน่นอนของตำแหน่งตนเองเพราะอย่างไรเสียก็เป็น “คนนอก” เป็นไปได้หรือไม่ที่ความร้ายกาจของ ฟอลคอน นั้นมาจากความพยายามอยางยิ่งยวดในการรักษาพื้นที่ของตนเองเอาไว้
“ฟอลคอน” นักผจญภัยชาวกรีก จากเรือสินค้าอังกฤษสู่ราชสำนักอยุธยา
เมื่อเป็นเช่นนี้เรามาทำความรู้จักกับ ฟอลคอน ในรูปแบบของบุคคลทางประวัติศาสตร์กันดีกว่า เริ่มจากชาติกำเนิด คอนสแตนติน ฟอลคอนมีเชื้อสายกรีซ และ อิตาเลียน เมื่อถึงวัยหนุ่มก็ออกผจญภัยไปกับเรือสินค้าอังกฤษ ซึ่งทำการค้าจากอังกฤษ ไปยังส่วนต่างๆของทวีปเอเชีย ทำให้ฟอลคอน นั้นมีความรอบรู้ในหลายภาษาทั้ง อังกฤษ โปรตุเกส อิตาลี และ ฝรั่งเศส
เมื่อเดินทางมาถึงอยุธยา ก็ได้มีโอกาสเข้ารับราชการกับเจ้าพระยาพระคลัง (โกษาเหล็ก) เป็นล่ามทางการค้า จากนั้นได้มีโอกาสถวายตัวกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งความเฉลียวฉลาด และมีไหวพริบของ ฟอลคอน นั้นทำให้เป็นที่โปรดปราน และ มีชีวิตราชการที่ก้าวหน้ากว่า ข้าราชสำนักเดิมที่เป็นคนไทย ทำให้มีกลุ่มข้าราชการที่ไม่ชอบ “ฟอลคอน” อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
และดูเหมือนว่า ฟอลคอน ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เองก็รู้ถึงสถานะที่ไม่ค่อยจะมั่นคงของตนเองดี เพราะการเมืองในราชสำนักนั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และทำให้ฟอลคอน ต้องคอยหาโอกาสเพื่อที่จะทำให้สถานะที่ตนเองยืนอยู่นั้นมั่นคง เมื่อ ฟอลคอน เห็นว่า สมเด็จพระนารายณ์ ทรงสนพระทัยในการเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ที่เรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจในยุโรปเวลานั้น ทำให้ฟอลคอน ถวายคำแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์ ส่งคณะทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส
ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสและอยุธยามีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมีพระบรมราชานุญาตให้ บาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสนิกายโรมันคาธอลิกได้ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางการเมือง และ การค้า ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเชื่อกันว่า ฟอลคอน นั้นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชักนำให้ อยุธยา มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับฝรั่งเศส ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับ อังกฤษ ที่ต้องการสิทธิในการเผยแพร่ศาสนา และ การค้า เช่นเดียวกับฝรั่งเศสเหมือนกัน
ฟอลคอน ผู้เริ่มความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส และกลายเป็นจุดจบของ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์
การที่ฟอลคอน ชักนำให้เกิดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส อาจจะเกิดผลดีในการค้าระหว่างอาณาจักร แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว เท่ากับเป็นการก่อศัตรูขึ้นอย่างชัดเจนสองกลุ่มคือ กลุ่มขุนนางไทยที่ไม่พอใจต่างชาติ และการกระทำที่เกินหน้าเกินตาของฟอลคอน อีกกลุ่มคือกลุ่มผู้แทนทางการค้าของอังกฤษที่ต้องเสียผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้กับฝรั่งเศส
ความคิดที่ว่าจะเลือกข้างอยู่กับฝรั่งเศสกลายเป็นดาบสองคมที่กลับมาทำร้าย ฟอลคอน ชนิดที่ตัวเองอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเมืองในราชสำนักเริ่มคุกกรุ่น สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวร และเสด็จประทับที่ตำหนักพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองละโว้ (ลพบุรีในปัจจุบัน) และทรงโปรดให้พระเพทราชา ออกว่าราชการแทนการณ์นั้นพระเพทราชา และขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนเล็งเห็นแล้วว่า หากปล่อยใน ฟอลคอน มีอำนาจต่อไป จะทำให้อยุธยาต้องตกอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศส
วันที่ 18 พ.ค. ปีพ.ศ.2231 คณะขุนนางและทหาร นำโดย พระเพทราชา สมุหพระคชบาล ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ และ หลวงสรศักดิ์ พระโอรสที่พระนารายณ์ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเพทราชา ยกขบวนมาที่ตึกพระเจ้าเหา แล้วประกาศยึดอำนาจ กักตัวสมเด็จพระนารายณ์ไว้โดยไม่สำเร็จโทษ จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์ และขับไล่ทหารฝรั่งเศสออกจากอยุธยา แล้วพระเพทราชาก็ขึ้นครองราชย์ สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวงขึ้น
ต่อมาในวันที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2231 มีคำสั่งให้ประหารชีวิตพระยาวิชาเยนทร์ เป็นการปิดฉากสุดท้ายของขุนนางชาวต่างชาติ ผู้เฉลียวฉลาดในวัย 40 ปี ที่ต้องมาพ่ายให้กับการเมืองในราชสำนักอยุธยา พร้อมกับปิดฉากความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศส และ อยุธยา ลงเพียงแค่แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์






























