นักเตะบางคนที่ย้ายเข้ามาสู่รัง “โอลด์ แทรฟฟอร์ด” นั้น ก็มีอยู่มากที่มาแล้วมีผลงานที่ “เปรี้ยง” เลย แต่ก็มีบางคนที่ย้ายมาแล้วโดน “สบประมาท” บ้าง หรือทำผลงานในช่วงแรกได้แย่บ้าง แต่ก็ต้องชมว่าพวกเขาก็ยังอดทน อยู่กับทีมต่อจนมี่สวนร่วมช่วยทีมโชว์ฟอร์มเด่น แต่จะมีใครบ้างที่ส่วนตัวผมมองว่า “โดนว่า” เยอะ แต่ก็ฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ ก็ต้องมาดูกันครับ
ดาบิด เด เคอา

ด้วยองค์ประกอบหลายๆอย่าง เช่นเรื่องค่าตัว รวมถึงฟอร์มสุดแกร่งที่นายประตูคนก่อนอย่างเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ทำไว้ ทำให้การมาแทนของนักเตะอายุน้อยจากแดนกระทิงคนนี้ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา เพราะทั้งการย้ายออกจากประเทศมาอยู่ในถิ่นใหม่ และการต้องมาเจอฟุตบอลแบบ “โยนใส่” ก็ทำให้ เด เคอา ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควร
แม้จะพลาดแล้วพลาดอีก ก็ต้องขอชม “เฟอร์กี้” ที่ไม่หมดศรัทธาในตัวนักเตะ จนเขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนายประตูที่เก่งที่สุดในโลก และยังทำสถิติเป็นผู้เล่นแห่งปีของ “ผีแดง” ถึง 3 ปีซ้อนด้วย เก่งขนาดนี้ ขอเถอะนะ…อย่าย้าย (ไปมาดริด) เลย อยู่ด้วยกันไปแบบนี้แหละ
เนมานย่า วีดิช และ ปาทริซ เอวร่า
Eleven years ago today, Nemanja Vidic completed his move to #MUFC. What a signing! pic.twitter.com/rvyxOrHqJe
— Manchester United (@ManUtd) January 5, 2017
“เนมานย่า เขามาจากเซอร์เบีย และเขาจะฆ่านาย!” นี่คือเพลงของกองกลังอดีตกัปตันทีมของ “ผีแดง” ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกือบทั้งอาชีพการค้าแข้งในรั้ว “โอลด์ แทรฟฟอร์ด” แต่…ทราบกันหรือไม่ว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ กองหลังจอมโหดจากเซอร์เบีย ก็ต้องใช้เวลาจูนคลื่นเข้ากับฟุตบอลอังกฤษเกือบครึ่งปีเลยนะ แถมยังโดนไล่ไปเล่นทีมสำรองอีก ไม่หมดกำลังใจก็ดีแค่ไหนแล้ว เพราะนักเตะบางคนเนี่ย อีโก้สูงนะ จับไปเล่นทีมสำรองนี่มีโวยกันเลย (แต่ขอไม่จี้ใครละกันนะครับ)
Patrice Evra made the first of his 379 #mufc appearances on this day in 2006. pic.twitter.com/oK4L7GYefl
— Manchester United (@ManUtd) January 14, 2015
ส่วนเอวร่าเอง ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับวีดิชตอนย้ายมาใหม่ เพราะเขาก็โดนไล่ให้ไปเล่นทีมสำรอง แถมเจ้าตัวยังเคยให้สัมภาษณ์เหมือนว่าจะท้อด้วย เพราะตอนโดนสั่งไปเล่นทีมสำรองกับวีดิชนั้น ทั้งคู่เล่นแย่จนโดนเปลี่ยนตัวออกตอนจบครึ่งแรก ถึงขนาดเอวร่ายังเคยหยอกประมาณว่า เราอาจจะต้องย้ายหนีกลับทีมเก่ากันแล้วสินะ แต่พอไม่ย้ายและตั้งใจเล่น ความพยายามก็ส่งผลให้ทั้งสองเป็นนักเตะตัวหลัก ที่ถึงวันนี้ เชื่อว่าแฟน “ปีศาจแดง” คงคิดถึงทั้งสองอยู่พอสมควรเลย (ผมล่ะหนึ่งในนั้นครับ)
มารูยาน เฟไลนี่

ดี หรือ ไม่ดี อันนี้ก็เถียงกันไม่จบครับ แต่ผมจำได้เลยว่า แฟนผีนั้นต่างร้อง “ยี้” เมื่อทีมดึง “เจ้าฟู” มาจากเอฟเวอร์ตัน จนเขาได้ฉายาว่าเป็น “ต้นไม้” ไปเลย เพราะทื่อมาก เล่นไม่ดีอย่างแรง แต่พอมาถึงยุคของฟาน กัล และมูรินโญ่ ก็กลับเป็นคำถามไปว่า เขามีดีอะไรถึงได้ลงสนามบ่อยจัง ซึ่งพอมาดูสถิติแล้ว การเล่นของเขานั้นมันกลับมีผลดีต่อทีม (ในยุคของ “จ่ามู” นะ)
และผมตั้งขอสังเกตว่าบางที เขาจะเป็นคนที่อยู่ “ถูกที่ ถูกเวลา” เช่นการยิงทีมใหญ่อย่างแมนฯซิตี้ หรือสองประตูที่ยิงเวสต์ แฮม และ เอฟเวอร์ตันเพื่อช่วยพา “เร้ด เดวิลส์” เข้าชิงจนได้แชมป์เอฟเอ คัพ แม้ว่าจะไม่ได้เล่นฟุตบอลแบบหวือหวา หรือบางทีอาจจะไม่สวยงาม และเหมือนกับเป็นคน “ไล่เตะ” คนอื่น แต่ถ้าวันไหนเขาเข้าฟอร์มจริง ก็ถือเป็นนักเตะที่ดีคนหนึ่งนะ ประมาณว่า ดีก็ดีสุดๆ แย่ก็แย่มากจนบุญไม่รับนั่นแหละครับ
แอนดี้ โคล
2017… thank you to everyone for their support!! Roll on 2️⃣0️⃣1️⃣8️⃣… hope it brings you all good health & happiness! https://t.co/nrW66DQ5LU pic.twitter.com/1wmgnnFre7
— Andrew Cole (@vancole9) December 31, 2017
อันนี้อาจจะไม่ได้โดน “ด่าเละ” แต่เหมือนว่าจะมีแฟนบอลบางราย ที่มองว่าค่าตัวสถิติของเกาะอังกฤษที่ 7 ล้านปอนด์ (คือพอมามองค่าตัวนี้ในปี 2018 นี่ถือว่าเล็กน้อยไปเลยนะ) มันดูเยอะเกินไปหรือเปล่าสำหรับกองหน้าเพียงคนเดียว แต่โคลคนนี้ ก็พาแมนยูกวาดแชมป์มากมาย ทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย ดูจากราคาที่ “ผีแดง” ยอมจ่ายไปแล้ว ก็คุ้มอยู่นะ ไม่สิ คุ้มมากเลยล่ะครับ
ฟิล โจนส์

หากดูผลงานในฤดูกาล 2017/18 ของโจนส์นั้น เราคงต้องยกให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นอยู่พอตัว แต่ด้วยค่าตัวที่ค่อนข้างแพงและฟอร์มที่ดูดร็อปไปหลังจากที่ “เฟอร์กี้” อำลาทีม ทำให้คนเริ่มหันมาวิจารณ์ฟอร์มการเล่นของโจนส์กันว่า “มาไม่คุ้มเลย” และอยากให้ทีมโละเขาซะ แต่ด้วยความที่เขาเล่นฟุตบอลแบบ “ถวายหัว” บวกกับความตั้งใจ ทำให้เขากลับมาเรียกฟอร์มเด่นได้อีกครั้ง และกลายเป็นแผงหลังคนสำคัญของผีแดงในยุคนี้ คู่กับกองหลังราคาแพงอย่าง เอริค ไบยี่ แถมยังเบียดกองหลังราคาแพงอีกรายในปีนี้อย่าง วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ไปในตัวด้วย
คลาส ออฟ 92

“คุณไม่สามารถได้แชมป์อะไรจากการใช้เด็กได้หรอก” นี่คือประโยคเด็ดที่อลัน แฮนเซ่น เคยพูดเอาไว้ และเหมือนเป็นการ “แซะ” ทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันที่ตอนนั้นมีเด็กๆอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ และพอล สโคลส์ ไปจนถึงพี่-น้องเนวิลล์ นิคกี้ บัตต์ และเดวิด เบ็คแฮมเป็นตัวหลัก ว่าไม่น่าจะได้แขมป์เพราะเด็กเหล่านี้อายุน้อยเกินไป และวิจารณ์การเสริมทีมของ “ผีแดง” ในยุคนั้นด้วยว่าทำไมไม่ยอมซื้อนักเตะดีๆเข้ามา แต่ทีมชุดนี้ก็ทำให้เห็นกันว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” เท่านั้น เพราะพวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ และยังทำสถิติเป็นทีมชุดแชมป์ ที่มีนักเตะอายุตำกว่า 23 ปีที่มากที่สุดอีกด้วย เจอแบบนี้ แฮนเซ่นก็คง “เงิบ” ไปเลยทีเดียว
แต่ผมขอเสริมนิดนึงว่า แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะไม่ถูกในเวลานั้น แต่คำพูดนี้ อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ในยุคนี้ ที่แชมป์มักจะมาด้วยการทุ่มทุนซื้อนักเตะที่ดีที่สุดเข้ามา แต่มันก็เป็นวิถีใหม่ เพราะเราต้องประโยคที่ทีมงานของสกาย สปอร์ตส์ใช้มาอ้างด้วยว่า “เรากำลังอยู่ในยุคที่มีประเทศ (เน้นนะครับว่า “ประเทศ”) เป็นเจ้าของทีม ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจว่า เราจะได้เห็นทีมที่มีเด็กๆ เป็นตัวหลักขึ้นมาประกาศศักดิ์ดาได้อีกหรือไม่ในอนาคต
“101 เรื่องลึกแต่ไม่ลับ” แมนฯยูไนเต็ด คือ เรื่องที่เจาะลึกของสโมสร “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยร่วมงานกับสโมสรแห่งนี้เป็นเวลากว่าปีครึ่ง โดยนำเสนอเป็นประจำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ไปจนกว่าจะครบ 101 เรื่อง
ส่วนใครที่พลาดตอนอื่นๆของ “101 เรื่องลึกแต่ไม่ลับ” แมนฯยูไนเต็ดไป สามารถเข้าไปย้อนอ่านกันได้ที่ https://tonkit360.com/tag/101-เรื่องลึกไม่ลับ

































