กลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โต กรณีเสื้อผ้าแบรนด์ดัง H&M ปล่อยภาพโฆษณานายแบบเด็กผิวสีสวมเสื้อที่สกรีนคำว่า Coolest Monkey in the Jungle (ลิงที่เจ๋งที่สุดในป่า) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างว่าเป็นการเหยียดสีผิว และลุกลามบานปลายถึงขนาดที่พลเมืองผิวสีชาวแอฟริกาใต้บุกทำลายข้าวของในร้านค้าของเสื้อผ้าแบรนด์ดังกล่าวจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้ก่อเหตุ ต่อมาเจ้าของแบรนด์ก็รีบออกจดหมายขอโทษและแสดงความเสียใจต่อโฆษณาชิ้นดังกล่าว และแสดงความรับผิดชอบโดยการลบภาพออกจากช่องทางการขาย รวมถึงยกเลิกการสั่งสินค้าชิ้นดังกล่าวด้วย

การเหยียดสีผิวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการโฆษณาทั้งไทยและเทศ สะท้อนความไม่เข้าใจประเด็นอ่อนไหวในสังคมโลก สร้างความเสียหายให้กับหลายแบรนด์ดัง ถึงแม้ว่าจะทำให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น แต่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้องแบกรับภาพลักษณ์ที่เสียหายจนบางกรณีถึงขั้นมีแคมเปญรณรงค์งดใช้สิ้นค้าแบรนด์ดังกล่าวด้วย วันนี้ Tonkit360 ขอย้อนรอยโฆษณาเหยียดผิว เตือนความจำทุกคนกัน

1.โฆษณาชาร์โคล โดนัท ใช้ภาพนางแบบทาผิวสีดำ
โฆษณาชิ้นนี้ถูกผลิตและเผยแพร่ในประเทศไทยในปี 2556 แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวอเมริกันและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนว่าเป็นโฆษณาที่เหยียดสีผิว แม้โฆษณาชิ้นนี้จะไม่ได้เผยแพร่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อเมริกันชนก็มองว่าเป็นประเด็นที่ sensitive และไม่น่าหลุดรอดสายตาผู้บริหารชาวอเมริกันจนออกสู่สาธารณะได้ แม้ผู้บริหารของ Dunkin’ Donuts ฝั่งประเทศไทยจะไม่สนใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวและมองว่า “เป็นเพียงความหวาดระแวงไปเองของชาวอเมริกัน” แต่ผู้บริหารของ Dunkin’ Donuts สำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ ก็ต้องออกมาขออภัยสาธารณชน และถอดโฆษณาดังกล่าวออกในที่สุด

2.กลูต้าผิวขาว ใช้ภาพครอบครัวคนผิวสี แต่เมื่อดื่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทำให้ผิวขาว
โฆษณาชุดนี้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ในปี 2557 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมโซเชียล เพราะเป็นการเหยียดผิวที่ชัดเจน รวมถึงโฆษณาเกินจริง โดยโฆษณาชุดดังกล่าวใช้ภาพครอบครัวคนผิวสีเป็นรูปเปรียบเทียบ ก่อนและหลังดื่มผลิตภัณฑ์เร่งผิวขาว แม้จะถูกวิจารณ์และต่อต้านอย่างหนักจากโลกโซเชียล แต่กลับไม่มีการขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบใดจากแบรนด์ดังกล่าว และเรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด

3.กลูต้าผิวขาวใช้คอนเซปต์ “แค่ขาวก็ชนะ” พร้อมโฆษณานางเอกดังทาตัวสีดำ
โฆษณาอาหารเสริมเพื่อผิวขาวชุดนี้ถูกเผยแพร่ในปี 2559 และกลายเป็นกระแสร้อนแรงเพราะใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นนางเอกชื่อดังคริส หอวัง โดยใช้ภาพคริสตอนผิวขาวและผิวเริ่มดำขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับผู้หญิงผิวขาวอีกคน ก่อนจะพูดคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ “แค่ขาวก็ชนะ” เมื่อโฆษณาชิ้นนี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในประเด็นการเหยียดผิว รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมผิดๆ ให้กับเยาวชน สนับสนุนให้คนคลั่งผิวขาว มองคนผิวดำเป็นผู้พ่ายแพ้ ถึงแม้สุดท้ายเจ้าของแบรนด์จะตัดสินใจถอดโฆษณาชิ้นนี้ออกจากสื่อต่างๆ รวมถึงร่อนจดหมายยอมรับผิดและขอโทษทุกฝ่าย พร้อมชี้แจงว่าบริษัทฯไม่มีเจตนาเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติ แต่สื่อดังอย่าง CNN ก็รายงานข่าวโฆษณาเหยียดผิวชิ้นนี้ให้สังคมโลกได้รับรู้

4.ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวปล่อยโฆษณาสั้น เผยภาพเคลื่อนไหวหญิงผิวสีถอดเสื้อออกทำให้ผิวกระจ่างใส
โฆษณาสั้นๆ ชิ้นนี้ถูกโพสต์ผ่าน Facebook ทางการของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชื่อดังเมื่อปลายปี 2560 ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ โดยคลิปนี้ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “Ready for a Dove Shower?” และปรากฎเป็นภาพหญิงสาวผิวสีที่สวมเสื้อสีน้ำตาล เมื่อถอดเสื้อออกเธอกลับเปลี่ยนเป็นหญิงสาวผิวขาว โดยแบรนด์ดังกล่าวก็รีบออกมาขอโทษขอโพยและแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยชาวเน็ตก็ขุดต่ออีกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์นี้ใช้โฆษณาในเชิงการเหยียดสีผิว เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2554 โฆษณาสบู่อาบน้ำยี่ห้อนี้ก็เคยถูกวิจารณ์มาแล้วเช่นกัน เพราะนำเสนอภาพของผู้หญิง 3 คน ที่มีผิวขาว ไปจนถึงผิวเข้ม และบรรยายใต้ภาพว่า “ก่อน” และ “หลัง” ทำให้เกิดกระแสแฮชแท็กในโลกทวิตเตอร์ #BoycottDove ร่วมกันไม่ใช้สินค้าของแบรนด์ดังกล่าว
หลายคนมองปรากฎการณ์ต่างๆ ที่ยกมาข้างต้นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่น่าใส่ใจ แต่ความจริงแล้วสื่อโฆษณามีผลอย่างยิ่งต่อผู้คนในสังคม เพราะกำหนดทิศทางความเชื่อและได้ประโยชน์มหาศาลจากการสร้างค่านิยมบางอย่างให้เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นการผลิตโฆษณาแต่ละชิ้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบสังคมในวงกว้าง รับผิดชอบต่อผู้คนที่รับสาร และต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจความต่างของแต่ละพื้นที่ ระมัดระวังต่อประเด็นต่างๆ ที่อ่อนไหวในแต่ละสังคม มิเช่นนั้นอาจเกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายติดลบ และส่งผลให้ผู้บริโภคหมดความเชื่อถือไปเลยก็เป็นได้






























