บ่อยครั้งทีเดียวที่เราได้ยินข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของคนคนหนึ่งที่ดูสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี อายุยังไม่เยอะ ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ให้เห็น และเท่าที่คนรอบตัวรู้ก็คือ ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ส่วนใหญ่เป็นการนอนหลับไปเฉย ๆ ในค่ำคืนที่ทุกอย่างเป็นปกติ ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้นกลับไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเสียชีวิตลักษณะนี้ ในช่วงแรกมักถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเสียชีวิตอย่างปริศนา เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่ได้มีความผิดปกติอะไรก่อนจากไป ร่างกายแข็งแรงดี แถมบางรายยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว อายุยี่สิบต้น ๆ สามสิบ หรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย ทว่ายังไม่ใช่วัยที่จะมาจากไปแบบสิ้นอายุขัย ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำร่างผู้เสียชีวิตไปชันสูตรพลิกศพ กลับพบสาเหตุของการด่วนจากไปเงียบ ๆ ในชั่วข้ามคืน ว่ามาจากโรคภัยไข้เจ็บที่เจ้าตัวเป็น โดยที่ตัวผู้เสียชีวิตและคนรอบข้างอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นโรคนี้หรือร่างกายมีความผิดปกติเช่นนี้อยู่
สำหรับภาวะหรือโรคที่อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปขณะนอนหลับโดยไม่รู้ตัวนั้น มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ ระบบหายใจ หรือระบบประสาท รวมถึงโรคที่อาจทำให้อวัยวะสำคัญล้มเหลวอย่างเฉียบพลัน โดยโรคประจำตัวหรือภาวะความผิดปกติที่ทางการแพทย์ระบุว่ามีความเสี่ยงและอาจทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหันระหว่างนอนหลับได้ เช่น
- โรคหัวใจและหลอดเลือด อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น หัวใจห้องล่างเต้นพลิ้วหรือหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะชนิดรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง รวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่อาการแย่ลงอย่างรวดเร็วจนระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว และอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันขณะหลับ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับ การหยุดหายใจซ้ำ ๆ ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงและเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงระหว่างนอนหลับได้
- โรคลมชัก ในผู้ป่วยโรคลมชัก จะมีภาวะที่เรียกว่า SUDEP (Sudden Unexpected Death in Epilepsy) ซึ่งเป็นการเสียชีวิตกะทันหันที่ยังไม่สามารถระบุกลไกได้อย่างแน่ชัดในทุกราย โดยมักมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการชัก และพบได้บ่อยในช่วงกลางคืนหรือขณะนอนหลับ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการหายใจและการทำงานของหัวใจ
- โรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก หากเกิดความเสียหายรุนแรงในสมองหรือก้านสมอง ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการทำงานสำคัญของร่างกาย เช่น การหายใจและการไหลเวียนโลหิต ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความผิดปกติของเกลือแร่หรือยา ค่าโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในร่างกายผิดปกติ หรือการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบไฟฟ้าของหัวใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
- โรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น กลุ่มอาการ Brugada หรือ long QT syndrome ผู้ป่วยบางรายอาจไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีโรคจนเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
- กลุ่มอาการไหลตาย หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome (SUNDS) เป็นคำที่ใช้เรียกการเสียชีวิตกะทันหันระหว่างนอนหลับโดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจนแม้ผ่านการตรวจทางการแพทย์ พบมากเป็นพิเศษในผู้ชายวัยหนุ่มถึงวัยกลางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลายคนก่อนเสียชีวิตดูมีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวที่ทราบมาก่อน ปัจจุบันพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะโรค Brugada syndrome มีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในกลุ่มนี้อย่างมาก และความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิดอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะสามารถระบุสาเหตุหรือพบความผิดปกติทางพันธุกรรมได้
การตรวจสุขภาพประจำปี สำคัญมากนะ
หลายคนอาจคิดว่าการเดินเข้าออกโรงพยาบาลให้น้อยที่สุดเป็นเรื่องที่ดี ถ้าไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรมากมายก็ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล และมักจะไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเท่านั้น โดยที่อาจจะลืมคิดไปว่าสุขภาพภายนอกที่ดูปกติแข็งแรงดี สุขภาพภายในนั้นอาจไม่ได้ดีอย่างที่เห็น หรือบางทีคนเราก็อนุมานไปเองว่าตัวเองแข็งแรงดี เพราะทุกอย่างยังดูปกติ ทั้งที่ความจริงแล้วคือการมองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ต่างหาก ซึ่งการมองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ นี่เองที่มักถูกตีความว่าเป็นเพียงการเจ็บป่วยเล็กน้อยในวันที่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น กรณีแบบนี้มีหลายรายทีเดียวที่มาตรวจพบโรคร้ายเจอในวันที่สายไป ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการหนักแล้วค่อยไปหาหมอ อย่ารอให้ถึงขั้นไม่ไหวแล้วค่อยคิดไปตรวจ พึงระลึกไว้เสมอว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บนั้น “การรักษา ยากกว่าการป้องกัน” หากเรารู้เร็ว ก็จะวางแผนการรักษาได้ไว มีโอกาสหายกลับมาเป็นปกติ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ด่วนจากไปก่อนวัยอันควร การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ ดังนี้
- ป้องกันหรือคัดกรองโรคและภาวะผิดปกติในร่างกาย โรคบางโรคสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ การตรวจสุขภาพเบื้องต้นอาจทำให้เราพบเจอความผิดปกติบางอย่างที่อาจเป็นสารตั้งต้นของโรคร้ายแรง เมื่อเจอความผิดปกติเล็กน้อย แพทย์อาจให้คำแนะนำในการไปตรวจเฉพาะทาง เพื่อหาวิธีป้องกันหรือชะลอความเสื่อม โดยมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด
- ถ้าต้องต่อสู้กับโรคร้าย นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้เราตรวจพบโรคก่อนที่จะแสดงอาการหรือพบในระยะลุกลาม ช่วยให้เราวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ วางแผนดูแลตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ และบรรเทาความรุนแรงของโรคในระหว่างการรักษา
- ลดอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการเสียชีวิต
โปรแกรมการตรวจสุขภาพของคนทั่วไป
เมื่อประสงค์จะตรวจสุขภาพ จะมีรายการตรวจสุขภาพโดยรวมเบื้องต้น หรือการตรวจแบบ comprehensive ว่าต้องตรวจอะไรบ้างเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด สำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งจะประกอบด้วย
- การตรวจร่างกายทั่วไป แพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดของคนในครอบครัว ประวัติอาการต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ร่วมกับการตรวจเบื้องต้น เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาดัชนีมวลกาย ประกอบกับการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ จะช่วยให้สามารถเห็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดโรคและแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ประเมินความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบอกถึงสภาวะผิดปกติเช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) เพื่อประเมินความเสี่ยงและคัดกรองโรคเบาหวาน
- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อดูระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดีและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
- ตรวจระดับกรดยูริก เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
- ตรวจการทำงานของไต เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่าครีเอตินิน ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ และ ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นค่าของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
- ตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจดูความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี โดยตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่าง ๆ ในเลือดเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน
- ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์จากระดับฮอร์โมนในเลือด
- ตรวจไวรัสตับอักเสบ โดยไวรัสตับอักเสบบีจะสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้แก่การตรวจ HBsAb ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้โดยตรวจ Anti-HCV
- ตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง ได้แก่ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ในสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี และตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) ในสุภาพบุรุษทุกช่วงวัย
- ตรวจปัสสาวะ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะเช่น โรคเบาหวาน
- ตรวจอุจจาระ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหารเบื้องต้น เช่น ภาวะการอักเสบติดเชื้อในลำไส้ พยาธิ รวมถึงตรวจหาภาวะเลือดปนในอุจจาระซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งทางเดินอาหาร
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติเช่นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติในช่องทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ วัณโรค และโรคต่าง ๆ ของปอด
- ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงและต่อมลูกหมากในผู้ชาย
- ตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงต่อภาวะต้อหิน
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม สำหรับสุภาพสตรี โรคมะเร็งปากมดลูก เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือ 3 ปีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก (ขึ้นกับว่าเวลาใดถึงก่อน) หลังจากนั้นทำการตรวจทุก 1-2 ปี ส่วนโรคมะเร็งเต้านม เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ในทุก 3 ปี โดยความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังนั้น สตรีที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมพร้อมอัลตราซาวนด์เต้านมทุก 1-2 ปี
รายการตรวจต่าง ๆ เหล่านี้ เหมาะกับกลุ่มคนวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี และสำหรับการตรวจสุขภาพในผู้สูงอายุ อาจมีการตรวจบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) เพื่อทดสอบการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกายโดยการเดินสายพาน จะช่วยให้ทราบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ หรือสุภาพสตรีในวัย 55 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกช่วงกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพกเพิ่ม เป็นต้น
รายการการตรวจร่างกายของสิทธิประกันสังคม
สิทธิของแรงงานในระบบ “ประกันสังคม” ที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือนนั้น สำนักงานประกันสังคมก็ได้มอบสิทธิ์ในการตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม โดย “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ซึ่งการตรวรสุขภาพประกันสังคมนี้ เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ตามนโยบายของภาครัฐและกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ใช้แรงงานได้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เนื่องจากคนวัยทำงานนั้นถือเป็นวัยที่มีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานประกันสังคมจึงให้ความสำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเชิงรุก มีบริการสำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพกับสำนักงานประกันสังคมได้ฟรี ซึ่งผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว
สำหรับการตรวจสุขภาพประกันสังคมนี้ จะมีรายการตรวจสุขภาพครอบคลุม 14 รายการโรคกลุ่มเสี่ยง ก็เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อดูปัจจัยเสี่ยง ป้องกัน และวางแผนรักษาหากพบความผิดปกติ ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับการบำบัดตั้งแต่ระยะแรก
การตรวจร่างกายทั่วไป
- การคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test สำหรับผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข สำหรับผู้ที่อายุ 30-39 ปี ตรวจทุก 3 ปี ผู้ที่อายุ 40-54 ปี ตรวจทุกปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเหมาะสมหรือมีความเสี่ยง
- การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์ สำหรับผู้ที่อายุ 40-54 ปี ตรวจ 1 ครั้ง และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี
- การตรวจตาด้วย Snellen eye Chart สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1 ครั้ง/ปี
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC สำหรับผู้ที่อายุ 18-54 ปี ตรวจ 1 ครั้ง และผู้ที่อายุ 55-70 ปี ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- ปัสสาวะ UA สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
การตรวจสารเคมีในเลือด
- น้ำตาลในเลือด FBS สำหรับผู้ที่อายุ 35-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- การทำงานของไต Cr สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- ไขมันในเส้นเลือดชนิด Total & HDL cholesterol (เพื่อหาความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรค NCDs อาทิ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน) สำหรับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 5 ปี
การตรวจอื่น ๆ
- เชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAg สำหรับผู้ที่เกิดก่อน พ.ศ.2535 ตรวจ 1 ครั้ง
- มะเร็งปากมดลูก หรือ Pap Smear สำหรับผู้ที่อายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเหมาะสมหรือมีความเสี่ยง
- มะเร็งปากมดลูกวิธี Via สำหรับผู้ที่อายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 5 ปี และผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจ Pap Smear
- เลือดในอุจจาระ FOBT สำหรับผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง/ปี
- Chest X-ray สำหรับผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง
การใช้สิทธิตรวจสุขภาพตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สิทธิ 30 บาท)
สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค คือบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ อัตราป่วย/อัตราตาย ที่เป็นภาระโรคของประเทศและส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก บรรลุเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือน ซึ่งบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคทุกกลุ่มวัยเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี มีดังนี้
กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด
- ทดสอบการตั้งครรภ์
- ตรวจครรภ์และประเมินความเสี่ยง
- ตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวด์
- ตรวจเลือดคัดกรองภาวะซีด ซิฟิลิส เอชไอวี ตับอักเสบบี ธาลัสซีเมียและดาวน์
- ตรวจปัสสาวะ
- ฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยักและวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- ให้ยาบำรุงเสริมธาตุเหล็ก โฟลิกและไอโอดีน
- การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
- ตรวจช่องปากและฟัน ขัดและทำความสะอาดฟันรวมถึงการขูดหินน้ำลาย
- ประเมินสุขภาพจิต
- ตรวจหลังคลอดและคุมกำเนิด
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สมุดบันทึกสุขภาพ
- การคัดกรองธาลัสซีเมีย รวมทั้งการคัดกรองธาลัสซีเมียในคู่ของหญิงตั้งครรภ์
กลุ่มเด็กเล็ก อายุ 0-5 ปี
- ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค ตับอักเสบบี บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไข้หวัดใหญ่ และไข้สมองอักเสบเจอี
- ตรวจเลือดคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ (โรคเอ๋อ) โรคฟีนิลคีโตนูเรีย และโรคทางพันธุกรรมเมตาบอลิกภาวะซีดการติดเชื้อเอชไอวี
- ตรวจคัดกรองการได้ยิน
- ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงเพื่อติดตามการเจริญเติบโต
- ตรวจคัดกรองพัฒนาการ
- ตรวจคัดกรองวัณโรค (กลุ่มเสี่ยง)
- ตรวจช่องปากและฟัน เคลือบฟลูออไรด์
- การให้ยาไทรอกซินป้องกันภาวะพร่องไทรอยด์
- ยาบำรุงเสริมธาตุเหล็ก
- ยาต้านไวรัสเอชไอวี
- สมุดบันทึกสุขภาพ/บันทึกพัฒนาการ
- แว่นตาหากมีภาวะสายตาผิดปกติ
กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น อายุ 6-24 ปี
- ฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก
- ฉีดวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูก (สำหรับนักเรียนหญิง ป.5)
- ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงเพื่อติดตามการเจริญเติบโต
- ตรวจเลือด คัดกรองภาวะซีด เอชไอวี
- ตรวจวัดความดันโลหิต
- ตรวจคัดกรองสายตาและการได้ยิน
- คัดกรองความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่/สุรา/สารเสพติด
- ตรวจคัดกรองวัณโรค
- ตรวจช่องปากและฟัน เคลือบฟลูออไรด์และหลุมร่องฟัน
- การให้ยาบำรุงเสริมธาตุเหล็กและโฟลิก
- แว่นตาหากมีภาวะสายตาผิดปกติ (สำหรับอายุ 6-12 ปี หรือนักเรียน ป.1-ป.6)
- การป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การคุมกำเนิด
- การให้คำปรึกษาแนะนำการป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส
กลุ่มผู้ใหญ่ อายุ 25-59 ปี
- ฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก
- ตรวจวัดความดันโลหิต
- ตรวจเลือดคัดกรองเบาหวาน เอชไอวี
- คัดกรองความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่/สุรา/สารเสพติด
- คัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ตรวจคัดกรองวัณโรค มะเร็งช่องปาก
- ตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม
- คัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- ตรวจอุจจาระคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (50-70 ปี)
- เคลือบฟลูออไรด์
- การให้ยาบำรุงเสริมธาตุเหล็กและโฟลิก
- การป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิด
- การให้ความรู้ตรวจเต้านมด้วยตนเอง
- การให้คำปรึกษาแนะนำการป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส
กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก
- ตรวจประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL)
- ตรวจวัดดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต
- ตรวจเลือดคัดกรองเบาหวาน เอชไอวี
- คัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
- คัดกรองโรคซึมเศร้า
- การคัดกรองวัณโรค มะเร็งช่องปาก
- ตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม
- ตรวจอุจจาระคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (50-70 ปี)
- การเคลือบฟลูออไรด์
- การให้ความรู้ออกกำลังกายและฝึกสมองป้องกันโรคสมองเสื่อม
- การให้ความรู้ตรวจเต้านมด้วยตนเอง
- การตรวจวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน
- การให้คำปรึกษาแนะนำการป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส
นอกจากนี้ยังมีบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 และสายด่วนสุขภาพจิต 1323 สำหรับทุกกลุ่มวัย
โรคภัยไข้เจ็บหลายโรคสามารถแฝงอยู่ในตัวเราได้นานโดยที่ไม่แสดงอาการเบื้องต้นออกมาให้เรารู้ตัว จนอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเรา “หลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก” ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าก็คือ บ่อยครั้งที่ตัวผู้เสียชีวิตเองไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโรคมาก่อนด้วยซ้ำ อีกทั้งคนใกล้ชิดก็ไม่รู้มาก่อนว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว จึงใช้ชีวิตไปตามปกติโดยที่ไม่ได้ระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษ การตรวจสุขภาพประจำปี จึงช่วยให้เราได้ทราบความเสี่ยงของสุขภาพ และสามารถวางแผนดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องในทุก ๆ การใช้ชีวิต






























