ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้เดินทางไปยัง TOYOTA ALIVE ย่านบางนา พูดคุยกับตำนานผู้คร่ำหวอดในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยมาทุคยุคสมัย เจ้าของฉายา Mad Cow หรือ วัวบ้า “คุณณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ” ผู้เป็นตำนานนักบิดจักรยานยนต์และตำนานนักขับรถยนต์ ที่จะมาย้อนเส้นทางจุดเริ่มต้นในสายมอเตอร์สปอร์ต ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักบิดสองล้อโมโตครอสสู่สองล้อทางเรียบ กระทั่งผันตัวมาขับรถยนต์สี่ล้อ และยังคงเติมแต่งหน้าประวัติศาสตร์อยู่ในสนามมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของการเป็น “วัวบ้า”
พี่วัวเริ่มต้นเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต จากการเป็นนักบิดจักรยานยนต์ทางฝุ่น (มอเตอร์ไซค์วิบาก) หรือที่เรียกกันว่า โมโตครอส (Motocross) โดยเริ่มขี่จักรยานยนต์ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี และเริ่มลงสนามแข่งขันจริงจังตอนอายุ 13 ปีเท่านั้น ส่วนที่มาของฉายา “วัวบ้า” ได้มาช่วงที่อายุประมาณ 15-16 ปี หลังจากลงแข่งโมโตครอสได้ 2-3 ปี พี่วัวก็เริ่มฉายแววความบ้า ด้วยความคิดแบบเด็กวัยรุ่นที่ชอบมองข้ามขั้น เช่น ในการแข่งโมโตครอส เวลาที่นักบิดเจอเนินดินสูง คนปกติเขาจะบังคับรถกระโดดข้ามทีละลูก ๆ แต่เด็กอย่างพี่วัวกลับคิดว่าจะกระโดดทีละลูกไปทำไม ในเมื่อเราสามารถกระโดดข้ามทีเดียวสองลูกให้มันจบ ๆ ทีเดียวเลยได้ พอทำแบบนั้นบ่อย ๆ เข้า คนเลยมองว่าพี่วัว “บ้าดีเดือดดี” ชอบทำอะไรที่ชาวบ้านไม่ทำกัน จึงพากันตั้งฉายาให้ว่า “วัวบ้า”
ซึ่งเมื่อถามถึงประสบการณ์ในการลงแข่งกับนักแข่งรุ่นพี่ พี่วัวเล่าว่าในยุคนั้นจะมีรุ่นพี่อย่าง คุณจอห์น อิสรัมย์, คุณอดิเรก แซ่ลิ้ม, คุณหมู ข้าวหลามตัด (อภินันท์ แก้วอุดม) และอีกหลาย ๆ ท่าน โดยที่พี่วัวมองรุ่นพี่เหล่านี้ว่าเป็นไอดอลของตัวเอง ด้วยความคิดที่อยากจะไปอยู่จุดเดียวกับพี่ ๆ เหล่านี้ในฐานะของนักแข่งอาชีพเหมือนกัน ซึ่งในเวลานั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักแข่งอาชีพคืออะไร เพียงแต่อยากลองดู เลยเข้าไปขอโอกาสและความช่วยเหลือจากรุ่นพี่นักแข่งอาชีพ เนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมาย มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่พวกพี่ ๆ ให้โอกาส
ไม่เพียงเท่านั้น พี่วัวเองยังเคยได้เบียดและขับเคี่ยวกับ คุณคริสมาส วิไลโรจน์ (คุณพ่อของฟิล์ม-รัฐภาคย์) ซึ่งในเวลานั้นตัวเขาเป็นรุ่นพี่ พี่วัวได้ลงแข่งตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ แต่มักเสียเปรียบตรงที่สรีระของเขาที่ตัวเล็กกว่าคนอื่น ๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องแรงปะทะเวลาเบียดแข่งกัน จากนั้นมาพี่วัวก็เลยพยายามสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นแต่มันก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก ดังนั้น เวลาลงแข่งขันไม่ว่าจะกับใครก็ตามก็จะเสียเปรียบตรงนี้เสมอ
เจ็บตัวหนัก ถึงขั้นเฉียดตายมาแล้วหลายรอบ!
นักรบย่อมมีบาดแผล! เสำหรับพี่วัวการบาดเจ็บเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วสำหรับนักแข่ง เพียงแต่มันจะเจ็บน้อยเจ็บมากแค่ไหนก็เท่านั้น ส่วนตัว พี่วัวเคยผ่านการผ่าตัดจากอุบัติเหตุมาแล้วถึง 13-14 ครั้ง! ในครั้งที่หนักที่สุด พี่วัวแชร์ประสบการณ์ ว่าถ้าตอนนั้นเกิดตายไปก็คงจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ อุบัติเหตุในตอนนั้นเกิดขึ้นจากความอยากลอง เขาพยายามบังคับรถกระโดดข้ามหลาย ๆ เนินแต่ดันพลาด รถตกกระแทกพื้นอย่างแรงจนสลบไป และไม่รู้สึกตัวอีกเลย กระทั่งมาฟื้นที่โรงพยาบาลเนื่องจากสำลักเลือดออกมาทางปาก แต่เขาจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อย่างไรก็ดี อุบัติเหตุหนัก ๆ แต่ละครั้งก็มักเกิดขึ้นจากสาเหตุเดิม ๆ คืออยากกระโดดข้ามเนินหลาย ๆ เนินให้พ้นในทีเดียว แม้จะเจ็บตัวหลายครั้งก็ยังไม่เลิกนิสัยนี้
ถึงอย่างนั้น พี่วัวเล่าว่า ณ เวลานั้น เขารู้สึกกลัวและเสียใจ ยิ่งมีครั้งหนึ่งที่แม่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล เมื่อเห็นแม่น้ำตาไหล ด้วยความสงสารแม่ จึงหลุดปากบอกแม่ไปว่า “เลิกแล้วแม่ ไม่เอาแล้ว” แต่…พอรักษาตัวหายดีก็กลับมาลงแข่งใหม่อีกครั้ง เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเฉียดตายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
การก้าวสู่ World Superbike ชิงแชมป์โลก
หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าพี่วัวเป็นนักแข่งไทยยุคแรก ๆ ที่ได้สิทธิ์ไปแข่ง World Superbike ชิงแชมป์โลก ซึ่ง ณ เวลานั้น พี่วัวสังกัดทีม Kawasaki โดยคุณปิติ มโนมัยพิบูลย์ คือผู้มีคุณูปการที่อยากจะพานักบิดไทยไปในระดับอินเตอร์ ตอนนั้นเขาก็เลยได้ตระเวนแข่งทั้งที่มาเลเซีย มาเก๊า และที่เนเธอร์แลนด์ ณ สนามอาสเซิน (Assen) โดยเป็นนักแข่งไทยที่คว้าแต้มสะสมแรกได้
จุดเปลี่ยนจากนักบิด 2 ล้อสู่นักขับรถยนต์ 4 ล้อ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่ไปแข่งรถจักรยานยนต์ที่สนามชาห์อาลัม (Shah Alam) ประเทศมาเลเซีย เผอิญว่าตอนนั้น “พี่อรรถ-สุทธิพงศ์ สมิตชาติ” (แห่ง Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ก็ไปแข่งรถยนต์ด้วย พอเห็นการแข่งรถยนต์ เขาจึงรู้สึกสนใจอยากลองแข่งบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี เลยเดินเข้าไปถามพี่อรรถด้วยตัวเองเองเลยว่า “ถ้าอยากแข่งรถยนต์ต้องทำยังไง” พี่อรรถเลยตอบมาคำเดียว สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “ไปซื้อรถ!”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่เข้าสู่วงการ 4 ล้อ พี่วัวยังไม่ได้อยู่กับทีม Toyota แต่เริ่มเข้าไปแข่งในทีม Panasonic Singha โดยใช้รถ Honda ต่อมาก็ย้ายมาสังกัดทีม Benz AMG แล้วค่อยได้มาร่วมงานกับพี่อรรถในภายหลัง โดยเริ่มจากลงแข่งรุ่น One Make Race ก่อน ซื้อ Mazda Astina, Toyota Hilux หรือ Toyota Soluna มาแข่งเอง กระทั่งได้มาลงเอยกับพี่อรรถกับทีม Toyota
การได้มาร่วมงานกับ Toyota Gazoo Racing Team Thailand ถือเป็นพรหมลิขิตสำหรับพี่วัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงเอยกัน ในเวลานั้นพี่วัวออกจากทีม Benz AMG พอดี ประกอบกับพี่อรรถกำลังหานักแข่งอยู่ จึงชวนมาร่วมทีม ทว่าช่วงแรกก็ยังกระท่อนกระแท่นอย่างมาก ด้วยความที่พี่วัวเคยอยู่ทีมที่มีความพร้อมในระดับหนึ่งมาก่อน จากนั้นก็ย้ายไปทีมที่มีความพร้อมมากขึ้น แล้วก็ต้องมาเริ่มใหม่ เขาใช้เวลาลองผิดลองถูกและเซ็ตระบบร่วมกันกับพี่อรรถอยู่หลายปีกว่าจะลงตัว จนเริ่มประสบความสำเร็จช่วงปี 1998-1999
ส่วนฉายา Mad Cow ที่แม้จะเปลี่ยนจาก 2 ล้อมาสู่ 4 ล้อ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงดุดันและบ้าเหมือนเดิม เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบการบ้าออกไป เช่น จังหวะการแซง การควบคุมรถ การแก้ไขอาการรถ สิ่งเหล่านี้จะมีสไตล์เฉพาะบุคคลอยู่แล้ว และตัวเขาเองต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ
เปรียบเทียบสนามแข่งที่ไทยกับต่างประเทศ
สำหรับพี่วัว ซึ่งเติบโตมาในยุคสนามมาตรฐานแห่งแรกอย่างสนามพีระ เซอร์กิต ก่อนจะได้สัมผัสกับสนามมาตรฐานแห่งใหม่อย่าง “สนามช้างฯ บุรีรัมย์” พี่วัวบอกว่าเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะสมัยก่อนไทยมีแค่สนามพีระฯ เท่านั้น นั่นทำให้เขาเริ่มวิเคราะห์ว่าทำไมสนามแข่งในประเทศไทยถึงเล็กกว่าสนามแข่งต่างประเทศ (ตอนที่ยังไม่มีสนามช้างฯ) หรือทำไมนักแข่งต่างชาติถึงเก่งกว่านักแข่งบ้านเรา แล้วพี่วัวก็ได้คำตอบว่า นักขับไทยจะเก่งในสนามเล็ก ๆ ที่โค้งแคบ ๆ เล็ก ๆ แต่พอไปเจอสนามใหญ่ที่มีโค้งความเร็วสูง กลายเป็นว่าเสียเปรียบนักแข่งต่างชาติไปเลย มันเป็นเพราะจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน ที่สำคัญ ที่ต่างประเทศจะมีโรงเรียนสอนขับรถแข่งโดยเฉพาะที่เปิดกันเป็นเรื่องเป็นราว มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และให้พื้นฐานที่แน่นมากตั้งแต่เริ่มต้นขับรถเลย
ซึ่งมันเป็นอะไรที่แตกต่างจากยุคสมัยของเขาอย่างสิ้นเชิง ที่ทุกอย่างมันมีแต่ความดิบไปหมด ทั้งรถที่ต้องมาปรับจูนเอง การขับขี่ก็ต้องอาศัยลูกบ้าของตัวเอง ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาช่วยทั้งนั้น ส่วนใหญ่ที่ทำคือใช้วิธีครูพักลักจำ หาความรู้เอาเอง เรียนรู้เอาเอง ดิจิทัลไม่มี ขนาดยอมบากหน้าเข้าไปถามรุ่นพี่ ก็ไม่ค่อยมีใครเขาบอกสูตรกัน
ประสบการณ์สนามโหด Nürburgring 24 ชั่วโมง ที่เยอรมนี ไฮไลต์สำคัญในชีวิตนักขับ
ย้อนไปในวันนั้นที่ได้ไปแข่งที่สนาม Nürburgring พี่วัวเริ่มจากศูนย์ และพี่อรรถได้เตือนไว้ ว่าการที่ออกไปแข่งในตอนนั้น เราไม่รู้อะไรเลย ทำได้แค่เตรียมตัวให้ดีที่สุด เตรียมรถ เตรียมความพร้อมของตัวเอง หรือเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ อย่างเช่นเอกสาร การเดินทาง การกินการอยู่ การซ้อม การเซ็ตรถ ก็ให้หาข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อมเท่านั้นพอ แต่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะชนะใน 1-2 ปีแรกที่ลงแข่ง ขอแค่ขับให้จบการแข่งขันโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ ไม่เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันร้ายแรง เป้าหมายคือเพื่อเรียนรู้สนามก่อน จากนั้นนำมาปรับปรุงพัฒนาใช้ จนกระทั่งค่อย ๆ ดีขึ้น และประสบความสำเร็จในภายหลัง
ส่วนในด้านความรู้สึกในสนาม Nürburgring ซึ่งมันเป็นสนามที่ลงแข่งรวมกันทุกรุ่น ไม่มีการแบ่งคลาสรถ ทำให้พี่วัวรู้สึกกลัวรถคลาสใหญ่อย่าง GT3 มาก กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เพราะรถรุ่นนั้นมีเยอะและวิ่งเร็วมาก อีกทั้งเวลามาทีก็มากันเป็นกลุ่มใหญ่ จึงต้องพยายามศึกษาวิธีการแข่งอย่างปลอดภัยทั้งสำหรับตัวเองและสำหรับพวกเขาด้วย และจริง ๆ มันก็มีกฎเกณฑ์อยู่ว่า “จงเคารพซึ่งกันและกัน” คือรถช้าต้องให้ทางรถเร็ว รถเร็วต้องเคารพรถช้า ดังนั้น จะไปขับมั่วซั่วไม่ได้ ถ้าอยู่ในไลน์อยู่แล้ว ให้ให้สัญญาณไฟเลี้ยวพร้อมกับรักษาไลน์ของตัวเองไว้ แล้วเดี๋ยวพวกเขาจะขับแซงไปเอง
ยืนยันหนักแน่นในวัย 63 ปี “ยังไม่คิดรีไทร์”
มาจนถึงปัจจุบัน “พี่วัว-ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ” ยังคงลงสนามแข่งอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อมวลชนมักเรียกเขาว่า “นักขับมือเก๋า” ซึ่งในปี 2026 นี้พี่วัวมีอายุ 63 ปี ใช้เวลาอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาแล้วถึง 50 ปี และปัจจุบันยังคงลงแข่งขันในระดับชิงแชมป์ประเทศไทย โดยพี่วัวยังคงยืนยันในจุดยืนของตัวเอง ว่าตราบใดที่ยังรัก ยังชอบ ยังมีแพชชัน ยังทำไหว และผู้ใหญ่ยังให้โอกาสสนับสนุน เขาก็จะทำต่อไป จะยังคงลงสนามแข่ง จะไม่ลืมบุญคุณที่ทางผู้ใหญ่ให้โอกาส และจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนโอกาสที่ได้รับมา จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัวหรือร่างกายไม่ไหวจริง ๆ ถึงเวลานั้นก็จะไม่ฝืนสังขารตัวเองแน่นอน
อย่างไรก็ตาม พี่วัวเองก็ยอมรับว่าตอนนี้การขับรถของเขานั้นอาจจะไม่ได้ขับเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ แต่เขาจะเน้นใช้ประสบการณ์ที่มีมากกว่าอย่างมากมาย ในการฝ่าฟันและเอาตัวรอดเพื่อพารถเข้าเส้นชัยให้ได้ โดยพี่วัวมองว่าทุกคนคือนักกีฬาที่เข้ามาสู้กันในเกมเดียวกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่พี่วัวยังคงยืนยันอยู่กับตัวเองคือ “การเอาชนะใจตัวเอง” ให้ได้
เรียกได้ว่า Pump Speed เทปนี้ ได้พาทุกคนย้อนวันวานไปกับนักบิดและนักขับระตำนานที่อาจจะพูดได้ว่า “ร่วมสมัย” กับคุณผู้ชมหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ รวมถึงอาจจะเป็น “นักแข่งอัจฉริยะ” สำหรับชายไทยหลายคนในเวลานั้นด้วย และปัจจุบัน พี่วัวยังคงเป็นตำนานที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในสนามแข่ง ผู้มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่มีความสุขอยู่ในสนาม สมกับที่เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างแท้จริง





























