คนไทยกับความมีน้ำใจนั้นเป็นของคู่กัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เวลาเกิดอุบัติเหตุ รถชน กำแพงถล่ม ต้นไม้หัก เสาไฟฟ้าล้ม หรือมีสิ่งก่อสร้างอื่นใดก็ตามล้มทับผู้ประสบภัย เราจะเห็นภาพพลเมืองดีที่อยู่บริเวณนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแทบจะทันที อาจเป็นพี่วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ แม่ค้าพ่อค้า หรือแม้แต่คนเดินถนนด้วยกัน ใครปฐมพยาบาลได้ ทำ CPR เป็นก็ทำไป เหล่าชายฉกรรจ์หน้าโหดแต่อยู่ในโหมดน้ำใจประเสริฐทั้งหลายจะรวมตัวช่วยกันยกของหนักออก หรือช่วยดึงผู้บาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุทันที เพื่อให้คนเจ็บหลุดพ้นจากความทรมานให้เร็วที่สุด
นั่นคือสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ เห็นคนเดือดร้อนก็เข้าไปช่วย จนอาจเรียกได้ว่าน้ำใจของคนไทยนั้นอยู่ใน DNA เลยก็ว่าได้ ไม่มีใครอยากจะกลายเป็นฮีโร่หน้ากล้องให้คนชื่นชม เพียงแต่ไม่สามารถทนยืนเฉย ๆ ดูคนเจ็บร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือได้ ในนาทีนั้นใครทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ ด้วยความเชื่อที่ว่ายิ่งช่วยได้เร็วก็ยิ่งมีโอกาสรอดสูง ทว่าสิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังขาด คือความรู้ด้านการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้ในบางสถานการณ์ “ความหวังดีที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ” อาจกลายเป็นสิ่งที่เร่งให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตเร็วขึ้นก็ได้ เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?
เพราะในมุมของการแพทย์ฉุกเฉิน ความหวังดีที่ขาดความรู้ บางครั้งก็อันตรายต่อผู้บาดเจ็บมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะกรณีที่ผู้บาดเจ็บถูกของหนักทับร่างกายเป็นเวลานาน (โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป) แม้ว่าตอนที่ร่างกายถูกทับอยู่ ผู้บาดเจ็บอาจจะยังพูดจาได้ปกติ หรือยังดูมีสติดีอยู่ จึงทำให้คนที่เข้ามาช่วยเหลือยิ่งเข้าใจว่าต้องรีบช่วยนำผู้บาดเจ็บออกมาให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าในกรณีนี้ ยิ่งพยายามจะช่วยเหลือเร็วเท่าไร ผู้บาดเจ็บก็ยิ่งเสี่ยงกลายเป็นผู้เสียชีวิตเร็วขึ้นเท่านั้น! การปล่อยให้ผู้บาดเจ็บถูกทับอยู่แบบนั้นไปก่อน และโทรเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้เร็วที่สุด เพื่อให้คนเจ็บได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี จะปลอดภัยกว่า
ดังนั้น ย้ำอีกครั้งว่าการช่วยเหลือคนเจ็บที่ถูกของหนักทับอยู่เป็นเวลานาน ไม่สามารถทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาล และไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ ความหวังดีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม และอาจเป็นสาเหตุให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตโดยไม่ตั้งใจ
ทำความเข้าใจ ภาวะกล้ามเนื้อถูกกดทับ (Crush Syndrome)
เมื่อมีคนห้ามว่าอย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายทั้งของหนักและคนเจ็บ หลายคนอาจมีความคิดเห็นประมาณว่า “ก็เห็นเขาโดนทับอยู่ จะปล่อยไว้ได้ยังไง? ต้องรีบยกของออกสิ เขาจะได้หายใจออก เลือดจะได้ไหลเวียน” และยิ่งโดนห้ามไม่ให้ช่วยเหลือคนเจ็บที่กำลังร้องขอความช่วยเหลืออยู่นั้น มันก็ยิ่งขัดกับสัญชาตญาณความหวังดีของคนไทยสุด ๆ ที่เมื่อเห็นคนเดือดร้อน เรามักจะพุ่งเข้าไปช่วยทันที โดยที่ไม่รู้เลยว่าการถูกห้ามไม่ให้เคลื่อนย้ายทั้งสิ่งของที่ทับตัวคนเจ็บอยู่และตัวคนเจ็บเอง เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วในหลักการปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกของหนักหล่นทับเป็นเวลานาน
นั่นก็เพราะ การยกหรือดึงของหนักที่ทับตัวผู้บาดเจ็บอยู่ออกกะทันหันหลังจากทับอยู่เป็นเวลานาน ผู้บาดเจ็บอาจเผชิญภาวะที่เรียกว่า “Crush Syndrome” หรือ ภาวะบาดเจ็บจากการถูกกดทับเป็นเวลานาน ซึ่งอันตรายถึงชีวิต!
ในทางการแพทย์ เมื่อร่างกายมนุษย์ (โดยเฉพาะแขนหรือขา) ถูกวัตถุที่มีน้ำหนักมากกดทับเป็นเวลานาน (ปกติคือตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือบางกรณีอาจแค่ 20-30 นาที หากน้ำหนักทับรุนแรง) จะเกิดสิ่งร้ายแรงขึ้นตามลำดับดังนี้
- กล้ามเนื้อขาดเลือดและตาย ร่างกายส่วนที่ถูกทับจะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง เซลล์กล้ามเนื้อจะเริ่มตายและแตกสลาย
- เกิดการสะสมของสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อตาย มันจะปลดปล่อยสารภายในเซลล์ออกมา ซึ่งในภาวะนี้จะกลายเป็น “สารพิษ” ต่อร่างกาย ได้แก่ โพแทสเซียม (Potassium) และไมโอโกลบิน (Myoglobin – โปรตีนในกล้ามเนื้อ) รวมถึงสารที่เป็นกรดจำนวนมาก กองรวมกันอยู่ตรงบริเวณที่ถูกทับ
- กระจายตัวเมื่อยกของออก ตราบใดที่ของหนักยังทับอยู่ สารพิษเหล่านั้นจะยังถูกบล็อกไว้อยู่บริเวณที่บาดเจ็บไม่ให้ไหลไปไหน แต่วินาทีที่เหล่าผู้มีน้ำใจยกของหนักออกด้วยความหวังดีโดยไม่มีการเตรียมพร้อม เลือดจะไหลกลับเข้าไปในบริเวณนั้น และนำเอาสารพิษจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่กระแสเลือดหลักของร่างกายอย่างรวดเร็ว
หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่ามันถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้เลยเหรอ คำตอบคือ ใช่! เพราะเมื่อสารพิษเหล่านั้นกระจายไปทั่วร่างกายด้วยเลือด สิ่งที่ตามมาจะรุนแรงและรวดเร็วมาก ผู้บาดเจ็บอาจจะ…
- หัวใจเต้นผิดจังหวะและหยุดเต้นเฉียบพลัน ระดับโพแทสเซียมที่ทะลักเข้าสู่หัวใจในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว จะไปรบกวนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและหยุดเต้นได้ในเวลาไม่กี่นาที (นี่คือเหตุผลที่บางคนตอนโดนทับอยู่ยังพูดคุยได้ดี ๆ แต่พอคนช่วยยกของออกจากร่างกายปุ๊บ กลับหมดสติและเสียชีวิตทันที)
- ไตวายเฉียบพลัน จากโปรตีนไมโอโกลบินในกล้ามเนื้อที่หลุดออกมา โปรตีนชนิดนี้มีโมเลกุลขนาดใหญ่ หากมันถูกส่งไปที่ไตจากการไหลเวียนของเลือด มันสามารถทำลายไตและไปอุดตันระบบกรองของไตอย่างรุนแรง ทำให้ไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะไม่ออก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
- ภาวะช็อกจากการเสียน้ำ ของเหลวในกระแสเลือดจะเคลื่อนเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนที่เสียหาย ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนลดลง ความดันตกฮวบอย่างรวดเร็ว และเกิดภาวะช็อก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทีมกู้ชีพมักจะต้องเตรียมเครื่องมือทางการแพทย์ อุปกรณ์ช่วยชีวิต ยา สารน้ำ และวางแผนการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ก่อนเคลื่อนย้ายสิ่งของออกจากตัวผู้บาดเจ็บ และเคลื่อนย้ายตัวผู้บาดเจ็บจากการถูกกดทับเป็นเวลานานสู่โรงพยาบาล
แล้ววิธีให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร?
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เจอเข้ากับสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ต้องทำในฐานะพลเมืองดี ไม่ใช่การเรียกรวมพลคนแถวนั้นให้ช่วยกันแสดงพลังงัดหรือยกของหนักออกจากตัวผู้บาดเจ็บ และอย่าตัดสินใจทำอะไรโดยพลการ แต่ต้องตั้งสติ หากไม่มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้
- ประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ก่อน หากยังมีความเสี่ยง เช่น อาคารกำลังถล่ม ไฟไหม้ หรือมีวัตถุอาจหล่นลงมา อย่าเพิ่งเข้าไปช่วยจนกว่าจะปลอดภัย
- โทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที พร้อมแจ้งลักษณะเหตุการณ์ แจ้งพิกัด และที่สำคัญที่สุด ต้องย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า “มีคนถูกของหนักทับ และทับมานานเท่าไรแล้ว” (เช่น ทับมาแล้ว 1 ชั่วโมง) เพื่อให้ทีมแพทย์กู้ชีพเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเฉพาะทางมา
- ห้ามยกวัตถุออกเอง ห้ามดึงตัวผู้บาดเจ็บออกมา (ยกเว้นมีภัยคุกคามเฉียบพลัน) ระหว่างรอทีมแพทย์กู้ชีพ ถ้าบริเวณนั้นไม่มีไฟไหม้ ไม่มีตึกกำลังจะถล่มซ้ำ หรือไม่มีระเบิด ให้คงวัตถุนั้นไว้ที่เดิม อย่าเพิ่งยกวัตถุที่ทับตัวคนออก หรือลากหรือดึงตัวคนเจ็บออกมาเด็ดขาด
- ช่วยเหลือเบื้องต้นในด้านอื่น ปฐมพยาบาลส่วนอื่นที่ทำได้ เช่น ห้ามเลือดตามบาดแผลที่สามารถเข้าถึงได้ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนทับ คอยเช็ดหน้า ชวนผู้บาดเจ็บคุยเพื่อให้กำลังใจ ให้คนเจ็บมีสติและไม่ตื่นตระหนก หาผ้าห่มมาคลุมให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เฝ้าสังเกตการหายใจและระดับความรู้สึกตัว โดยหลีกเลี่ยงการขยับร่างกายโดยไม่จำเป็น
- รอให้ทีมแพทย์จัดการ เมื่อทีมแพทย์กู้ชีพมาถึง เขาจะไม่ยกของออกทันทีเช่นกัน แต่แพทย์อาจ เปิดเส้นเลือดเพื่อส่งน้ำเกลือในปริมาณมาก หรือให้ยาตามความเหมาะสม เพื่อรับมือกับภาวะแทรกซ้อน ก่อนประเมินอาการ จากนั้นจึงจะประสานงานกับกู้ภัยเพื่อยกวัตถุนั้นออกและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นหากผู้บาดเจ็บกำลังอยู่ในอันตรายที่คุกคามชีวิตทันที เช่น
- อาคารกำลังจะถล่มซ้ำ
- เกิดไฟไหม้
- มีควันพิษ
- น้ำกำลังท่วม
- มีความเสี่ยงระเบิด
การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากจุดอันตรายอาจมีความจำเป็น เพราะหากปล่อยไว้ ผู้บาดเจ็บอาจเสียชีวิตจากอันตรายอื่นที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากสถานการณ์รอบข้างปลอดภัยดี การยกของหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมแพทย์กู้ชีพที่มีอุปกรณ์และความพร้อมในการรับมือกับภาวะแทรกซ้อนของผู้บาดเจ็บ
การช่วยชีวิต ไม่ใช่แค่มีน้ำใจ แต่ต้องมีความรู้
คนไทยมีน้ำใจเสมอ เมื่อเห็นคนเดือดร้อนก็มักจะรีบเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และน่าชื่นชมในความตั้งใจดี กับหัวใจที่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ในเหตุฉุกเฉิน ความหวังดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องไม่ได้หมายถึงการรีบทำทุกอย่าง แต่หมายถึงการรู้ว่า “ควรทำอะไร” และ “ไม่ควรทำอะไร” เพื่อให้ผู้บาดเจ็บปลอดภัยและมีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด
อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแค่กรณีผู้บาดเจ็บโดนวัตถุหนักหล่นทับเป็นเวลานาน แล้วห้ามเคลื่อนย้ายวัตถุออกหรือดึงตัวคนเจ็บออกมาโดยพลการ ยังมีกรณีที่คล้ายกันอีกหลายกรณี ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าต้องรีบทำเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ แต่จริง ๆ แล้วห้ามทำเด็ดขาด เพราะอันตรายมาก เช่น
- กรณีผู้บาดเจ็บมีวัตถุเสียบคาร่างกาย (มีด, ไม้, เหล็กเส้น) ห้ามดึงออกเด็ดขาด! เพราะวัตถุที่เสียบคาอยู่นั้น จะทำหน้าที่เป็น “จุกอุดบาดแผล” และช่วยกดทับเส้นเลือดใหญ่เอาไว้ไม่ให้เลือดทะลัก ตราบใดที่มันยังคาอยู่ เลือดจะไหลช้าลง แต่วินาทีที่มันถูกดึงออก จุกอุดจะหายไป เลือดพุ่งพรวดทันที และปลายแหลมของมันอาจจะไปบาดเส้นเลือดหรืออวัยวะภายในซ้ำสองตอนที่ดึงด้วย ทั้งนี้หลายคนอาจมีความเชื่อผิด ๆ ว่าเห็นคนโดนมีดแทงหรือเหล็กเสียบคาอก คาท้อง ต้องรีบดึงออก แผลจะได้โล่ง ปฐมพยาบาลสะดวก โดยวิธีที่ถูกต้อง คือปล่อยไว้อย่างนั้น หาผ้าสะอาดหนา ๆ มาประคองรอบ ๆ โคนวัตถุไม่ให้ขยับ พันผ้าล็อกไว้ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล ให้หมอไปดึงออกในห้องผ่าตัด
- คนมีแผลไฟไหม้/โดนน้ำร้อนลวก ห้ามเอาน้ำแข็งประคบ หรือทายาสีฟัน ความเชื่อเดิมคือ แผลมันร้อนและแสบมาก ต้องรีบหาน้ำแข็งมาโปะ หรือเอาของเย็น ๆ อย่างยาสีฟัน แป้งเย็น น้ำปลา มาทาเพื่อดับพิษร้อน ทว่าในความเป็นจริง น้ำแข็งมีความเย็นจัดเกินไป เมื่อเจอผิวที่โดนทำลายจากความร้อน เนื้อเยื่อจะช็อกจนเสียหายหนักกว่าเดิม และเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น ส่วนยาสีฟันหรือน้ำปลา จะไปเคลือบแผลทำให้ระบายความร้อนไม่ได้ แถมยังสกปรก หมอต้องมาขูดออกตอนทำความสะอาดแผล เจ็บเพิ่มขึ้นไปอีก โดยวิธีที่ถูกต้อง ให้ใช้น้ำสะอาดในอุณหภูมิห้อง (น้ำก๊อกเปิดไหลผ่านเรื่อย ๆ) ล้างแผลนานประมาณ 10-20 นาที เพื่อระบายความร้อนอย่างนุ่มนวล จากนั้นใช้ผ้าสะอาดคลุมแผลหลวม ๆ แล้วไปหาหมอ
- คนตกที่สูง/อุบัติเหตุรุนแรง ห้ามช่วยกันอุ้มหรือดึงตัวขึ้นมาทันที เจอคนพลัดตกต้นไม้ ตกตึก หรือถูกรถชนกระเด็นตกไปข้างทาง พลเมืองดีไม่ต้องรีบวิ่งไปอุ้ม หรือพยายามเคลื่อนย้ายไปไหน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าแรงกระแทกนั้นทำให้ กระดูกคอหรือกระดูกสันหลังของผู้บาดเจ็บหักหรือไม่ ตราบใดที่เขายังนอนนิ่ง ๆ กระดูกที่หักอาจจะยังไม่เคลื่อนตัว แต่ถ้ามีคนเข้าไปอุ้ม เกิดการขยับตัวผิดท่า กระดูกสันหลังที่หักอาจจะเคลื่อนไป “ตัดเส้นประสาทส่วนกลาง” ได้ ผลคือคนเจ็บอาจกลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต หรือถ้าโดนเส้นประสาทควบคุมการหายใจก็อาจจะหยุดหายใจตรงนั้นเลย วิธีที่ถูกต้อง ถ้าบริเวณนั้นปลอดภัย ไม่มีไฟไหม้หรือความเสี่ยงอื่น ให้บอกคนเจ็บว่า “ห้ามขยับตัว” คอยประคองล็อกช่วงหัวและคอเขาไว้นิ่ง ๆ ด้วยมือของเรา แล้วรอทีมกู้ชีพที่มีบอร์ดแข็งและคอลลาร์มาล็อกคอมาเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธี
ดังนั้น หลักการปฐมพยาบาลที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ “รีบทำทุกอย่าง” แต่คือ รู้ว่าเมื่อไรควรช่วย และเมื่อไรควรรอผู้เชี่ยวชาญ เพราะในเหตุฉุกเฉิน บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือการช่วยเหลือผิดวิธี!
ความมีน้ำใจของคนไทยเป็นสิ่งงดงาม แต่ในบางครั้ง การไม่รีบช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยตัวเอง แต่รีบโทรแจ้ง 1669 และรอทีมกู้ชีพมืออาชีพ ผู้ที่มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเป็นอย่างดี มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อม อาจเป็นการช่วยชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการลงมือช่วยด้วยสัญชาตญาณ เพราะในการแพทย์ฉุกเฉิน ความเร็วมีความสำคัญก็จริง แต่ “ความถูกต้อง” สำคัญยิ่งกว่า ปล่อยให้หน้าที่การเคลื่อนย้ายเป็นของทีมแพทย์ที่มีอุปกรณ์พร้อม และช่วยเหลือด้วยวิธีการที่ถูกต้อง คือสิ่งที่พลเมืองดีควรทำ ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยหรือช่วยไม่ได้ หากตระหนักดีแล้วว่าตนเองไม่มีความรู้มากพอที่จะช่วยได้อย่างปลอดภัย






























