ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้เปิดสนามต้อนรับตำนานนักบิดโมโตทูของไทยคนแรก! “ฟิล์ม-รัฐภาคย์ วิไลโรจน์” ผู้บุกเบิกเส้นทางความฝันของนักแข่งไทยบนเวทีเวิลด์กรังด์ปรีซ์แบบเต็มฤดูกาลคนแรกของไทย ที่จะมาเล่าย้อนเรื่องราวในวันวานถึงช่วงที่ยังต้องใช้ความมุ่งมั่นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งคว้าผลงานระดับโลกและกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ชื่อเสียงและผลงานในครั้งนั้นยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักแข่งรุ่นน้องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลานี้เขาจะแขวนหมวกและอำลาสนามแข่งสองล้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ชื่อของเขายังคงโลดแล่นอยู่ในวงการ กับเส้นทางและบทบาทใหม่ที่แตกต่างออกไป
ก้าวแรกของการเป็นนักบิดระดับโลก
ก้าวแรกของการเป็นนักบิดของชายที่ชื่อว่า “รัฐภาคย์ วิไลโรจน์” เริ่มต้นขึ้นจากการเป็นลูกชายของ “คุณพ่อคริสมาส วิไลโรจน์” นักบิดระดับตำนานของไทยและเอเชีย ผู้ซึ่งเป็นนักบิดไทยคนแรกที่ได้ไปสัมผัสเวทีระดับโลก เขาได้ลงแข่งขันกับทีมของคุณพ่อ และเห็นความสำเร็จของทีมมาโดยตลอด กระทั่งเขาได้มีโอกาสไปหาประสบการณ์ในต่างแดนที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 1-2 ปี เริ่มจากการแข่งขัน All Japan โดยได้สิทธิ Wild Card ลงแข่งที่สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น การที่ต้องขยับขึ้นไปขี่รถแข่งระดับ GP ซึ่งทำความเร็วได้สูงถึงเกิน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและตกใจมากเพราะไม่เคยขี่ความเร็วขนาดนี้มาก่อน ตอนแข่งที่ไทยกับทีมของคุณพ่อนั้น เขาใช้รถสี่จังหวะในการแข่งขัน (พวก Honda Nice, Tena, Sonic ยุค 125 ซีซี) ซึ่งทำความเร็วทางตรงได้ประมาณ 120-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
เขาเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่ลงแข่งขันในรายการ All Japan ณ สนามโมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ว่าต้องเจอกับนักบิดอย่าง ฮิโรชิ อาโอยาม่า, ยูกิ ทาคาฮาชิ และมาร์โก ซิมอนเชลลี โดยที่เขาเคยเจอนักแข่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว จากการศึกษาคู่แข่งและสนามด้วยการเล่นเกม PlayStation รายการ MotoGP ซึ่งเขาก็ไม่คาดคิดว่าในวันหนึ่งจะได้ลงสนามไปแข่งจริงกับตัวละครนักบิดในเกม เลยรู้สึกว่าต้องแข่งกับนักบิดเหล่านี้ให้ชนะในเกมให้ได้ก่อน
หลังจากลงแข่งด้วยสิทธิ Wild Card และคว้าแต้มมาได้ ทำให้เขาได้สิทธิ์แข่งขันเต็มฤดูกาล ในรุ่น 250 ซีซี ช่วงปี 2006-2007 ซึ่งได้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมอเตอร์สปอร์ตไทยในเวลานั้น กับการเป็นคนไทยคนแรกใน World GP นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทุกอย่าง เพราะต้องตระเวนแข่งที่ต่างประเทศ อีกทั้งยังต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ยุโรปเป็นหลัก เขาจึงย้ายไปอยู่กับทีม Stop and Go (SAG) ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยช่วงแรกมี “น้าบาน-สุทธิสาร แววสมณะ” เดินทางไปเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นหน้าใหม่ จึงต้องไปเรียนรู้และปรับตัวค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ เรื่องรถแข่ง และเรื่องสนามแข่งร่วมกัน ทว่าตัวเขานั้นเจอสถานการณ์ลักษณะนี้ค่อนข้างบ่อย เลยเน้นที่การเรียนรู้มากกว่าการปรับตัว
อย่างไรก็ดี เขาได้ให้ข้อสังเกตกับเหล่านักบิดรุ่นน้องว่า ถ้าอยากแข่งระดับ MotoGP จำเป็นที่จะต้องไปยุโรปให้เร็วที่สุด เพราะสนามแข่งขันระดับสูงส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ที่ยุโรปเป็นหลัก บรรยากาศเต็มไปด้วยการแข่งขันสูง และมีการผลักดันประชากรให้ขึ้นเป็นนักบิดอาชีพค่อนข้างมาก โอกาสและการผลักดันในยุโรปจึงมีต่อเนื่องกว่า อีกทั้งรายการการแข่งขันระดับโลกก็ไม่ได้มาจัดที่ไทยบ่อย มักจะอยู่แถบยุโรปเสียมากกว่า ดังนั้น ถ้าอยากไปใกล้ชิดกับบรรยากาศของ MotoGP ก็จำเป็นต้องพาตัวเองไปอยู่ที่นั่น แม้ว่าประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นการมี Academy มีรายการ Thailand Talent Cup มีการแข่งขันที่สมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) จัดขึ้นโดยดึงเยาวชนเข้ามาร่วม หรือการแข่งขันของสนามช้างฯ แต่โอกาสก็ยังน้อยกว่าที่ยุโรป
วินาทีพลาดโพเดียมประวัติศาสตร์ และความสำเร็จใน World Superbike
เขาได้แชร์หนึ่งในประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าวินาทีประวัติศาสตร์ คือจังหวะที่เบียดแย่งโพเดียมกับ ทอม ลูติ (Thomas Lüthi) ที่สนาม Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาเล่าว่าเขารู้ตัวตั้งแต่จังหวะออกสตาร์ตแล้วว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ได้โพเดียม โดยเขาพุ่งขึ้นไปนำในได้โค้งแรก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เขาสามารถขึ้นนำได้ตั้งแต่โค้งแรก เขาจึงพยายามรักษาตำแหน่งอยู่ในกลุ่มหัวแถวไว้ได้หลายรอบ ทว่าในรอบสุดท้ายที่โค้งสุดท้าย เขาเกิดอาการยั้งคิดและหวั่นใจขึ้นมา เพราะไม่เคยขึ้นมาอยู่กลุ่มหน้าขนาดนี้ มันเป็นการตัดสินใจที่จะไม่แซงทอม ลูติ เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น เนื่องจากเสี่ยงหลุดโค้งหรือรถล้ม ผลลัพธ์ก็คือเขาพลาดโพเดียมอันดับ 3 ไปอย่างน่าเสียดาย แต่นั่นก็ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดในชีวิตการแข่ง World GP ของเขาแล้ว
หลังจากจบพาร์ตการแข่ง World GP ที่ยังไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้ เขาก็ได้ย้ายมาแข่งในรายการ World Superbike รุ่น 600 ซีซี ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีรายการแข่งขันนี้ในไทย บวกกับการที่มีคนไทยลงแข่งขัน คือตัวเขาเอง, ก้อง-สมเกียรติ จันทรา ที่เป็น Asia Talent และนักบิดไทยอีกหลายคน ทำให้กองเชียร์คนไทยทุกคนอินตาม ไม่ว่าจะใคร ลงแข่งรุ่นไหน ชาวไทยก็ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตลอดทาง ในสนาม เขาได้ยินเสียงเชียร์อย่างชัดเจน ซึ่งสร้างแรงฮึดให้เขาอย่างมาก และช่วยให้เขาเติมเต็มความฝันในรายการ World Superbike ได้สำเร็จ!
ในช่วงท้ายเกม เหลืออีก 3 รอบสุดท้าย รถของ จูลส์ คลูเซล (Jules Cluzel) ที่นำอยู่ข้างหน้า เกิดพังในโค้งที่ 8 เขาจึงขึ้นมาเป็นผู้นำในตอนนั้นโดยที่ในใจคิดว่า “เบาไม่ได้แล้ว เพราะข้างหลังอีกหลายคัน” ซึ่งช่วง 3 รอบสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า “เป็น 3 รอบที่รู้สึกนานที่สุดในชีวิต” เพราะต้องประคองรถและทำความเร็วไม่ให้ตก เขาทำความเร็วในระดับ best lap เนื่องจากกลุ่มข้างหลังกำลังไล่ตามมาติด ๆ จนในที่สุดก็คว้าแชมป์โฮมเรซได้สำเร็จ โดยความสำเร็จและความทรงจำจากถ้วยรางวัลชนะเลิศในวันนั้น ก็ได้กลายมาเป็นชื่อของ “น้องโทรฟี่” ลูกชายของเขา
และเมื่อเอ่ยถึงน้องโทรฟี่ เขาจึงได้เล่าโมเมนต์ตลก ๆ ของชีวิตในการเป็นหัวหน้าครอบครัว อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญในปัจจุบัน ว่าวันหนึ่งที่เขาขี่จักรยานยนต์ไปส่งลูกชายที่โรงเรียน จู่ ๆ น้องโทรฟี่ก็พูดขึ้นตอนจอดรถติดไฟแดงว่า “ป๊า ๆ… วันนั้น Grab เขาขับเร็วกว่าป๊าอีกนะ” ซึ่งทำเอาเขาถึงกับสะดุ้งที่ถูกลูกชายสบประมาท ถึงอย่างนั้นเขาก็ภูมิใจที่ตนเองขับขี่โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก อาจจะเร็วบ้างช้าบ้าง แต่ก็ให้ลูกถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัย
การผันตัวจากสองล้อ มาขับรถยนต์สี่ล้อ
ปัจจุบัน “ฟิล์ม-รัฐภาคย์” อำลาสนามแข่งสองล้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขายังคงโลดแล่นอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตในอีกหลายบทบาท หนึ่งในนั้นคือการขยับจากนักบิดสองล้อมาเป็นนักแข่งสี่ล้อ! โดยมันเริ่มต้นมาจากโครงการเรียนขับรถที่สนามพีระเซอร์กิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์น้ำมันเครื่อง Idemitsu ที่ให้การสนับสนุนทั้งการแข่งขันสองล้อและสี่ล้อ มีการเชิญชวนให้ไปเรียน จากนั้นก็ได้รับโอกาส เมื่อเขาถูกส่งลงแข่งขันในรายการ Honda City Hatchback One Make Race มันทำให้เขารู้สึกชอบ ตื่นเต้น ในเมื่อเขาก็รู้จักสนามแข่งเป็นอย่างดี ก็เลยอยากจะท้าทายตัวเองเพื่อหาประสบการณ์เพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การขับสี่ล้อก็มีความแตกต่างจากการขี่สองล้อ เขาบอกว่ารถยนต์ถึงจะเน้นออกโค้งให้เร็วเหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่มันมีน้ำหนักมากกว่า และไลน์การขับของรถยนต์จะกว้างกว่ามอเตอร์ไซค์ ถึงอย่างนั้นการขับสี่ล้อก็ทำให้เขาติดใจในเวลาไม่นาน เขาก็เลยมาเรียน มาขับตลอดทุกสัปดาห์จนแทบไม่ได้อยู่บ้าน เหมือนว่าสนามที่บุรีรัมย์จะกลายบ้านหลังแรกของเขาไปแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเล่าเรื่องขำ ๆ ที่เกิดขึ้นในสนาม ว่าตอนที่มาขับรถยนต์เข้าโค้งความเร็วสูงที่สนามบุรีรัมย์ ด้วยความเคยชินจากมอเตอร์ไซค์ เขาเผลอยกตัวลุกขึ้นจากเบาะ เพื่อช่วยในจังหวะที่รถเลี้ยว ดีที่มีเข็มขัดนิรภัยดึงรั้งเอาไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงลุกจากเบาะไปแล้ว!
นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงประสบการณ์ผิดพลาดในศึก Idemitsu Super Endurance 25 ชั่วโมง โดยเขายอมรับว่าตอนแข่งรายการมาราธอน 25 ชั่วโมง ด้วยความที่ตนเองเป็นมือใหม่และเป็นสนามโฮมเรซ (สนามบุรีรัมย์) ที่ตัวเองคุ้นเคย เขาจึงไม่ยอมใคร และในชั่วโมงแรก รอบแรกของการแข่งขัน เขาก็สร้างเรื่องในจังหวะที่ลดเกียร์ลง เขาลดเกียร์เร็วเกินไป ทำให้รอบเครื่องยนต์พุ่งสูงเกินจนเครื่องยนต์รับไม่ไหวและเกิดปัญหาขึ้น แต่โชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงโค้งที่ 9 เขาจึงสามารถประคองรถเข้า Pit ไปให้ช่างแก้ไขได้อย่างทันท่วงที รถไม่ได้เสียหายหนัก และสุดท้ายทีมของเขาก็สามารถสู้จนจบการแข่งขันและได้อันดับท็อป 5 บนโพเดียม
มุมมองต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย และบทบาทในการเป็นผู้จัดการทีม “Idemitsu Honda Team Christmas”
ในฐานะรุ่นพี่ที่อยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน “ฟิล์ม-รัฐภาคย์” มองอนาคตของนักบิดไทย หลัง “ก้อง-สมเกียรติ จันทรา” ได้ไป World Superbike ว่าคาดหวังว่าจะเห็นนักบิดไทยกลับเข้าไปใน World GP รุ่นไหนก็ได้ในสามรุ่น จะใช้เวลานานแค่ไหน เขามองว่าหลังจากยุคของ “ก้อง-สมเกียรติ” ไปแล้วอาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย DNA ของนักบิด เวลานี้ยังไม่มีรุ่นใหม่ขยับเข้าไป แม้ว่าเส้นทางมันจะมีอยู่แล้ว แต่รุ่นเด็ก ๆ ยังต้องใช้เวลาปั้นและคัดเลือก คล้ายกับช่วงรอยต่อยุคของเขามาจนถึงยุคของก้องก็ห่างกันถึง 10 ปีเลยทีเดียว
ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการปรับกติกา MotoGP ในปี 2027 เครื่องยนต์ 850 ซีซี ที่ในปัจจุบัน ค่ายยุโรปกับค่ายญี่ปุ่นค่อนข้างเหลื่อมล้ำกัน เขามองว่าการปรับกติกาจะช่วยให้ค่ายญี่ปุ่นสามารถกลับมาทำการแข่งขันสูสีกับค่ายยุโรปได้ เพราะมันเป็นการตั้งค่ากลับไปที่ศูนย์ใหม่เหมือนกันหมด ระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ก็น้อยลง และต้องพึ่งพาเทคนิคการขับขี่ของตัวนักบิดมากขึ้น ทุกค่ายรวมถึงค่ายญี่ปุ่นมีโอกาสชนะหมด ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า Test Team ของใครจะเตรียมความพร้อมได้ดีกว่ากัน มีหลาย ๆ ค่ายที่เริ่มมาทดสอบกันแล้ว พบว่าเวลาไม่ได้ช้าลง รวมถึงตัวนักบิดก็อาจจะพลาดได้น้อยหน่อย ปีนี้เห็นว่านักแข่งมีรถได้คันเดียว ทุกอย่างเหมือนกลับไปสู่ยุคแรก ๆ
ส่วนอีกหนึ่งบทบาทที่เขากำลังทำอยู่ในเวลานี้ คือการเป็นผู้จัดการทีมแข่ง “Idemitsu Honda Team Christmas” เขาเล่าว่าช่วงปีแรกในการเป็นผู้จัดการทีม เขาต้องทำทุกอย่างมือเป็นระวิง แต่ก็ได้ทำอะไรที่ตัวเองไม่เคยทำ เพราะชีวิตที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของเขาอยู่แต่บนมอเตอร์ไซค์เท่านั้น เขาเริ่มทำทุกอย่างเองตั้งแต่การจองโรงแรม, ไปซื้อข้าว, เอารถไปตรวจสภาพ, ทำการสมัครแข่งขัน, วางแผน ตลอดจนการดูแลนักบิดในทีม เช็กชุดแข่งและลายหมวกกันน็อก เขาต้องการลงมือทำเองให้รู้แจ้งก่อนที่จะปล่อยให้คนอื่นทำ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุกแต่ก็วุ่นวายมาก แม้จะทำเป็นปีที่ 2 แล้วก็ตาม
ชีวิตในวงการมอเตอร์สปอร์ตของเขาตอนนี้ถือว่าทำมาครบทุกบทบาทแล้ว (แต่ถ้าคิดได้ว่าอะไรที่ยังไม่ได้ทำก็อาจจะทำเพิ่มอีกในอนาคต) ทั้งนักบิดสองล้อ นักขับสี่ล้อ โค้ช และผู้จัดการทีม โดยเป้าหมายต่อไปคือการนำประสบการณ์ทั้งหมดนี้ไปแชร์และผลักดันให้กับรุ่นน้อง ๆ เพื่อให้รุ่นน้องเก่งกว่าตัวเขาเอง
ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ ชื่อของ “ฟิล์ม-รัฐภาคย์ วิไลโรจน์” เป็นทุกบทบาทที่เกี่ยวกับมอเตอร์สปอร์ตแล้วจริง ๆ จากตำนานนักบิดในวันวาน สู่ความพยายามในการปลุกปั้นเด็กรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาประดับวงการในวันนี้ และความตั้งใจที่ผลักดันรุ่นน้องให้ไปได้ไกลกว่าที่เขาเคยทำได้! นี่คืออีกหนึ่งความหวังที่สุกสว่างของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย






























