
คอลัมน์ชะนีติดซีรีส์ชวนดูซีรีส์เครียด ๆ มาหลายสัปดาห์ติด สัปดาห์นี้เลยคิดอยากจะพักสมอง หาอะไรที่มันเบา ๆ แนวรอมคอมที่จริงใจดูฟิน ๆ ซึ่งจริง ๆ มีลิสต์อยู่ประมาณ 4-5 เรื่องที่ออนแอร์อยู่ในเวลานี้ และเอาเข้าจริงมันก็ค่อนข้างเลือกยากด้วย แต่รู้ไหมว่าเราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าจะเลือกดูเรื่องไหน ติ๊กต่อก ๆ ใช่จ้า! ใช้ผู้ชายเป็นเกณฑ์จ้า 555 คืองี้ ขึ้นชื่อว่าพระเอกน่ะก็หล่อโดนใจทุกเรื่องแหละ แต่สิ่งที่อยู่เหนือความหล่อก็คือ สเปก! ก็เลยดูซิว่าคาแรกเตอร์ของพระเอกเรื่องไหนที่เป็นสเปกแบบใช่เลย I Love U สุดท้ายก็เลยมาจบที่เรื่องนี้ เพราะชอบผู้ชายที่คาแรกเตอร์แบบนี้!

My Royal Nemesis หรือชื่อภาษาไทยจาก Netflix ศัตรูหัวใจ นางร้ายวังหลวง เล่าเรื่องราวของ “คังดันซิม” พระสนมเอกในพระเจ้าอันจงแห่งยุคโชซอน เธอคือคนที่ถูกใส่ร้ายว่าทำผิดหลายกระทง แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นนางร้ายตัวแม่ตัวมัมของวังหลวงอีกต่างหาก กระทั่งเธอถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการบังคับให้ดื่มยาพิษจนเสียชีวิต แต่แทนที่วิญญาณของเธอจะดับสูญตามร่างที่สูญสิ้นไปแล้ว เธอกลับฟื้นขึ้นมาในปี 2026 ภายในร่างของ “ชินซอรี” อดีตนักแสดงเด็กที่เคยโด่งดัง แต่ปัจจุบันเป็นแค้นักแสดงโนเนมคนหนึ่งที่ชีวิตกำลังตกต่ำถึงขีดสุด และมักจะโดนเอาเปรียบอยู่เนือง ๆ

เมื่อหญิงร้ายจากยุคโชซอนต้องมาใช้ชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 เธอก็พยายามจะเอาตัวรอดในแบบของเธอ ด้วยการเอาประสบการณ์การเป็นตัวร้ายที่สั่งสมมานานหลายปีในโชซอน บวกกับความฉลาด เจ้าแผนการ และนิสัยที่ไม่ยอมคน มาใช้พลิกชีวิตของเธอ โดยที่เธอก็ดันเข้าไปพัวพันกับ “ชาเซกเย” โดยไม่ตั้งใจ เขาเป็นทายาทแชโบลหนุ่มผู้เย็นชา เลือดเย็น ไร้ความปรานี และทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจ ถึงขั้นที่มีคนตั้งฉายาให้กับเขาว่าเป็นเพชฌฆาตนักควบรวมกิจการ หรือไม่ก็ปีศาจแห่งโลกทุนนิยม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิดและปะทะกันแบบศัตรูคู่กัด อย่างไรก็ตาม เนื้อเรื่องค่อย ๆ เฉลยว่าเขาคือคนที่เคยมีตัวตนอยู่ในโชซอน นั่นหมายความว่าเขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยพัวพันกับกับนังตัวร้ายในยุคโชซอนเช่นกัน แล้วความลับจากอดีตจะมีผลในปัจจุบันอย่างไร
ว่ากันว่า ไม่มีดอกไม้ใดที่จะผลิบานได้ตลอดกาล
คำพูดของนางเอกก่อนที่ถูกจับกรอกยาพิษไม่กี่นาที สำหรับเรานะ มันเป็นการอุปมาถึงความไม่จีรังของชีวิตได้ดีทีเดียว มันหมายความว่า ทุกสิ่งล้วนมีช่วงเวลาของมัน มีวันผิดอก มีวันเบ่งบาน และมีวันโรยรา การที่เธอรับรู้สัจธรรมข้อนี้ได้ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต นี่ว่าเธอเรียนรู้โลกใบนี้มาได้ดีมากแล้ว ว่ากันในมุมปกติไม่แฟนตาซีตามซีรีส์ คนเรามักจะรู้หรอกว่าตัวเองจะตัดสินใจผิดพลาด (เพราะถ้ารู้ว่ามันพลาดคงไม่เลือกทางนี้) ซึ่งนางเอกคือคนหนึ่งที่ก็พยายามใช้ชีวิตในแบบของตัวเองมาโดยตลอด มีโอกาสดี ๆ ผ่านเข้ามาก็คว้าไว้ เพียงแต่เธอไม่เคยรู้ว่าโอกาสที่เข้ามาหาเธอนั้น แท้จริงมันมาอย่างจงใจและมีเจตนาที่จะใช้เธอเป็นเครื่องมือทำลายใครสักคน

ลองคิดดูสิ! จากนางในธรรมดา ๆ ตำแหน่งเริ่มต้นเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ทำงานใช้แรงงานทั่วไปในวัง ค่อย ๆ ไต่เต้าจนทะยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอย่างการเป็นพระสนมเอกด้วยตัวเองโดยไม่มีอำนาจบารมีอะไรหนุนหลัง มันดูเหมือนโชคดีหล่นทับ แต่มันก็แปลกเกินไป ถึงอย่างนั้นเวลานั้นคงไม่มีใครมานั่งวิเคราะห์ความโชคดีของตัวเองหรอกว่ามันแปลก ในเมื่อมันเป็นโอกาสที่ผ่านเข้ามาก็คว้าไว้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นเพียงหมากบนกระดานของเกมอำนาจในวังหลวง อย่างไรก็ดี เธอเป็นคนฉลาด จึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการดิ้นรนเอาตัวรอดในวังหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอถูกรังแก ถูกด่าทอ ถูกชิงชังจากคนทุกคน และเริ่มมีภาพลักษณ์ “นางร้าย” ตีตราเธอ เพียงเพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยใสซื่อที่จะยอมโดนเหยียบฝ่ายเดียว แต่เธอเอาคืน และใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาตัวรอดเสมอ

เราจึงได้เห็นว่า “คังดันซิม” หรือพระสนมฮีบิน ที่ใคร ๆ ก็มองว่าเธอเป็นนางร้ายแห่งวังหลวง เป็นนังแพศยา เป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แท้จริงเธอไม่ใช่คนที่ร้ายกาจโดยสันดาน แต่เธอร้ายอย่างมีเหตุผล เพราะชีวิตในวังหลวงไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อ่อนแอเลย และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ภาพลักษณ์ความร้ายกาจของเธอนั้น ถูกเล่าขานเป็นตำนานที่ไม่เป็นทางการในหน้าประวัติศาสตร์ ว่าเธอเนี่ยมันนางร้ายตัวแม่แห่งโชซอน ขนาดที่ว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เรียนประวัติศาสตร์ก็จดจำและล้อเลียนเธอในฐานะของนางจิ้งจอกมานานนับ 300 ปี เป็นมลทินที่เธอไม่มีโอกาสได้แก้ต่าง และความตายของเธอก็ไม่อาจลบล้างได้ ถึงอย่างนั้น ชีวิตของเธอไม่ได้โลดโผนแค่ในยุคโชซอนนะ ข้ามมาในปี 2026 เธอก็ยังโลดโผนเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือชั้นเชิงของความเจ้าเล่ห์ ด้วยต้องเอาตัวรอดบนโลกที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว

หรือถ้ามองกันจริง ๆ การที่เธอต้องเป็นนางร้ายในหน้าประวัติศาสตร์ มันเป็นเพราะเธอเป็น “ผู้แพ้” นั่นเอง ที่เธอต้องจบชีวิตลงด้วยยาพิษพระราชทานพร้อมกับคำสาปแช่งจากคนทั้งแผ่นดิน ก็เพราะเธอถูกใส่ร้ายว่ากระทำความผิดอันร้ายแรง ทั้งความผิดฐานบ่อนทำลายลำดับศักดินาของราชสำนักฝ่ายใน ความผิดฐานคบชู้ (ใครดูซีรีส์แล้วน่าจะพอเดาออกว่าใครจะเป็นคนที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นชู้ของเธอ) และความผิดฐานพยายามปลงพระชนม์องค์รัชทายาทและพระสนม ในทีแรกเราก็คิดว่าเธอจะยอมจำนนต่อโชคชะตา ยอมรับโทษทัณฑ์ที่ตัวเองไม่ได้ทำแต่โดยดี แต่ที่ไหนได้ นางร้ายก็คือนางร้าย 555 เธอก็ดื้อแพ่งกับพระบรมราชโองการเหมือนกัน และก็นับว่าเป็นเรื่องดีมากที่เธอมีแต้มต่อในปี 2026 เพราะก่อนตายในโชซอน เธอรู้แล้วว่าตัวเองถูกหลอกใช้ และรู้ว่าใครที่สังหารเธอทิ้ง
แม้เธอจะเปรียบชีวิตของตัวเองเป็นดอกไม้ที่ไม่สามารถที่จะผลิบานได้ตลอดกาล แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อดอกไม้ดอกเดิมร่วงโรยไป ฤดูกาลใหม่ก็ยังทำให้ดอกไม้ดอกใหม่ผลิบานขึ้นมาได้เสมอ ซึ่งนั่นอาจหมายความถึงโอกาสครั้งที่สองของเธอในปี 2026 เมื่อวิญญาณของเธอถูกย้ายให้มาสิงร่างของ “ชินซอรี” นักแสดงสาวโนเนมที่ชีวิตกำลังตกต่ำสุดขีด แถมโดนคนในวงการดูถูก จะเห็นว่าเธอได้พกเอาความเจ้าเล่ห์เพทุบาย และนิสัยตาต่อตาฟันต่อฟันมาใช้ด้วย เอาความเป็นอดีตนางร้ายวังหลวงและวิธีคิดแบบคนยุคโชซอนมารับมือกับโลกบันเทิงสมัยใหม่ ขณะเดียวกันเธอก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่ตกหลุมพรางให้กับความรักจนชีวิตต้องพังเหมือนชาติก่อนด้วย ในเมื่อเธอยังไม่ตาย เธอก็ต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้ เธอจะทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด อย่างน้อยก็เพื่อให้เกียรติเจ้าของร่างตัวจริง
ในโลกนี้ ถ้าไม่ใช่พันธมิตรก็เป็นศัตรู ไม่มีอะไรที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องคอยระวังพวกปากว่าตาขยิบ
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “พวกที่แสดงตัวว่าเกลียดเรา ยังไม่น่ากลัวเท่าพวกที่เล่นละครตีสองหน้า” ไหม นี่แหละคือตรรกะที่พระเอกว่า ว่าให้คอยระวังพวกปากว่าตาขยิบ! จริง ๆ แอบเห็นด้วยกับทัศนคติของพระเอกนะ ทั้งเรื่องการมองคนแบบไม่มิตรก็ศัตรู แล้วก็เรื่องที่ควรระวังพวกปากว่าตาขยิบ แต่ประเด็นก็คือ พวกคนประเภทอย่างว่าเนี่ย หลายคนดูออกยากมาก และมีจำนวนไม่น้อยที่เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าถูกเขาแทงข้างหลังมาตลอด ถ้าเขาไม่ยอมเปิดเผยตัวในที่สุด โลกเรามันก็น่ากลัวแบบนี้แหละ ก็เลยไม่ได้แปลกใจอะไรที่พระเอกจะมองและตัดสินคนแบบสุดโด่งขนาดนี้ ก็เขาเติบโตมาแบบนั้น ครอบครัวที่ทุกคนต่างเสแสร้งและจอมปลอม ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเคยเจอความร้ายกาจของคนที่สวมหน้ากากคนดีกับตัวอีกต่างหาก เมื่อเขาพิจารณาคนอื่นมันเลยไม่เคยมีพื้นที่ตรงกลาง

จะเห็นว่าพระเอกมักจะตัดสินทุกคนรอบตัวเขาแบบไม่ขาวก็ดำเสมอ ซึ่งในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการรักษาผลประโยชน์ การมองคนแบบนี้คือกลไกการป้องกันตัวเองที่ช่วยให้เขาคัดกรองคนได้รวดเร็วที่สุด แต่…มันก็มีข้อผิดพลาดได้เช่นกัน การที่ไม่มีพื้นที่สีเทาเป็นพื้นที่ตรงกลางเนี่ย มันสุ่มเสี่ยงมากเลยนะ ลองคิดดูสิ ในเมื่อเขาตัดสินใจเชื่อใจใครสักคนว่า “เป็นมิตร” ไปแล้ว มันอาจทำให้เขาลดกำแพงในการป้องกันตัวลงมาโดยอัตโนมัติ และนั่นจะกลายเป็นปัญหาตามมา เพราะอย่างที่บอกไปในตอนต้น ว่าคนบางคนก็ไม่สามารถแยกออกได้ง่ายขนาดนั้นว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู ภายใต้หน้ากากคนดีที่ดูเป็นมิตร อาจซ่อนคมมีดและความเป็นมิจเอาไว้ก็ได้ ใครจะรู้ และดูเหมือนว่าในเวลานี้ ข้างตัวพระเอกจะมีคนแบบนั้นอยู่คนหนึ่งด้วย

มันน่าสนใจนะว่าเขาเติบโตขึ้นมายังไงในครอบครัวแบบนี้ เท่าที่เห็น นอกจากปู่ที่ดูจะรักและเป็นห่วงหลานจริง ๆ เพียงแต่เชื่อใจคนผิดและมักทำปากแข็ง ไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริง กับอาหญิงทั้งสอง และพี่ชายที่เป็นญาติห่าง ๆ ก็ไม่ได้ผิดจากที่เขาพูดหรอกว่ามีคนรอดูความพินาศของเขาอยู่เต็มไปหมด เหมือนทุกคนในบ้านเป็นคนสอนให้เขามองความความสัมพันธ์ผ่านผลประโยชน์และความไว้ใจมากกว่าความรู้สึก ยิ่งตอนที่ย้อนภาพวัยเด็กของพระเอกให้เห็นว่าทำไมเขาถึงจงเกลียดจงชังพี่ชายขนาดนั้นก็ยิ่งรู้สึกสงสาร เด็กตัวเล็ก ๆ ที่คิดว่าตัวเองกำลังจะมีพี่ชาย มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน กลายเป็นว่าหมอนี่เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกซะงั้น แต่ก็ดีแหละนะที่อีกฝ่ายก็เมตตามากพอที่จะแสดงตัวเร็วว่าไม่ใช่มิตร พระเอกเลยรู้ว่าใครที่ไว้ใจไม่ได้ ไม่ต้องเดาใจนาน ไม่ต้องเชื่อใจและโดนหักหลัง

แต่…นั่นแหละ มันมีคนปากว่าตาขยิบที่อยู่ข้างตัวพระเอกจริง ๆ ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ตัวเร็ว ๆ นี้ไหม และเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าในอนาคต คนคนนั้นจะมีบทบาทในการทำลายพระเอกมากน้อยแค่ไหน นี่คือสิ่งที่ทำให้คนดูอึดอัดมาก คนดูรู้แต่ตัวละครไม่รู้เนี่ย 555 การไม่ประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังเล่นละครทำตัวเป็นคนดี มันคือหอกข้างแคร่ชัด ๆ โคตรน่ากลัว เพราะคนประเภทนี้ทำตัวเหมือนเป็นพวกเราเก่งมาก หรือบางคนอาจมีท่าทีคลุมเครือ คิดอย่างหนึ่งแต่พูดอีกอย่าง แต่พร้อมจะหักหลังเราได้ทุกเมื่อ หรือจริง ๆ เขาอาจจะไม่ได้พยายามอยู่ข้างเราตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แค่อยู่ในสถานะสายลับจากฝ่ายตรงข้าม มันรับมือยากมากนะ ไม่เหมือนคนที่แสดงออกชัดเจนว่าเป็นศัตรู อันนั้นเราจะเห็นเป้าหมายและทิศทางของหัวลูกศรชัดเจนว่ากำลังเล็งมาทางเรา
สิ่งที่ทำให้คนดูอย่างเรากังวลใจก็มาจากพฤติกรรมคลั่งรักของพระเอกนั่นแหละ พี่แกเริ่มโบ้ตั้งแต่อีพี 3 แล้วเนี่ย แถมยังเก็บอาการไม่มิดด้วย มันน่ากลัวว่านางเอกจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายพระเอก “อีกครั้ง” ราวกับว่าอดีดจะซ้ำรอยยุคโชซอน ผ่านมา 3 อีพี และเห็นตัวอย่างอีพี 4 เรายังไม่รู้ว่าพระเอกในยุคโชซอนมีบทบาทยังไงก็จริง แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือ นางเอกถูกใช้เป็นกับดักในการทำลายพระเอกแน่ ๆ ซึ่งพระเอกก็น่าจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นบนกระดานแย่งชิงอำนาจพี่น้องในยุคโชซอน แล้วตัวเขาในยุคปัจจุบันที่โตมาแบบไม่ไว้ใจใคร ขาดความรัก ความอบอุ่น พอตกหลุมรักนางเอก แถมอยู่ในสภาพหมาโบ้ผู้คลั่งรักขนาดนี้ เธอจะถูกดึงเข้ามาในเกมชิงอำนาจแน่นอน และเธอจะกลายเป็นจุดอ่อนของพระเอกอย่างไม่ต้องสงสัย

นาทีนี้ต้องบอกว่าพลาดจริง ๆ ที่หลงมาเปิดดู My Royal Nemesis เพื่อพักสมอง คือมันหยุดดูไม่ได้เลยอะ 555 ตอนใหม่ยังไม่มาก็เปิดวนดู 3 อีพีแรกไปก่อน แล้วคือเคมีคู่กัดของคู่นี้ก็ไม่ธรรมดาซะด้วยนะ “อิมจียอน” กับ “ฮอนัมจุน” ปกติสายตาของสองคนนี้ก็ดูเป็นคนร้าย ๆ กันทั้งคู่อยู่แล้ว แล้วในซีรีส์ก็ยังมีคาแรกเตอร์แบบหญิงร้ายชายเลว เปิดเรื่องมาก็ปะทะคารม เอาดอกไม้ฟาดใส่กันไม่ยั้ง มันคือมวยถูกคู่มาก ๆ แล้วคิดดูสิ! ชายที่ได้ฉายาว่าเป็นปีศาจแห่งโลกทุนนิยม จอมเย็นชา ปากร้าย เลือดเย็น ใจร้ายกับทุกคนแต่สุดท้ายแสนดีให้เธอคนเดียว ยอมให้เธอจ๋าาาเท่านั้น แค่คิดก็ฟินแล้วเนี่ย ขนาดว่าซีรีส์พล็อตข้ามเวลาไม่ใช่เรื่องใหม่ และการเปิดเรื่องแบบคู่กัดมันก็สูตรสำเร็จมาก ๆ แต่ชอบอะ ชอบมากด้วย ถ้าอีพีที่ 4 ยังเล่าเรื่องน่าติดตาม จะเป็นอีกเรื่องที่ตามดูยันจบแน่นอน 😈






























