Home Work & Living Living เกิดอะไรขึ้นบ้างในตู้เย็น? เมื่อ “ไฟดับ” นานหลายชั่วโมง

เกิดอะไรขึ้นบ้างในตู้เย็น? เมื่อ “ไฟดับ” นานหลายชั่วโมง

ในช่วงที่อากาศร้อนจัด แถมยังมีพายุฝนพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ “ไฟดับ” คือสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อย
อย่างไรก็ตาม การไม่มีไฟฟ้าใช้ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว อาจไม่ได้สร้างปัญหาแค่ความมืดหรือความร้อนเท่านั้น เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ตู้เย็น” ที่หยุดทำงาน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในตู้ได้ เพราะทันทีที่ระบบทำความเย็นหยุดทำงาน อุณหภูมิ ความชื้น และจุลินทรีย์ภายในตู้จะเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย อาหารบางชนิดอาจยังอยู่รอดได้นานหลายชั่วโมง ขณะที่บางอย่างอาจเริ่มเสียตั้งแต่ช่วงที่ไฟดับไปไม่นานด้วยซ้ำ ดังนั้น แม้เราอาจไม่รู้ว่าไฟจะดับเมื่อไร แต่เราควรรู้ว่าตู้เย็นจะรักษาความเย็นได้นานแค่ไหน อาหารชนิดใดเสี่ยงที่สุด และควรรับมืออย่างไรเมื่อไฟดับนานกว่าที่คิด

เกิดอะไรขึ้นในตู้เย็นเมื่อ “ไฟดับ”

เมื่อไฟดับ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในตู้เย็นที่ไม่ทำงาน ไม่ใช่แค่การหยุดหมุนของพัดลม แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของอาหารที่อยู่ในตู้เย็น มาดูกันว่าถ้าไฟดับนานถึง 1 วันเต็ม สภาพตู้เย็นจะเป็นอย่างไร

  • ช่วง 0-4 ชั่วโมงแรก ในช่วงนี้ ตู้เย็นยังทำหน้าที่เหมือน “กระติกน้ำแข็งคุณภาพสูง” ทั้งผนังตู้และฉนวนจะพยายามกันความร้อนจากภายนอกไม่ให้ซึมเข้าไป อุณหภูมิภายในตู้จะค่อย ๆ ขยับขึ้นช้า ๆ หากไม่เปิดตู้เลย อาหารส่วนใหญ่จะยังอยู่ในสภาวะปลอดภัย อากาศเย็นที่เคยไหลเวียนจะเริ่มนิ่งสนิท และทำให้เกิดชั้นอุณหภูมิ ที่ของข้างบนจะเริ่มอุ่นกว่าข้างล่าง
  • ช่วง 4-12 ชั่วโมง หากไฟยังไม่มา ความเย็นสำรองจะเริ่มหมดไป และถ้าอุณหภูมิในตู้สูงแตะระดับ 5°C จะเป็นจุดเริ่มต้นของโซนอันตราย เพราะจุลินทรีย์ที่เคยถูกความเย็นชะลอการเจริญเติบโต จะเริ่มกลับมาทำงานและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน น้ำแข็งที่เกาะตามผนังตู้และน้ำแข็งในช่องฟรีซจะเริ่มกลายเป็นของเหลว ทำให้ความชื้นในตู้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตู้เย็นที่ไฟดับจะมีความชื้นสูงมาก จากการละลายและการกลั่นตัวของไอน้ำ และไม่มีระบบควบคุมความชื้น ในสภาวะไฟปกติ ตู้เย็นจะมีการควบคุมความชื้น ซึ่งความชื้นนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี ยิ่งชื้น ยิ่งอุ่น ยิ่งแพร่กระจายได้เร็ว เหมือนสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเติบโตของจุลินทรีย์
  • ช่วง 12-24 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่สถานะของเหลวครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตู้ น้ำที่ละลายจะเริ่มไหลจากชั้นบนลงชั้นล่าง และนำพาสารอาหาร เชื้อโรค และกลิ่นจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง อาหารบางชนิดจะเริ่มเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น ผักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลไม้เริ่มมีกลิ่นบ่มเปรี้ยว เพราะจุลินทรีย์เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรดหรือแอลกอฮอล์ เซลล์ของผักและเนื้อสัตว์ที่เคยแข็งตัวจะเริ่มเละ เพราะผนังเซลล์ถูกทำลายจากการเปลี่ยนสถานะของน้ำในเซลล์
  • หลัง 24 ชั่วโมงเป็นต้นไป หากไฟยังไม่มา ตู้เย็นอาจเปลี่ยนสภาพจากที่เก็บและถนอมอาหาร เป็น “แหล่งเพาะเชื้อโรคขนาดยักษ์” ได้ เพราะตู้เย็นที่ไม่ทำงาน จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้ประชากรจุลินทรีย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่อุณหภูมิภายในตู้และความชื้นสูงขึ้น จุลินทรีย์กลุ่มที่สร้างก๊าซจะเริ่มทำงาน หากในตู้เย็นมีอาหารที่ใส่กะทิ จะพบว่าอาหารชนิดนั้นเริ่มมีฟอง หรืออาหารในบรรจุภัณฑ์เริ่มบวม อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังคือ ต่อให้ไฟกลับมาในช่วงนี้ และตู้เย็นกลับมาทำความเย็นได้อีกครั้ง แต่อาหารส่วนใหญ่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ตู้เย็นกลับมาทำความเย็นอีกครั้งจึงทำได้แค่หยุดกระบวนการแบ่งตัวของจุลินทรีย์ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อที่เกิดขึ้นไปแล้ว

เมื่อไฟดับ ตู้เย็นจะคงความเย็นอยู่ได้นานแค่ไหน

ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าตู้เย็นบ้านเราจะเก็บความเย็นได้นานแค่ไหน มีอยู่ 5 ปัจจัยหลัก ให้มองว่าตู้เย็นเป็น “กระติกน้ำแข็ง” ขนาดยักษ์ก็ได้

1. ปริมาณของที่อยู่ในช่องแช่

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือ ความแน่นของปริมาณของที่อยู่ในช่องแช่

  • ตู้ที่ของเต็ม จะเก็บความเย็นได้นานกว่า เพราะของที่แช่จนเย็นจัด (โดยเฉพาะน้ำแข็ง หรือน้ำดื่ม) จะทำหน้าที่เหมือน “มวลความเย็นสำรอง” ที่แผ่ความเย็นให้กันและกัน จะช่วยพยุงอุณหภูมิในตู้ไม่ให้ขึ้นเร็วจนเกินไป
  • ตู้ที่โล่ง ความเย็นจะไปไวมาก เพราะในตู้มีแต่อากาศ ทำให้เมื่อเปิดประตูตู้ อากาศเย็นจะไหลออกและเกิดการแลกเปลี่ยนอากาศกับภายนอกอย่างรวดเร็ว

2. ฉนวนและการปิดผนึก

  • ขอบยางตู้เย็น ถ้าขอบยางประตูตู้เย็นเสื่อม ความเย็นจะรั่วออกตลอดเวลา ต่อให้ไฟไม่ดับตู้ก็ทำงานหนักอยู่แล้ว พอไฟดับปุ๊บความเย็นก็จะไหลออกไวกว่าปกติหลายเท่า
  • ผนังตู้ ตู้เย็นรุ่นใหม่ ๆ ที่มีฉนวนกันความร้อนหนา ๆ จะช่วยกั้นความร้อนข้างนอกไม่ให้ซึมเข้าไปข้างในได้ดีกว่า
  • พฤติกรรมการเปิดประตูตู้เย็น ถ้าเปิดตู้บ่อย อากาศเย็นที่หนักกว่าจะไหลออกทันที และอากาศร้อนจากข้างนอกก็จะเข้าไปแทนที่ ซึ่งตอนที่ไฟดับ “ตู้เย็นสร้างความเย็นกลับมาไม่ได้”

3. อุณหภูมิภายนอก

อากาศบ้านเราในช่วงนี้ที่ร้อนจัด ราว ๆ 38-40°C เรียกได้ว่าเป็น “ศัตรูตัวฉกาจ” ของตู้เย็นที่ไม่ทำงานเนื่องจากไฟดับ

  • ถ้าตู้เย็นตั้งอยู่ใน ห้องครัวที่อบอ้าว หรือ โดนแดดส่อง ผนังตู้จะสะสมความร้อนไว้สูงมาก พอไฟดับ ความร้อนจากผนังจะพยายามซึมเข้าหาความเย็นในตู้ทันที
  • หากตั้งตู้เย็นไว้ในที่โปร่ง ลมพัดถ่ายเทดี ตู้เย็นจะรักษาความเย็นได้นานกว่า

4. ขนาดของตู้

  • ตู้เย็นขนาดใหญ่ มักจะมีมวลความเย็นสะสมได้มากกว่า ในกรณีที่แช่ของเต็ม แต่ถ้าตู้โล่ง ๆ พื้นที่อากาศที่เยอะเกินไปก็จะทำให้ความเย็นหมดได้ไวเช่นกัน

5. ก่อนไฟดับ ตู้เย็นเย็นจัดแค่ไหน

  • ช่องธรรมดา ที่โดยปกติมักจะตั้งอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 2-4°C หากไฟดับ จะรักษาความเย็นไว้ได้ประมาณ 4 ชั่วโมง เท่านั้น อย่างไรก็ดี ช่องธรรมดาเป็นช่องที่ถูกเปิดใช้งานบ่อยกว่าช่องฟรีซ ซึ่งจะส่งผลให้ความเย็นในตู้อยู่ได้สั้นลงและอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่า เช่น เพิ่งของแช่เข้าไปใหม่ หรือเพิ่งเปิดหยิบวัตถุดิบออกมาทำอาหาร ความเย็นก็อาจจะยังเย็นไม่ทั่วทั้งตู้
  • ช่องฟรีซ ยื้อเวลาได้นานพอสมควร เพราะอุณหภูมิเริ่มต้นต่ำกว่า 0°C ทั้งยังมีน้ำแข็งสะสม รวมถึงเราไม่ได้เปิดช่องฟรีซบ่อยเท่าช่องธรรมดา โดยทั่วไป ช่องฟรีซที่มีของอยู่ครึ่งตู้ จะรักษาความเย็นได้ประมาณ 24 ชั่วโมง และในช่องฟรีซที่มีของเต็มตู้ สามารถอยู่ได้นานถึง 48 ชั่วโมง เพราะความเย็นจากของแช่แข็งจะช่วยรักษาอุณหภูมิของกันและกันไว้เหมือนเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่

อาหารที่ไปเร็วที่สุด และอาหารที่อยู่รอดได้นานที่สุด เมื่อตู้เย็นไม่ทำงาน

ถ้าไฟดับนานจนความเย็นเริ่มหายไปจนหมด อาหารที่จะบูด/เสีย/เน่า เป็นอันดับแรก ๆ คือกลุ่มอาหารที่มีความชื้นสูงและโปรตีนสูง เพราะจุลินทรีย์จะเติบโตได้ดีที่สุดในอุณหภูมิระหว่าง 5-60°C และแม้ว่าอาหารบางอย่างจะไม่ได้บูดทันที แต่มันก็เริ่มเป็นพื้นที่เพาะเชื้อจุลินทรีย์แล้ว

แล้วเชื้อจุลินทรีย์มาจากไหน? สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ ในสภาพปกติ ตู้เย็นไม่ใช่พื้นที่ปลอดเชื้อ แต่เป็น พื้นที่ควบคุมประชากรจุลินทรีย์ เนื่องจากอุณหภูมิต่ำ ซึ่งในตู้เย็นเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ประจำถิ่นอยู่แล้ว มันไม่ได้หายไปไหน มันแฝงตัวอยู่ทุกที่ ทั้งจากคราบอาหารเก่าที่เลอะตู้ ขอบยางตู้เย็น หรือแม้แต่ผิวสัมผัสของถุงพลาสติกที่มาจากตลาด ฯลฯ เพียงแต่มันไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์หรือแข็งแรงมากพอที่จะก่อโรคได้

1. อาหารที่ไปเร็วที่สุด (ภายใน 2-4 ชั่วโมง)

อาหารกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ถ้าความเย็นในตู้เย็นเริ่มหมด หรืออุณหภูมิในตู้อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ และหากไฟดับจนตู้เย็นไม่ทำงานเกิน 4 ชั่วโมงขึ้นไป ให้พิจารณาทิ้งทันที

  • เมนูที่มีกะทิ (ทั้งแกงกะทิและขนมหวาน) สามารถบูดได้เร็วมากในอากาศเมืองไทย สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ กะทิคือแหล่งอาหารชั้นเลิศของจุลินทรีย์ เนื่องจากเต็มไปด้วยกรดไขมัน ซึ่งจุลินทรีย์บางชนิดมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Lipase สามารถย่อยไขมันเหล่านี้มาเป็นพลังงานได้ อีกทั้งในกะทิยังมีน้ำตาลธรรมชาติและโปรตีนอยู่ด้วย เป็นอาหารชั้นยอดที่ช่วยให้จุลินทรีย์เติบโตและแบ่งตัวได้ไวมาก และกะทิมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก จุลินทรีย์ต้องการความชื้นในการดำรงชีวิต แม้กะทิจะดูข้น ๆ มัน ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักถึงประมาณ 50-70% และมีค่า pH ที่ใกล้เคียงกับความเป็นกลางมาก (ประมาณ 6.1-6.4) ซึ่งเป็นจุดที่อุ่นกำลังดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้อาหารบูดได้
  • เนื้อสัตว์ดิบและอาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้งและปลา จะเริ่มส่งกลิ่นและมีเมือกไวกว่าเนื้อแดง จุลินทรีย์จะเจริญเติบโตได้เร็วมากเมื่ออุณหภูมิเกิน 5°C
  • นมสดและโยเกิร์ต หากเปิดขวดแล้วจะบูดง่ายมาก เพราะจุลินทรีย์เริ่มทำงานทันทีที่อุณหภูมิสูงขึ้น
  • ครีมสดและมายองเนส หากอุณหภูมิสูงเกินกำหนดจะแยกตัวและเสียสภาพทันที
  • ของเหลือจากมื้ออาหาร อาหารที่ผ่านการปนเปื้อนจากช้อนหรือน้ำลายมาแล้วจะบูดไวกว่าอาหารที่ปรุงสุกใหม่แต่ยังไม่ถูกตัก

2. อาหารที่เริ่มเปลี่ยนสภาพ (ภายใน 6-12 ชั่วโมง)

  • ไอศกรีม เป็นสิ่งแรกที่จะละลายในช่องฟรีซ และเมื่อละลายแล้ว “ห้าม” นำกลับไปแช่แข็งเพื่อกินใหม่ เพราะเชื้อจุลินทรีย์อาจเติบโตไปแล้วในช่วงที่มันละลาย
  • ผักใบเขียวที่หั่นแล้ว จะเริ่มเหี่ยว มีน้ำแฉะ ๆ ออกมา และเปลี่ยนสี
  • ผลไม้ปอกเปลือก จะเริ่มคล้ำ มีกลิ่นหมัก หรือเนื้อเละ
  • น้ำแข็ง ในช่วง 1-3 ชั่วโมงแรก ผิวน้ำแข็งจะเริ่มละลาย มีน้ำเคลือบก้อนน้ำแข็ง แต่ถ้านานถึง 6-12 ชั่วโมง น้ำแข็งจะเริ่มเกาะกันเป็นก้อนใหญ่ เพราะเมื่อมันละลายแล้วแต่อยู่แตะกัน ความเย็นที่เหลืออยู่จะทำให้มันเชื่อมกัน ช่วงนี้ความเย็นในช่องฟรีซจะยังค่อนข้างคงที่ และถ้าหากว่าไฟยังไม่มาในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง น้ำแข็งจะกลายเป็นน้ำ ***ให้ระวังน้ำแข็งที่ละลายแล้วทำพิษ เพราะน้ำที่ละลายออกมา สามารถนำพาความร้อนและเชื้อโรคได้ดีกว่าที่คิด ยิ่งถ้าน้ำที่ละลายแล้วไหลไปโดนถุงเนื้อสัตว์ดิบที่มีรอยรั่ว แล้วน้ำนั้นไหลนองไปทั่วตู้เย็น มันจะกลายเป็นพาหะนำเชื้อจุลินทรีย์ไปติดกับอาหารอย่างอื่น และที่สำคัญ เมื่อน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ จะทำให้ความชื้นในตู้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสภาวะเชื้อจุลินทรีย์ชอบมาก

3. อาหารที่อยู่รอดได้นานที่สุด (อยู่ได้นานเกิน 24 ชั่วโมง)

  • ไข่ไก่ หากเป็นไข่สด และอากาศไม่ได้ร้อนจนเกินไป ตราบใดที่เปลือกไม่แตก ไข่ยังสามารถทนความร้อนได้ระดับหนึ่ง (ทนกว่าเนื้อสัตว์) ทั้งนี้ ควรปรุงสุก 100% ก่อนกิน
  • เครื่องปรุง ซอสปรุงรส, มัสตาร์ด, ซีอิ๊ว, น้ำส้มสายชู กลุ่มนี้มีเกลือหรือน้ำตาลสูงซึ่งช่วยถนอมอาหารในตัว
  • เนยและชีสเนื้อแข็ง เช่น พาร์เมซาน หรือเชดด้าชีสแบบก้อน (อาจจะแค่นิ่มลงแต่ไม่เสียทันที)
  • ผักและผลไม้สดที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกหรือยังไม่ได้หั่น แอปเปิล, ส้ม, แคร์รอต, หอมหัวใหญ่, มะนาว

ทำอย่างไรกับตู้เย็นเมื่อไฟดับ

หากไฟดับนานเกินครึ่งชั่วโมง และยังไม่มีวี่แววว่าไฟจะมา ให้รีบหาวิธีรับมือกับปัญหา ก่อนที่สภาพภายในตู้เย็นจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิน 5°C ซึ่งเป็นจุดที่เชื้อจุลินทรีย์เริ่มกลับมามีอิสระในการแพร่พันธุ์ นี่คือสิ่งที่ควรทำ

  • “อย่า” เปิดตู้เย็นบ่อย เพราะทุกครั้งที่เราเปิดประตูตู้เย็น ความเย็นซึ่งเป็นอากาศที่หนักกว่า จะไหลออกจากตู้ลงสู่พื้นทันทีที่ประตูเปิด ในขณะเดียวกัน อากาศร้อนและความชื้นจากข้างนอกก็จะไหลเวียนสวนเข้าไปแทน ทำให้อุณหภูมิภายในตู้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วงระยะเวลาที่ตู้เย็นควรจะรักษาความเย็นอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ลดลงฮวบ หากจะเปิดตู้ในช่วงที่ไฟดับ ควรคิดให้เสร็จก่อนเปิดว่าจะหยิบอะไรบ้าง และเปิดเพียงครั้งเดียวเพื่อหยิบออกมาให้ครบ
  • รวมของไว้ตู้เดียว ของแช่ที่รวมกลุ่มกัน จะทำหน้าที่เป็นมวลความเย็นสำรองให้กันและกัน หากที่บ้านมีตู้เย็นมากกว่า 1 ตู้ ให้ย้ายของจากตู้ที่ว่างกว่าไปรวมกันไว้ในตู้ที่ของแน่นที่สุด โดยเฉพาะของในช่องฟรีซ ยิ่งแน่น ยิ่งเก็บความเย็นได้นาน ส่วนวิธีการจัดของ ให้เอาของที่ “อยู่รอดได้นาน” เช่น น้ำดื่ม, ขวดซอส ไปวางล้อมรอบของที่ “ไปเร็วที่สุด” เช่น เนื้อสัตว์, ไอศกรีม (เอาของเปราะบางใส่ไว้ตรงกลาง)
  • ใช้น้ำแข็งช่วยในการเพิ่มมวลความเย็นสำรอง ถ้าในตู้เย็นมีน้ำแข็งและมันเริ่มละลาย ให้รีบย้ายน้ำแข็งมาใส่ถุงซิปล็อกที่เปิดผนึกอย่างแน่นหนา แล้วเอาถุงน้ำแข็งวางทับไว้ “ชั้นบนสุด” ของอาหาร เพราะอากาศเย็นจะจมลงด้านล่างเสมอ ซึ่งจะช่วยรักษาความเย็นให้กับอาหารกลุ่มที่เปราะบางได้อีกสักระยะ
  • เลือกของที่เสียง่ายออกมากินก่อน เพื่อลดการสูญเสียและไม่ต้องเปิดตู้บ่อย โดยให้เลือกของใน “ช่องธรรมดา” ก่อน (เพราะช่องฟรีซยังรักษาความเย็นได้นานกว่า) เน้นอาหารพวก กะทิ, เนื้อสัตว์ปรุงสุกแล้ว และนม อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวัง ให้นำอาหารออกมาอุ่นให้ร้อนจัดจนควันขึ้นก่อนกินทุกครั้ง เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจเริ่มขยายพันธุ์ขึ้นมาแล้ว
  • แยกของดิบออก เพื่อป้องกันมหกรรมการปนเปื้อน เมื่อน้ำเริ่มละลาย ย้ายเนื้อสัตว์ดิบลงมาไว้ที่ “ชั้นล่างสุด” หรือใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด/ถุงซิปล็อก เพื่อไม่ให้น้ำเลือดหรือน้ำที่ละลายจากถุงเนื้อไหลไปหาหรือไปหยดใส่อาหารอื่น ๆ ข้อนี้สำคัญที่สุดในแง่ของความปลอดภัย เพราะน้ำจากเนื้อดิบ สามารถพาสิ่งสกปรกกระจายไปได้ทั่วตู้ และถ้ามี “กระติกน้ำแข็ง” แยกต่างหาก ให้ย้ายเนื้อสัตว์ดิบไปอัดน้ำแข็งในกระติกแทน จะคุมความเย็นได้แน่นอนกว่าตู้เย็นที่เริ่มอุ่น
  • คัดของออก หากผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีวี่แววที่ไฟจะมา ให้คัดของที่ต้องทิ้งแน่ ๆ อย่าง ไอศกรีมที่เหลวแล้ว หรือแกงกะทิที่เริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ ออกจากตู้ เพื่อลดโอกาสในการเป็นแหล่งเพาะเชื้อจุลินทรีย์และแพร่กระจายไปสู่อาหารชนิดอื่น ๆ ผ่านอากาศ

คำเตือนและข้อควรระวัง!

  • หากอยากรู้ว่าอาหารที่เก็บไว้ในตู้เย็นยังกินได้อยู่ไหม หลีกเลี่ยงวิธีลองชิม แต่ให้สังเกตจาก กลิ่น ว่ามีกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นคาวที่ผิดปกติหรือไม่ สัมผัส มีความเมือกบนผิวเนื้อสัตว์ หรือฟองเล็ก ๆ ในแกงกะทิหรือไม่ สี สีที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เนื้อเริ่มมีสีเขียวหรือเทา
  • ตู้เย็นที่ไม่ทำงานเนื่องจากไฟดับจะมีความชื้นสูงมาก กลิ่นอาหารจะค่อย ๆ แรงขึ้นผิดปกติเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งกลิ่นคืออนุภาคชนิดหนึ่ง อย่างกลิ่นบูดของแกงกะทิ หรือกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ที่เริ่มเน่า มันจะกลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศภายในตู้เย็น และเมื่อน้ำแข็งละลายเป็นน้ำ หรือความเย็นที่แห้งสนิทเจอความอุ่นขึ้นจนเกิดไอน้ำก่อนจะควบแน่นเป็นหยดน้ำ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับกลิ่นและสิ่งเจือปน จากอากาศในตู้ได้ดีมาก และนี่คือช่วงที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายได้ทั่วทั้งตู้เย็น
  • ตู้เย็นที่ไฟไม่ทำงาน เป็นพื้นที่เหมาะสมมากในการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ทั้งอุณหภูมิที่อุ่นพอเหมาะ และความชื้นที่เพิ่มขึ้น
  • เมื่อความเย็นหายไป น้ำและความชื้นจะกลายเป็นตัวกลางสำคัญในการกระจายสิ่งปนเปื้อนภายในตู้
  • จึงต้องย้ำอีกครั้งว่าไอศกรีมที่ละลายแล้ว “ไม่ควรอย่างยิ่ง” ที่จะนำกลับไปแช่แข็งเพื่อกินใหม่ เพราะเชื้อจุลินทรีย์อาจเจริญเติบโตไปแล้วในช่วงที่มันเหลว
  • ส่วนน้ำแข็งที่ละลายเป็นน้ำแล้ว (และไม่ได้อยู่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เช่น น้ำแข็งที่อยู่ในบล็อกทำน้ำแข็ง) ก็ “ไม่ควร” ที่จะนำมากินเมื่อมันกลับมาแข็งใหม่เช่นกัน เพราะในช่วงที่มันละลายกลายเป็นน้ำ เชื้อโรคอาจลงไปปนเปื้อนในน้ำนั้นเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในช่องฟรีซไม่ได้มีแค่บล็อกหรือกระบะใส่น้ำแข็ง แต่ยังมีน้ำแข็งเกาะอยู่ตามผนังและเพดานของช่องฟรีซ หรืออาจมีเนื้อสัตว์สดอื่น ๆ เมื่อไฟดับนาน ๆ น้ำแข็งที่เกาะตามเพดานตู้จะเริ่มละลายและหยดลงมา ซึ่งหยดน้ำเหล่านั้นแทบไม่ต่างอะไรกับ “น้ำล้างตู้เย็น” มันจะกวาดเอาทั้งฝุ่นละออง เชื้อโรค และคราบอาหารที่ระเหยไปเกาะอยู่บนเพดานตู้ หยดลงไปในบล็อกหรือกระบะน้ำแข็งที่วางเปิดรับอยู่ด้านล่างพอดี หรืออาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคทางอากาศ ผ่านอนุภาคกลิ่น น้ำแข็งที่แข็งตัวใหม่จึงมักจะมีกลิ่นตู้เย็นที่รุนแรง ซึ่งกลิ่นที่แรงผิดปกติเป็นสัญญาณว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและจุลชีววิทยาบางอย่างภายในตู้
  • แต่น้ำแข็งที่ละลายเป็นน้ำเปล่าแล้ว “ไม่ได้ปนเปื้อนอะไร” เช่น อยู่ในขวดน้ำหรืออยู่ในบล็อกที่มีฝาปิดสนิทมิดชิด แล้วมันละลายอยู่ในนั้นโดยที่เราไม่ได้เปิดฝาเลย เมื่อไฟมาแล้ว อาจปล่อยให้มันกลับไปแข็งใหม่ได้โดยปลอดภัยกว่าน้ำในบล็อกหรือกระบะน้ำแข็งที่เปิดโล่งในเชิงชีวภาพ เพราะไม่มีปัจจัยภายนอกเข้าไปแทรกแซง และน้ำเปล่าก็ไม่มีสารอาหารให้จุลินทรีย์โตได้รวดเร็วเหมือนนมหรือน้ำตาลด้วย
  • น้ำแข็งหรือน้ำจากก้อนเนื้อสัตว์แช่แข็งที่ละลายแล้ว สามารถกลายเป็นพาหนะในการนำพาเชื้อโรคที่เคยแฝงตัวอยู่ในทุกซอกทุกมุมของตู้เย็น แต่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในภาวะอุณหภูมิต่ำและแห้ง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจนทั่วตู้เย็นได้ เพราะพอมันละลาย น้ำเหล่านั้นจะไหลไปตามถาด ตามชั้นวาง พาสิ่งสกปรกจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และพอไฟมาจนน้ำแข็งตัวใหม่ มันไม่ได้แข็งแค่น้ำ แต่มันไปรวบรวมเอาสิ่งสกปรกระหว่างทางมาไว้ในก้อนน้ำที่แข็งใหม่นั่นด้วย

เราจะเห็นได้ว่า “ตู้เย็นที่ไฟดับ” มันไม่ได้หยุดทำงานแค่ในแง่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มันคือการที่ “ระบบถนอมอาหาร” ทั้งหมดก็เริ่มค่อย ๆ พังลงตามเวลาที่ผ่านไปด้วย เมื่อความเย็นหายไป ความชื้น น้ำละลาย และอุณหภูมิที่สูงขึ้น จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเติบโตและแพร่กระจายของจุลินทรีย์ อาหารบางชนิดอาจยังพอกินได้ แต่บางอย่างอาจเริ่มปนเปื้อนแล้วโดยที่เราไม่สามารถสังเกตได้ทันที ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อไฟดับ ไม่ใช่แค่พยายามรักษาความเย็นให้นานที่สุด หรือรู้ว่าอาหารชนิดไหนจะไปก่อนไปหลัง แต่ต้องรู้ว่าอะไรควรเก็บ อะไรควรรีบกิน และอะไรควรทิ้งด้วย เพราะบางครั้ง การเสียดายอาหาร อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อสุขภาพที่หนักกว่าที่คิด