Home Work & Living Living กฎหมายของการปัดเศษสตางค์ ปัดโดยพลการ “เอาเปรียบผู้บริโภค”

กฎหมายของการปัดเศษสตางค์ ปัดโดยพลการ “เอาเปรียบผู้บริโภค”

ทุกวันนี้ หลายคนไม่พกเงินสดติดตัวกันแล้ว ส่วนคนที่ยังมีเงินสดอยู่ ก็เชื่อได้ว่าเหรียญกษาปณ์มูลค่าน้อยที่สุดในกระเป๋าเงิน น่าจะเป็นเหรียญ 1 บาท แทบไม่มีใครพกเหรียญ 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์ติดตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง หน่วยเงินที่เล็กที่สุดของไทยคือ “สตางค์”

การจับจ่ายใช้สอยบางครั้งจึงมีเศษสตางค์ที่ต้องจ่าย ถูกตัดทิ้งบ้าง หรือบางครั้งร้านค้าก็ทอนเหรียญ 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์ให้ อย่างไรก็ดี หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า การปัดเศษสตางค์ไม่ได้ใช้หลักการปัดทศนิยมแบบคณิตศาสตร์ทั่วไป แต่มีหลักเกณฑ์ที่อิงตามกฎหมาย และหากห้างร้านปัดเศษเองโดยไม่อิงเกณฑ์ดังกล่าว ก็อาจมีโทษทางกฎหมายได้ นี่คือเรื่องที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ควรรู้

เศษสตางค์ในใบเสร็จมาจากไหนได้บ้าง

การที่เราเจอเศษสตางค์ในใบเสร็จ ส่วนใหญ่มักเกิดมาจากการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์หลายชั้น ซึ่งเป็นกระบวนการทางบัญชีและระบบภาษีที่ซ้อนกันอยู่ มากกว่าที่จะตั้งใจตั้งราคาเป็นเศษสตางค์ตรง ๆ ลองมาดูกันว่าเศษสตางค์ในใบเสร็จ เกิดมาจากอะไรได้บ้าง

1. การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) แม้ราคาสินค้าจะเป็นจำนวนเต็ม แต่เมื่อรวมนำราคาสินค้าคูณภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป 7% อาจทำให้เกิดทศนิยม

2. สินค้าที่ขายแบบชั่ง ตวง วัด ในแผนกของสด เช่น เนื้อหมู ผัก หรือผลไม้ จะตั้งราคาขายแบบต่อหน่วย ซึ่งเมื่อเรานำสินค้าไปชั่งน้ำหนักจริงเพื่อคิดราคา มันมักจะไม่ลงตัว เช่น ไม่ถึงกิโลกรัม หรือเกินกิโลกรัมไปเล็กน้อย นั่นทำให้ราคาที่ต้องจ่ายไม่เป็นจำนวนเต็ม เพราะระบบจะพิมพ์ราคาตามจริงจากจำนวนหน่วยที่เราซื้อ

3. ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ การลดราคาเป็นเปอร์เซ็นต์ทำให้เกิดทศนิยมขึ้นได้เสมอ ส่งผลให้ราคาหลังหักส่วนลดมีเศษสตางค์

4. ค่าธรรมเนียมบริการ (Service Charge 10%) พบได้บ่อยในร้านอาหาร การคำนวณจะเป็นลักษณะเดียวกันกับการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม คือนำราคาสินค้าคูณค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มเข้าไป 10% (ค่าธรรมเนียมบริการจะถูกคิดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทำให้ราคาสุทธิกลายเป็นทศนิยม

5. การแปลงสกุลเงิน พบในสินค้านำเข้าที่ตั้งราคาในสกุลเงินอื่น เมื่อนำมาแปลงเป็นเงินบาท จะเกิดเศษทศนิยมทันที

6. โปรโมชันหลายชั้น การลดราคาหลายชั้น เช่น ลดราคาสมาชิก แล้วลดเพิ่มตามโปรโมชันหน้าร้าน ทำให้เกิดทศนิยม

7. การเฉลี่ยราคา การเฉลี่ยราคาโปรโมชันให้เป็นต่อชิ้น เช่น โปรโมชันซื้อ 3 ชิ้น 100 บาท ระบบจะเฉลี่ยเป็น 33.33 ต่อชิ้น หรืออาจเกิดจากการกระจายส่วนลดท้ายใบเสร็จ เช่น ลด 100 บาท ทว่าในระบบไม่ได้หัก 100 บาทไปเฉย ๆ จะใช้วิธีกระจายส่วนลดไปยังสินค้าแต่ละรายการ ทำให้สินค้าทุกรายการในใบเสร็จมีราคาที่ติดเศษสตางค์ เมื่อคำนวณจากราคาเต็มและราคาจริงของสินค้า ส่วนลดจะครบ 100 บาทพอดี

8. สินค้าในกลุ่ม FMCG หรือสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเร็ว หากลองสังเกตตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ จะพบว่ามีสินค้ากลุ่มหนึ่งที่มักมีเศษสตางค์ในราคาปลีก สินค้ากลุ่มนี้เรียกว่า “สินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเร็ว (FMCG)” เป็นสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยต่ำ กำไรน้อย และขายออกเร็ว เช่น นมขวด เครื่องดื่มพร้อมดื่ม ไข่แพ็ก น้ำมันพืช น้ำตาลทราย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ โดยสินค้ากลุ่มนี้มักมีเศษสตางค์ในราคาขาย เนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้

  • เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องซื้อซ้ำบ่อย สินค้าเหล่านี้ขายในปริมาณมาก จึงไม่จำเป็นต้องตั้งกำไรต่อชิ้นสูง การขายได้ต่อเนื่องทำให้ปริมาณช่วยชดเชยกำไร
  • คำนวณจากราคาควบคุมและราคากลาง สินค้าหลายอย่าง เช่น นม น้ำมันพืช และน้ำตาลทราย เป็นสินค้าควบคุม ที่อิงกับราคากับตลาดโลก/ราคากลางเกษตรกร เมื่อนำต้นทุนวัตถุดิบมาบวกค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และกำไรตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขสุดท้ายจึงมักออกมาเป็นเศษสตางค์เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • แข่งขันด้านราคาสูง การตัดสินใจเกิดขึ้นรวดเร็ว เมื่อลูกค้าเทียบราคาแล้วเห็นส่วนต่าง เช่น น้ำดื่มสองยี่ห้อ ยี่ห้อแรกขวดละ 7 บาท อีกยี่ห้อขวดละ 6.50 บาท แม้ราคาจะต่างกันเพียง 50 สตางค์ แต่ในเชิงจิตวิทยา ขวดที่ราคา 6.50 บาท จะถูกมองว่าประหยัดกว่า ลูกค้าที่ไม่ได้ยึดติดยี่ห้อจะมองว่ายี่ห้อไหนมันก็แทนกันได้ เมื่อเจอราคา “แพงกว่า” หลายคนหันไปหาของที่ถูกกว่าได้ทันที ที่สำคัญ เมื่อซื้อจำนวนมาก ความต่างเพียงเศษสตางค์จะส่งผลชัดเจนต่อราคารวม
  • โครงสร้างกำไรที่เน้นปริมาณ สินค้ากลุ่มนี้มีส่วนต่างกำไรต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ กำไรต่อชิ้นอาจจะอยู่ในระดับสตางค์ เศษสตางค์จึงช่วยให้ราคายังดูประหยัดและจูงใจให้เกิดการซื้อจำนวนมากเพื่อชดเชยกำไร เพราะในสเกลระดับล้านชิ้น ส่วนต่างเพียง 25 สตางค์สามารถกลายเป็นกำไรรวมจำนวนมากได้
  • การคำนวณส่วนต่างกำไรของร้านค้าปลีก เช่น ราคาส่งอยู่ที่ 11.60 บาท หากร้านต้องการกำไรประมาณ 5-6% เมื่อบวกกำไรเข้าไปแล้ว ราคาขายจะอยู่ที่ 12.18-12.30 บาท ดังนั้น การตั้งราคาไว้ที่ 12.25 บาท จึงเป็นจุดสมดุลที่ราคาไม่แพงเกินไป ยังได้กำไรตามที่ต้องการ และสามารถแข่งขันได้
  • ราคาปรับตามต้นทุนแลมีความอ่อนไหว เมื่อต้นทุนขยับเพียงเล็กน้อย ราคาขายที่ยังต้องรักษาระดับกำไรอาจต้องปรับตาม แต่ต้องปรับอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคมักจดจำราคาอ้างอิงของสินค้าในกลุ่มนี้ได้แม่นยำ (KVI – Known Value Items) หากราคาปรับขึ้นเพียง 1 บาท อาจรู้สึกแพงทันที ร้านค้าจึงใช้เศษสตางค์เป็นเครื่องมือในการประคองราคาหรือใช้ในการทำโปรโมชันไม่ให้ราคาสูงเกินไป
  • การจัดโปรโมชันและราคาต่อหน่วย ร้านค้ามักใช้เศษสตางค์เพื่อทำให้สินค้าหีบห่อดูคุ้มค่ากว่าราคาต่อชิ้น เช่น น้ำเปล่าขวดละ 10 บาท แต่แพ็ก 6 ขวด ราคา 56.25 บาท เมื่อหารออกมาจะตกขวดละ 9.375 บาท ทำให้ราคาต่อหน่วยต่ำลงจริงในเชิงบัญชี
  • กลยุทธ์ในการแสดงราคาส่วนลด เมื่อมีการจัดโปรโมชัน มักคงเศษสตางค์ไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าราคาดังกล่าวมาจากการคำนวณส่วนลดจริง ไม่ใช่การตั้งราคาขึ้นมาใหม่

ความจำเป็นที่เรายังต้องมีเศษสตางค์

แม้เศษสตางค์อาจดูน่าหงุดหงิด แต่การมีตัวเลขระดับนี้ยังจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้การกำหนดราคามีความแม่นยำ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ความจำเป็นของการคง “เศษสตางค์” ไว้ แม้ในวันที่เราแทบไม่ได้ถือเหรียญสตางค์แล้ว มีเหตุผลสำคัญทั้งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ความยุติธรรม และระบบดิจิทัล ดังนี้

1. ความถูกต้องแม่นยำทางบัญชีและภาษี

กฎหมายกำหนดให้การทำบัญชีต้องบันทึกตามจริง เพื่อป้องกันการทุจริตและการรั่วไหลของภาษี หากตัดเศษสตางค์ทิ้งทั้งหมด จะเกิดส่วนต่างสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่มียอดขายสูง

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat): ภาษี 7% มักจะคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมเสมอ หากสามารถปัดเศษทิ้งได้ตามใจชอบ ยอดรวมภาษีที่รัฐควรจะได้รับจากธุรกรรมทั้งประเทศจะหายไปเป็นจำนวนมาก
  • การตรวจสอบบัญชี: ในบริษัทจดทะเบียน เงินทุกสตางค์ต้องกระทบยอดให้ตรงกัน หากเลขในใบเสร็จไม่ตรงกับยอดโอนเพราะการปัดเศษ จะเกิดปัญหายุ่งยากในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง ตัวอย่างเช่น สินค้า 10,000 รายการ ต่างกันเฉลี่ยเพียง 0.03 บาท จะกลายเป็น 300 บาทต่อวัน และตลอดปีอาจเป็นหลักแสนบาท

2. ความยุติธรรมในการคิดราคา โดยเฉพาะการซื้อขายในปริมาณมาก

ในเชิงธุรกิจที่ซื้อขายกันด้วยปริมาณสูง เศษสตางค์จะมีความหมายมากกว่าที่คิด

  • ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ: หากปัดราคาขายให้เป็นจำนวนเต็ม บางครั้งลูกค้าจะเสียเปรียบ บางครั้งร้านจะเสียเปรียบ การมีเศษสตางค์ทำให้จ่ายได้ตามราคาจริง ซึ่งเป็นราคาที่คำนวณมาแล้ว
  • สินค้าอุตสาหกรรม: เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันที่ต่างกันเพียง 0.25 บาทต่อลิตร หากเติมน้ำมันรถบรรทุก 400 ลิตร ส่วนต่างจะกลายเป็น 100 บาททันที
  • การคำนวณต้นทุนต่อหน่วย: โรงงานที่ผลิตสินค้าวันละ 1,000,000 ชิ้น หากลดต้นทุนได้เพียง 10 สตางค์ต่อชิ้น บริษัทจะประหยัดเงินได้ถึง 100,000 บาทต่อวัน ดังนั้น การตั้งราคาที่มีเศษสตางค์จึงจำเป็นต่อการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • จำเป็นกับราคาต่อหน่วย: สินค้าที่ขายแบบชั่ง ตวง วัด เช่น เนื้อสัตว์หรือผลไม้ แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดเศษสตางค์ เนื่องจากการหยิบสินค้าโดยกะด้วยสายตา อาจได้ปริมาณไม่ตรงกับหน่วยราคาที่กำหนดไว้ บางครั้งอาจขาดหรือเกินเล็กน้อย ในตลาดสดทั่วไป ผู้ขายอาจปรับน้ำหนักขึ้นหรือลงเล็กน้อย (หรือปัดน้ำหนักทิ้ง ถ้าเกินมาน้อยมาก ๆ) เพื่อให้คิดเป็นราคาเต็มได้ แต่ในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบจะคำนวณและพิมพ์ราคาออกมาตามน้ำหนักจริง ทำให้เกิดเศษสตางค์ตามการคำนวณโดยอัตโนมัติ

3. การรองรับสังคมไร้เงินสด

ในอดีตเศษสตางค์เป็นภาระ เพราะต้องใช้เหรียญ แต่ในยุคดิจิทัลที่เรามักจะโอนเงิน สแกนจ่าย ใช้จ่ายผ่านบัตร หรือใช้ e-wallet เศษสตางค์ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องตัดเศษสตางค์ทิ้ง

  • ตัดยอดได้ทันที: การจ่ายด้วยระบบดิจิทัลสามารถจ่ายได้ละเอียดถึง 0.01 บาท เช่น หากซื้อของราคา 123.41 บาท ก็สามารถจ่ายได้ตามราคาจริงโดยไม่ต้องรอเงินทอน และไม่ต้องปัดให้เป็น 50 สตางค์ด้วย
  • ลดความรู้สึกเสียเปรียบ: ผู้บริโภคไม่ต้องรู้สึกว่าถูกร้านค้าเอาเปรียบจากการปัดเศษขึ้น และร้านค้าก็ไม่ต้องแบกรับภาระจากการปัดเศษทิ้งให้ลูกค้า

4. การตั้งราคายืดหยุ่นทางธุรกิจ

เศษสตางค์ จะช่วยให้ร้านค้าบริหารราคาได้อย่างละเอียดและแข่งขันได้มากขึ้น

  • คำนวณส่วนต่างกำไรได้แม่นยำ: ร้านค้าสามารถตั้งราคาตามโครงสร้างต้นทุนจริง เช่น ราคาทุน 11.60 บาท หากต้องการกำไร 5% ราคาที่เหมาะสมคือ 12.18 บาท การตั้งราคา 12.25 บาทจะสะท้อนกำไรตามเป้าหมายได้ดีกว่าการปัดทศนิยมลงเป็น 12 หรือทศนิยมขึ้นเป็น 13 บาท
  • ทำโปรโมชันได้ละเอียด: การใช้เศษสตางค์ช่วยให้กำหนดราคาส่วนลดได้อย่างสมจริง เช่น ลดจาก 12.50 บาท เหลือ 11.75 บาท ทำให้ยังรักษากำไรบางส่วนและไม่กระทบกับภาพลักษณ์ราคา
  • ควบคุมภาพลักษณ์ราคาสำหรับสินค้าอ่อนไหว: สินค้าบางชนิดมี “ราคาอ้างอิง” ที่ผู้บริโภคจำได้แม่น การปรับราคาจาก 10 บาท เป็น 10.25 บาท ทำให้ยังอยู่ในช่วงราคาที่ลูกค้ายอมรับได้ มากกว่าการขึ้นเป็น 11 บาททันที ซึ่งจะทำให้รู้สึกว่าแพง
  • แข่งขันด้านราคาได้ละเอียดขึ้น: ในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก การตั้งราคาต่างกันเพียง 25-50 สตางค์ สามารถทำให้สินค้าโดดเด่นโดยไม่ต้องลดกำไรอย่างรุนแรง

5. ความจำเป็นด้านนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ

เศษสตางค์ช่วยประคับประคองไม่ให้ราคาสินค้าาปรับตัวเร็วเกินไป

  • การปรับราคาแบบละเอียด: หากไม่มีเศษสตางค์ เมื่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ร้านค้าอาจต้องขึ้นราคาทีละ 1 บาททันที เช่น จาก 10 บาท เป็น 11 บาท ซึ่งเท่ากับการขึ้นราคาถึง 10% แต่การมีเศษสตางค์ช่วยให้ร้านค้าปรับราคาเป็น 10.25 หรือ 10.50 บาทได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวมน้อยกว่า
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI): การคำนวณเงินเฟ้อต้องอาศัยข้อมูลราคาที่ละเอียดมาก เศษทศนิยมเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลเห็นภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในตลาดได้แม่นยำตามจริง

การปัดเศษสตางค์ ไม่ใช่แค่ปัดทศนิยม เพราะมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

การปัดทศนิยมในวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถม เรียกว่า “การปัดเศษทศนิยมตามหลักคณิตศาสตร์ทั่วไป” มีหลักการง่าย ๆ คือ

  • เลือกตำแหน่งทศนิยมที่ต้องการ จากนั้นให้พิจารณาตัวเลข ถัดไปทางขวา อีกหนึ่งหลัก เพื่อใช้ตัดสินว่าจะปัดขึ้นหรือปัดลง
  • หากตัวเลขถัดไป (ทางขวา) “มากกว่าหรือเท่ากับ 5” ให้เพิ่มค่าตัวเลขที่เลือกขึ้นไป 1 (ปัดขึ้น)
  • หากตัวเลขถัดไป “น้อยกว่า 5” ให้คงตัวเลขนั้นไว้ (ปัดลงหรือปัดทิ้ง)

อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่ “ต้องระวัง” เพราะ “หลักการจัดการเศษสตางค์” ไม่ได้ใช้หลักการเดียวกันกับการปัดเศษทศนิยมทั่วไป โดยแนวทางการปัดเศษสำหรับการชำระเงินสด จะแบ่งช่วงเป็น 12, 37, 62 และ 87 สตางค์ เพื่อให้สอดคล้องกับเหรียญ 25 และ 50 สตางค์ที่เรามีใช้จริง

สำหรับหลักการจัดการเศษสตางค์ในประเทศไทย ไม่ได้ทำตามอำเภอใจหรือปัดตามหลักคณิตศาสตร์ทั่วไป (ที่ 0.5 ขึ้นไปปัดเป็น 1) แต่มี “มาตรฐานการปัดเศษสตางค์” ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และใช้เป็นหลักเกณฑ์ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จึงถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการพิจารณาทางกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการพาณิชย์

เมื่อมีการชำระเงินด้วย “เงินสด” และยอดรวมมีเศษสตางค์ที่ไม่มีเหรียญในระบบทอนได้ (เช่น 1-24 สตางค์ หรือ 26-49 สตางค์) หลักเกณฑ์ที่ใช้จัดการมีดังนี้

1. หลักการปัดเศษตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย

เนื่องจากปัจจุบันเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในตลาดมีค่าน้อยที่สุดคือ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและทอนเงินได้จริงในทางปฏิบัติ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงวางหลักเกณฑ์การปัดเศษไว้ดังนี้ (ระบบสตางค์จะใช้ทศนิยมสองตำแหน่ง อิงตาม 100 สตางค์ = 1 บาท)

  • เศษ 1-12 สตางค์: ให้ปัดทิ้ง (จ่ายเท่ากับจำนวนบาทถ้วน)
  • เศษ 13-37 สตางค์: ให้ปัดเป็น 25 สตางค์ (เศษ 13-24 สตางค์ ปัดขึ้น เศษ 26-37 สตางค์ ปัดลง)
  • เศษ 38-62 สตางค์: ให้ปัดเป็น 50 สตางค์ (เศษ 38-49 สตางค์ ปัดขึ้น เศษ 51-62 สตางค์ ปัดลง)
  • เศษ 63-87 สตางค์: ให้ปัดเป็น 75 สตางค์ (เศษ 63-74 สตางค์ ปัดขึ้น เศษ 76-87 สตางค์ ปัดลง)
  • เศษ 88-99 สตางค์: ให้ปัดขึ้นเป็น 1 บาท

หลักการนี้ออกแบบมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ย “ปัดขึ้น” และ “ปัดลง” มีความสมดุลกัน ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่เสียประโยชน์จนเกินไปในระยะยาว

2. ขอบเขตทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ต้องระวัง

แม้จะมีหลักการปัดเศษข้างต้น แต่ในทางกฎหมายยังมีเงื่อนไขกำกับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีประเด็นที่ต้องระวังคือ

  • การแสดงราคา: ร้านค้าต้องติดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน หากในป้ายระบุราคาที่มีเศษสตางค์ ห้ามร้านค้าปัดเศษขึ้นเองโดยพละการ โดยไม่อิงหลักเกณฑ์ข้างต้น (เช่น 20.10 บาท จะปัดเป็น 21 บาทไม่ได้เด็ดขาด) และถ้าตอนคิดเงินมีการปัดขึ้นโดยไม่แจ้งให้ทราบ หรือปัดเกินกว่าหลักเกณฑ์ข้างต้น ถือว่ามีความผิด
  • การชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล: กฎการปัดเศษนี้ ใช้สำหรับการชำระด้วย “เงินสด” เท่านั้น และจะ “ไม่ใช้” กับการโอนเงินผ่านแอปฯ, บัตรเครดิต หรือ QR Code เพราะระบบสามารถตัดเงินได้ละเอียดถึงหลักสตางค์ หากร้านค้าปัดเศษขึ้นในการจ่ายดิจิทัล ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
  • สิทธิในการร้องเรียน: หากพบร้านค้าปัดเศษไม่เป็นธรรม (เช่น ปัดขึ้นตลอดเวลา) สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สคบ. 1166 ได้ เพราะถือเป็นการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร
  • การคิดราคาสินค้าและค่าบริการโดยปัดเศษสตางค์เอาเปรียบผู้บริโภคมีโทษ การฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 65 พ.ศ. 2566 เป็นความผิดตามมาตรา 28 มีโทษเปรียบเทียบปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือกรณีฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. ข้อควรทราบเพิ่มเติม

ในใบเสร็จของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เราอาจเห็นช่องที่เขียนว่า “Rounding” หรือ “การปัดเศษ” เนื่องจาก

  • ห้างสรรพสินค้า/ซูเปอร์มาร์เก็ต: ส่วนใหญ่จะมีระบบคำนวณการปัดเศษที่เป็นมาตรฐานในใบเสร็จ (Rounding) ซึ่งมักจะเฉลี่ยให้มีทั้งปัดขึ้นและปัดลงตามความจริง เพราะในทางบัญชี ยอดสุทธิหลังหักส่วนลดหรือรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว มักจะออกมาเป็นทศนิยมละเอียด ดังนั้น เมื่อเราเลือกจ่ายด้วย เงินสด ระบบจะคำนวณตามตารางข้างต้นโดยอัตโนมัติ เพื่อให้พนักงานสามารถทอนเหรียญสลึงได้ตรงตามเกณฑ์
  • การปัดเศษในทางภาษี: ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีเงินได้ หากมีเศษสตางค์ กรมสรรพากรระบุให้คิดตามจริงในแบบแสดงรายการ แต่ในการชำระเงินมักจะอนุโลมตามหลักการธนาคาร
  • ใบกำกับภาษี: แม้การจ่ายเงินสดจะปัดเศษ แต่ใน ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ยอดเงินในช่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยอดรวมสุทธิทางบัญชี จะต้องลงตัวเลขทศนิยม 2 ตำแหน่งตามจริง ห้ามใช้ตัวเลขที่ปัดเศษแล้วไปคำนวณภาษี เพราะจะทำให้ยอดสัดส่วน 7% คลาดเคลื่อนในระบบสรรพากร
  • ความยินยอม: ในทางปฏิบัติ หากร้านค้าไม่มีเหรียญสตางค์ทอนลูกค้าจริง ๆ และไม่ได้ปัดตามเกณฑ์ การ “แถมลูกอม” หรือ “ขอรับเงินไม่เต็มจำนวน” ต้องเกิดจากความยินยอมของลูกค้าเท่านั้น ร้านจะทอนขาดโดยพลการไม่ได้

หลักการนี้ช่วยลดความขัดแย้งหน้าเคาน์เตอร์ชำระเงินได้ดีมาก เพราะทั้งคนขายและคนซื้อต่างใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่าจะทอนเงินอย่างไร

ในปัจจุบัน แม้เหรียญสตางค์ที่เป็นวัตถุจะค่อย ๆ หายไปจากกระเป๋าเงินของเรา แต่ “หน่วยสตางค์” ในทางตัวเลขยังคงต้องอยู่ต่อไป เพราะมันคือเครื่องมือที่ช่วยรักษาความสมดุลระหว่าง “ต้นทุนที่แท้จริง” กับ “ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย” ให้มีความเป็นธรรมและละเอียดที่สุดนั่นเอง