พักหลังมานี่ คนไทยเสพติดดราม่าและชอบอยู่ใน Echo Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) ในโซเชียลมีเดีย จนทำให้เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องที่ควรให้ความสนใจกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเพราะ โซเชียลมีเดียไม่ได้ฟีดเนื้อหาดังกล่าวเข้ามาให้เห็น
เมื่อก่อนเวลามีเพื่อนฝูง หรือคนที่อยากติดตามข่าวสารบ้านเมือง มาถามผู้เขียนว่าสื่อไหนเชื่อถือได้บ้าง ผู้เขียนมักบอกกลาง ๆ ให้พวกเขาตามสื่อกระแสหลัก ทั้งสำนักข่าวหรือสถานีโทรทัศน์ที่ผลิตรายการข่าว เพราะเชื่อว่าในยามที่ข่าวลือหรือข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเต็มบ้านเต็มเมืองนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อ จะนำเสนอ NEWS อันหมายถึง North East West South ให้ครบทุกด้าน
แต่ในความเป็นจริง ที่โลกของสื่อสารมวลชนหรือผู้ผลิตรายการ รวมไปถึงคนที่ทำสำนักข่าวล้วนต้องเผชิญหน้ากับสภาพเศรษฐกิจที่ยิ่งกว่าตกสะเก็ด ไม่ว่าจะสื่อเล็ก สื่อใหญ่ ล้วนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด การที่เราจะเห็นข่าวเศรษฐกิจ หรือข่าวต่างประเทศในประเด็นสำคัญก่อนข่าวประเภท Human Interest หรือข่าวที่ชาวบ้านสนใจนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วในยุคนี้ เช่นเดียวกับข่าวกีฬาที่แทบจะล้มหายไปจากสำนักข่าวหลัก เหลือติดติ่ง ๆ ไว้กับผลการแข่งขัน เพราะยุคนี้คนเสพสื่อนั้นชอบที่จะอยู่ใน “ห้องเสียงสะท้อน” ของตนเอง เสพข่าวจากเพจหรือจากอินฟลูเอนเซอร์แล้วมันถึงอารมณ์กว่า
และทำให้หลายครั้งที่เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่อง เพราะการเสพข่าวที่อยู่ในห้องของเสียงสะท้อนมาก ๆ นั้นทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) จนเชื่อกันเป็นตุเป็นตะว่าเป็นความจริง (ในแบบที่ตนเองเชื่อ) พอมีการอธิบายด้วยข้อเท็จจริงกลับไม่มีใครเชื่อ
อย่างเรื่องของโค้ชคนดังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นั่งคุยกับรุ่นน้องที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ รุ่นน้องเล่าให้ฟังว่าเอาเข้าจริงแล้วเรื่องมันควรจบด้วยดี แต่พอสื่อยุคดิจิทัลทั้งบนโซเชียลมีเดีย หรือผลิตคอนเทนต์เป็นคลิปสั้นบนแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา พากันตีฟูหวังยอด View และ Engagement สุดท้ายเรื่องที่ควรจะจบยังถูกนำไปขยายความโดยสื่อกระแสหลัก กลายเป็นดราม่าต่อเนื่อง คนที่อยู่ในเนื้อข่าวก็บาดเจ็บทางใจกันไป
ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยนั่งคุยกับอาจารย์ที่เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยดัง ท่านพูดถึง การที่สื่อยุคดิจิทัลที่ถือกำเนิดกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล ทีวี เว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย ท่านบอกว่าเมื่อก่อนสื่อมีจำนวนน้อยทำให้ ผู้บริโภคเหมือนถูกบังคับให้เสพ แต่ในปัจจุบันที่คนตั้งตัวเป็นสื่อกันมายมายในหลายแพลตฟอร์ม ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกได้ และจะเข้าสู่ทฤษฎีแก้วแชมเปญ ที่คัดกรองสื่อที่ถูกใจผู้คนมากที่สุด
ทฤษฎีแก้วแชมเปญของอาจารย์ท่านดังกล่าว คือการเปรียบเทียบโดยมีภาพแก้วแชมเปญที่วางเรียงซ้อนกันหลายชั้น เมื่อเทแชมเปญลงไป แก้วที่อยู่แถวบนมักจะเป็นแก้วที่มีแชมเปญอยู่เต็มแก้ว เปรียบเสมือนสื่อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด แก้วด้านล่าง แชมเปญจะไหลลงไปได้ช้า หรือไม่ได้รับเลย
ในการอธิบายเรื่องทฤษฎีแก้วแชมเปญนี้ อาจารย์ท่านทิ้งท้ายกับผู้เขียนไว้ว่า “อยากรู้ว่าสังคมเป็นอย่างไร ก็ให้ดูข่าวที่พวกเขาสนใจ” เพราะเอาเข้าจริงแล้ว แก้วแชมเปญที่อยู่ด้านบน หากมีปริมาณแชมเปญมากจนเกินไปก็สามารถโค่นลงมาได้ เหมือนกับคนที่ทำหน้าที่สื่อ หากหวังกอบโกยเพียงอย่างเดียวจนบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ถึงวันหนึ่งก็โค่นลงมาได้เช่นกัน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























