Home Work & Living Living CMMU เปิดข้อมูล คนสูงวัยใช้เน็ตพุ่งกว่า 3 เท่า ในช่วง 7 ปี 94% ใช้ AI แล้ว

CMMU เปิดข้อมูล คนสูงวัยใช้เน็ตพุ่งกว่า 3 เท่า ในช่วง 7 ปี 94% ใช้ AI แล้ว

ผู้สูงวัยไทยไม่แก่เกินเทค! เปิดว้าว ข้อมูลเทคฯ มัดใจคนวัย 50+ “Health Tech, Smart Home & Lifestyle และ AI-Powered Solutions” พร้อมชี้กับดักสำคัญฉุดคนสูงวัยไม่กล้าใช้เทคโนโลยี “ระบบซับซ้อน-กลัวข้อมูลหลุด” ยังมาวิน

เปิดกลยุทธ์ 5A ที่ภาคการตลาดต้องใช้มัดใจคนสูงวัย “เข้าถึงง่าย – ให้ความมั่นใจ – ใช้แล้วรู้สึกอิสระ – คุ้มค่าในระดับลึก – รู้สึกผูกพัน” ปลุกคนสูงวัยวิ่งตามทันโลก

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย Silver Age Technology Adoption” เผยข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์ ลบภาพจำ “ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน” ชี้กลุ่ม Silver Age หรือ 50+ คือผู้บริโภคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 95% ครอบครองสมาร์ตโฟน 61% ใช้แท็บเล็ต 94% เคยใช้งาน AI แล้ว และ 83% สนใจผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ใช้ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

ขณะที่ YouTube และ Netflix เป็นแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม พบอินไซต์สำคัญ ผู้ชายวัย 50+ พร้อมเป็น Early Adopter เทคโนโลยีสุขภาพมากกว่าผู้หญิง พร้อมชี้ชัด “ความสนใจในเทคโนโลยี” ไม่เท่ากับ “ความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ” พร้อมเสนอ “5A Star metrix Framework” เป็นกรอบคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย สร้างการยอมรับและยอมจ่ายคว้าโอกาสในตลาด Silver Economy ที่จากข้อมูลในรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะโตถึง 3.ล้านล้านบาท ภายในปี 2576

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด (CMMU)

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวในงานสัมมนา “Silver Edge & AI: พลิกโฉมคุณค่าชีวิต 50+ สู่สังคมยุคเทค AI” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ 2 ปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศนั่นคือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ในปี 2567 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปพุ่งจากเพียง 18.20% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 69.30% ในปี 2567 และปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันและใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน จากข้อมูลปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

“สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่สุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต รวมถึงการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แนวโน้มระยะสั้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมและตลาดที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและทำความเข้าใจ เพื่อปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตลาด Silver Economy ซึ่งคาดว่าจะโตถึง 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576″

อาจารย์ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการกลุ่ม Silver Age ยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น CMMU จึงจัดทำงานวิจัย “Silver Age Technology Adoption” ศึกษาพฤติกรรม ความกังวล ความต้องการที่แท้จริง และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธเทคโนโลยีและ AI ของผู้บริโภคกลุ่ม Silver Age เพื่อให้นักการตลาด นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ประกอบการ สามารถนำผลวิจัยไปต่อยอดและพัฒนากลยุทธ์เชิงธุรกิจเพื่อคว้าโอกาสจาก “เศรษฐกิจสูงวัย” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้

โดยการทำวิจัยครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง 621 คน จากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50-65 ปี มีสถานะสมรส การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 150,000 บาท ซึ่งไม่เพียงสะท้อนภาพของกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็น “ตลาดแห่งคุณค่า” ที่การตัดสินใจซื้อไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความคาดหวังในคุณภาพ และความต้องการโซลูชันที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงใจ

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Silver Age คือผู้บริโภคดิจิทัลที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่การตัดสินใจใช้งานถูกขับเคลื่อนจาก “ความกังวล” เป็นหลัก ซึ่งแปรผันตามเพศ การศึกษา และรายได้อย่างมีนัยสำคัญโดย มิติทางเพศ พบว่า ผู้หญิงมีค่าเฉลี่ยความกังวลสูงกว่าผู้ชายในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐานอย่างสุขภาพและร่างกาย และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน มิติการศึกษา พบว่า กลุ่มที่การศึกษาสูงกว่า “ปริญญาโท” มีความกังวลสูงที่สุดในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องความเหงาหรือการขาดปฏิสัมพันธ์ รายรับ-รายจ่ายและความสัมพันธ์ในครอบครัว สะท้อนถึงแรงกดดันและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นตามระดับความสำเร็จ ส่วนมิติรายได้ทำให้ “ประเภทความกังวล” เปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยกลุ่มรายได้ 80,001-150,000 บาท กังวลสูงสุดเรื่อง “ความปลอดภัย” ในขณะที่รายได้มากกว่า 150,000 บาท กังวลสูงสุดเรื่อง “สุขภาพและร่างกาย” ซึ่งสะท้อนชัดว่า เมื่อมีความมั่นคงทางการเงินดีแล้ว จึงหันไปโฟกัสกับเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพแทน

ดังนั้น การสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับการสะท้อนและตอบโจทย์ “ความกังวล” ที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่การนำเสนอเพียงฟีเจอร์ลอย ๆ

ด้านพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน พบว่า Silver Age คือผู้ใช้ดิจิทัลที่ผนวกเทคโนโลยี เข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสื่อสาร ความบันเทิง และการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยพบว่า Silver Age 95% ใช้สมาร์ตโฟน และ 61% ใช้ Tablet เป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน 93% ใช้ LINE และ 83% ใช้ Facebook เป็นช่องทางสื่อสารหลัก ส่วนแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม 90% ดู YouTube และ 56% ดู Netflix ในขณะที่แพลตฟอร์มขาประจำสำหรับซื้อสินค้าออนไลน์ Shopee 73%, Lazada 67% และ TikTok Shop 41%

ด้านการยอมรับเทคโนโลยี AI พบว่า 94% เคยใช้งาน AI โดย AI Tools ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ได้แก่ ChatGPT 72% Google Gemini 49% และ Microsoft Copilot 25% โดยใช้เพื่อค้นหาข้อมูล 82% เรียนรู้ 62% ช่วยงาน 37%

เมื่อศึกษาถึงอุปสรรคการยอมรับเทคโนโลยี พบว่า แม้ส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีชัดเจน (ให้คะแนน 8.25/10) และมีความพร้อมใช้งาน AI แต่ความกังวลยังสูงถึง 7.5/10 โดยอุปสรรคหลัก อันดับแรกมาจาก ความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชัน 69% ปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือเล็กเกินไป 67% ความกลัวข้อมูลรั่วไหล-ถูกหลอก 57% นอกจากนี้พบอีกว่า 75.6% กลัวใช้งานผิดพลาดหรือทำข้อมูลหาย และ 72.7% รู้สึกว่าเทคโนโลยีซับซ้อนเกินไป ซึ่งปัจจัยที่ช่วยทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุด คือ “คำแนะนำจากคนที่ไว้ใจได้” เพราะ Silver Age ไม่ได้กลัวเทคโนโลยี แต่กลัว “ความยุ่งยาก” และ “ความเสี่ยง” ที่ตามมา

ส่วนเทคโนโลยีที่สนใจและพร้อมซื้อ พบว่า เทคโนโลยีด้านสุขภาพและความปลอดภัยได้รับความสนใจจาก Silver Age สูงสุด โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ อุปกรณ์แจ้งเตือนฉุกเฉิน (Emergency Alert) 83% แอปพลิเคชันปรึกษาแพทย์ทางไกล (TeleMed App) 80% และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ (Health Monitoring Device) 78% โดยผู้ชายให้ความสนใจสูงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ชายวัย 50+ มีแนวคิดแบบ “Focused & Action-Oriented” การหาเครื่องมือที่ช่วยให้ควบคุม ดูแล และป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ทันที จึงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง สำหรับแบรนด์และผู้ให้บริการด้าน Health Tech ในการสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีนั้น กลุ่ม Silver Age จะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดย 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ได้แก่ ราคาเหมาะสมหรือคุ้มค่า 71% ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ 60% และความง่ายต่อการใช้งาน 54% โดยแบรนด์ที่สามารถนำเสนอคุณค่าทั้ง 3 ด้านนี้ได้อย่างสมดุลจะเป็นผู้ชนะในตลาดนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี แต่ Silver Age ยังมีความกังวลสูงด้านความปลอดภัยและความซับซ้อน ซึ่งปัจจัยที่ช่วยทลายกำแพงได้ดีที่สุดคือ คำแนะนำจากแหล่งที่ไว้ใจได้ แต่ที่น่าสนใจคือ แหล่งที่ Silver Age มองว่าน่าเชื่อถือที่สุดกลับเป็น “ช่องทางออนไลน์ของแบรนด์โดยตรง” (Owned Media) 59% รองลงมารีวิวผู้ใช้จริง 49% และคำแนะนำจากครอบครัว/เพื่อน 44% สะท้อนให้เห็นว่า Silver Age ต้องการ “ความชัดเจนจากแบรนด์” และ “หลักฐานจากผู้ใช้จริง” เพื่อสร้างความไว้ใจ

“ผลวิจัยชี้ให้เห็นหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ผู้ชายวัย 50+ พร้อมเป็น Early Adopter เทคโนโลยีสุขภาพมากกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ทำให้เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการเปิดตลาด Health Tech ใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน งานวิจัยยังพบช่องว่างสำคัญระหว่าง “ความสนใจในผลิตภัณฑ์” กับ “ความเร่งด่วนในการตัดสินใจซื้อ” โดยบางผลิตภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นที่สนใจอันดับต้น ๆ แต่กลับมีความพร้อมในการจ่ายสูงกว่า สะท้อนว่าการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่อาจพิจารณาจากระดับความสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตจริง และถูกมองว่า “จำเป็นต้องมี” ในช่วงเวลานั้น และเมื่อแบรนด์สามารถส่งมอบทั้งความน่าเชื่อถือ (Reliability) และความประทับใจ (Delight) ได้พร้อมกัน จึงจะเกิดเป็น ความไว้วางใจ (TRUST) ที่แท้จริงอาจารย์ประเสริฐกล่าว

นางสาวธนาวรรณ กล่อมจิตร์ นักศึกษาปริญญาโท หัวหน้าทีมวิจัย

ด้านนางสาวธนาวรรณ กล่อมจิตร์ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัย มหิดล (CMMU) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ผลการวิจัยได้นำมาสรุปเป็น 4 กลยุทธ์หลักเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมัดใจ ตลาด Silver Age ดังนี้

  1. ออกแบบให้ง่าย แต่สร้างให้ไว้ใจได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและทลายความกังวล
  2. โฟกัสที่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวั
  3. สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะช่องทาง Official ของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งเสริมรีวิวจากผู้ใช้งานจริง
  4. Empower ให้ผู้ใช้งาน สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง พร้อมต่อยอดเป็น “5A Star metrix Framework”กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักพัฒนา AI และนักนวัตกรรม เพื่อใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาว Silver Age ด้วยพลังของเทคโนโลยี และ AI ได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วย
  • Accessibility (การเข้าถึง) เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาสำหรับทุกคน ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกระดับประสบการณ์ เพราะอุปสรรคสำคัญของ Silver Age ไม่ใช่ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือประสบการณ์ในอดีตที่ยุ่งยากจนทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการยอมรับ
  • Assurance (ความมั่นใจ) เทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำแนะนำจากบุคคลในครอบครัว มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและรีวิวที่ตรวจสอบได้
  • Autonomy (ความเป็นอิสระ) เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมพลัง และช่วยให้มีอิสระในการใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถจัดการสุขภาพเชิงรุกและดูแลตนเองได้ เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดไม่ใช่โรคภัยแต่คือ การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง
  • Affordability (ความคุ้มค่า) Silver Age ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจนและมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจซื้
  • Affinity (ความผูกพัน) เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงผู้สูงวัยกับครอบครัว ผ่านฟีเจอร์ที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น บัญชีหลายผู้ใช้หรือแดชบอร์ดสำหรับครอบครัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ “เพื่อทั้งบ้าน” มีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว หากเทคโนโลยีช่วยให้ลูกหลานมีส่วนร่วมดูแลและสร้างความอุ่นใจร่วมกัน จะช่วยให้เกิดการยอมรับและยอมจ่ายได้อย่างรวดเร็ว

“งานวิจัยและงานสัมมนาในครั้งนี้ไม่เพียงนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ แต่ยังต้องการเปิดโอกาสทางธุรกิจการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่า เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้าง Real World Impact ต่อสังคมอย่างแท้จริง” นางสาวธนาวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดงานสัมมนา “Silver Edge & AI: พลิกโฉมคุณค่าชีวิต 50+ สู่สังคมยุคเทค AI” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และส่งต่อแนวคิดให้แก่ผู้ประกอบการ นักการตลาด ผู้บริหาร นักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่สนใจในวงการตลาดและธุรกิจ ได้เรียนรู้และปรับตัวในการวางกลยุทธ์และพัฒนาการตลาดให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม Silver Age ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายในงานนอกจากจะมีการเปิดเผยผลการวิจัยที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจกลุ่ม Silver Age ได้อย่างแท้จริง ยังมีการนำเสนอ Show Case ประสบการณ์ตรงจากผู้นำธุรกิจในการนำ AI และเทคโนโลยีไปใช้กับกลุ่ม 50+ เพื่อสะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัดในการทำตลาด พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคมสูงวัย โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Voice of The Silver Edge เคล็ดลับสู่การพลิกโฉมชีวิตผ่านเทคโนโลยี AI” โดยคุณพร้อมเลิศ หล่อวิจิตร ที่ปรึกษาด้าน IT
  • The Next Chapter of SilverEdge Biz เปิดประตูสู่บทใหม่ของธุรกิจ Tech AI ในสังคมวัย 50+” โดยคุณธนัท เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม และคุณนทีกานด์ กฤษดาธิการ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิทคับ มูนช็อต จำกัด
  • The Power of 50+ Unlocking AI Skills ปลดล็อกพลังวัย 50+ ผ่านทักษะ AI” โดยคุณณัฐฏ์พล อัศวอานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนนิตี้ เอ็กซ์ จำกัด

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือชมย้อนหลังได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ CMMU Mahidol และ MKcmmu