ศรัทธา

ในยุคที่ผู้เขียนเรียนจบระดับปริญญาตรีนั้น การรักษามิตรภาพในวัยเรียน ณ เวลานั้นเพื่อนทั้งในและต่างคณะมักจะให้เซ็นข้อความสั้น ๆ ในสมุดพร้อมกับเบอร์ติดต่อ หรือที่เรียกกันว่า “เฟรนด์ชิป” สารภาพตรงนี้เลยว่าผู้เขียนไม่เคยมีกับเขาสักเล่ม ไม่ว่าจะเป็นตอนเรียนจบมัธยมปลายหรือปริญญาตรี

แต่ด้วยความที่เพื่อนเอามาให้เขียนกันเยอะ ครั้นตัวเองจะไม่มีให้เขาได้ลงนามคืนบ้างก็จะกระไรอยู่ เลยไปคว้าเอาเสื้อกีฬาของคณะที่ตนเองเคยใส่แข่งเทนนิส มาให้เพื่อนฝูงได้ฝากข้อความกันบ้าง เรียกว่าเป็นความสนุกกันไปตามประสาคนที่กำลังจะพ้นจากวัยเรียนเข้าสู่วัยทำงาน

เสื้อตัวนั้น ผู้เขียนเก็บใส่กล่องเอาไว้ไม่ได้เปิดมาดูอีกเลยจนกระทั่งเรียนจบไปเกือบห้าปี มาได้หยิบจับอีกทีก็ตอนที่ต้องเก็บข้าวของย้ายบ้านถึงได้คลี่เสื้อดู นั่งอ่านไป พลางนึกถึงหน้าคนเขียนให้ได้นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว และมีสะดุดอยู่คำหนึ่งจากเพื่อนร่วมคณะ ที่เขียนคำว่า “ศรัทธา”

เวลานั้นพยายามนึกอยู่นานว่าคนเขียนต้องการใช้คำนี้สื่อสารอะไร ก็ให้นึกถึงกิจกรรมที่เคยได้ร่วมกันสร้างกับเพื่อนคนดังกล่าวในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าโครงการนั้นจะประสบความสำเร็จ แต่ผู้เขียนเป็นหนึ่งคนที่ร่วมลงมือลงแรงจนกระทั่งโครงการลุล่วงไปด้วยดี และคำว่า “ศรัทธา” ของเพื่อนคนนั้นน่าจะหมายถึงการขอบคุณในมิตรภาพที่มีให้กั

ผู้เขียนมาระลึกถึงคำว่า “ศรัทธา” อีกครั้งในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นของสังคมกำลังสั่นคลอนต่อคำว่า “ศรัทธา” เมื่อคนที่น่าเชื่อถือหรือนักบวชผู้มากพรรษา กลับกลายเป็นผู้ผิดคำมั่นสัญญาต่อสังคมและผู้คนที่รายล้อม

คำว่า ศรัทธา นั้นเป็นองค์ประกอบของความรู้สึกเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และมั่นใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นเรื่องที่ดีมีคุณค่า โดยศรัทธาของผู้คนมักมาพร้อมกับความเต็มใจที่จะยอมรับ เชื่อถือ และปฏิบัติตาม แม้บางครั้งอาจไม่มีหลักฐานพิสูจน์ครบถ้วนในเชิงเหตุผล

พลังของ “ศรัทธา” ในปัจจุบันที่ถูกสร้างให้ยิ่งใหญ่ด้วยแรงหนุนของสื่อ เมื่อเรียกกระแสจากสังคมได้ คำว่า “ศรัทธา” จึงกลายเป็นแฮชแท็ก สำหรับนักการตลาดยุคดิจิทัลไปในทันที และทำให้เราได้เห็นการยิงโฆษณาในโลกโซเชียลของเพจมูลนิธิที่ไม่คุ้นชื่อจนกลายเป็นคุ้นชิน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนำเสนอเพจในฟีดข่าวของ User ผ่านการจ่ายเงินค่าโฆษณา เราได้พบกับบทสัมภาษณ์ซ้ำ ๆ ในช่องยูทูบ ที่พยายามจะดึงเอาคนที่เป็นกระแสไปออกรายการตนเอง เพื่อหวังยอด Engagement

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อความศรัทธาของคนในสังคมเวลานี้ อาจทำให้เราต้องย้อนถามตัวเองว่า เมื่อ “ศรัทธา” ถูกลดทอนเหลือเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์และผลประโยชน์ เรายังจะยืนหยัดอยู่บนความซื่อสัตย์และความดีได้จริงหรือ เรื่องนี้คุณผู้อ่านต้องพิจารณาหาคำตอบให้กับตนเองค่ะ

ส่วนผู้เขียนนั้น ยังคงยืนอยู่บนความเชื่อต่อการทำในสิ่งที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นและพร้อมจะช่วยเหลือคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ให้สมกับที่เคยได้รับคำว่า “ศรัทธา” จากเพื่อนที่ในวันนี้ยังคงยึดมั่นในการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและคนรอบข้าง… “ถ้าคุณมีศรัทธาที่แท้จริง ความเชื่อของคุณจะไม่ถูกสั่นคลอน”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ