ตั้งแต่โลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “สมาร์ตโฟน” ก็เปลี่ยนโลกแห่งการรับรู้ข่าวสารและการหาความรู้รอบตัวไปอย่างสิ้นเชิง ใครที่เติบโตมาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคแอนะล็อกมาสู่ยุคดิจิทัล เคยใช้งานอินเทอร์เน็ตยุค Dial up 56 kbps ที่ใช้โทรศัพท์บ้านและโมเด็มในการเชื่อมต่อ บ้านใครไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์บ้าน ต้องไปนั่งใช้อินเทอร์เน็ตจากร้านเกม หรือเคยใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นที่ทำได้แค่โทรออก รับสาย กับมีฟังก์ชันความบันเทิงเป็นลูกเล่นอีกนิดหน่อย น่าจะรู้ดีว่ายุคนั้นกับยุคนี้มันแตกต่างกันมากขนาดไหน ยุคนั้นอยากเรียนอยากรู้อะไร ต้องพยายามขวนขวายเองอย่างถึงที่สุด เพราะข้อมูลทุกอย่างไม่ได้หาได้ง่าย ๆ จากหน้าจอเล็ก ๆ ที่พกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้อย่างในทุกวันนี้
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดและง่ายขึ้น ต้องบอกว่าเมื่อก่อน หากเราอยากหาความรู้เกี่ยวกับอะไรต้องไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน แต่ถ้าไม่ได้อยากเป็นเจ้าของหนังสือ ก็ต้องเข้าไปหาหนังสือจากในห้องสมุด นักเรียนที่อยากได้ข้อมูลทำรายงานที่ครูสั่ง นอกจากไปหาหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียน ก็ต้องกลับบ้านไปต่ออินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์บ้านเพื่อหาข้อมูลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป และสำหรับวัยผู้ใหญ่ที่อยากติดตามข่าวสารบ้านเมือง คุณต้องบอกรับหนังสือพิมพ์หรือแวะซื้อหนังสือพิมพ์ตามแผงหนังสือในทุกเช้า ไม่ก็เปิดทีวีดูข่าวเช้า ข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ ชีวิตในยุคนั้นเป็นแบบนี้
แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว! เพราะเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรอย่างที่ว่ามา เราก็สามารถหาเสพข้อมูลที่อยากรู้ อ่านหนังสือ หรือติดตามข่าวสารได้ทั้งวัน ทุกที่ทุกเวลา จาก “หน้าจอ” การรับรู้ข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้นผ่านอุปกรณ์สี่เหลี่ยมที่มีขนาดแค่ 1 ฝ่ามือที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา อยากหาข้อมูลเรื่องอะไรก็กดเข้าเว็บเบราว์เซอร์ เพียงเสี้ยววินาที ข้อมูลที่เราอยากได้ก็จะปรากฏขึ้นให้อ่าน ถ้าอยากอ่านหนังสือ ก็ซื้อฉบับ E-Book มาอ่าน ถ้าอยากตามข่าว เข้าแอปฯ โซเชียลมีเดีย ก็ติดตามข่าวแบบเรียลไทม์ได้ทั้งวัน และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ก็มักตามมาด้วยเสียงที่ว่า “หนังสือเล่มกำลังจะตาย”
“หนังสือเล่มกำลังจะตาย” อาจฟังดูสมเหตุสมผลในบางแง่มุม เพราะข้อเท็จจริงก็คือ มันมีข่าวการทยอยปิดตัวของหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายหัว มีข่าวการปิดตัวของสำนักพิมพ์ดังหลายสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าที่เคยกว้างขวางใหญ่โตหลายคูหา เหลือเพียงห้องเล็ก ๆ คูหาเดียว หรือเป็นมุมเล็ก ๆ ที่มองแทบไม่เห็น หาแทบไม่เจอ และเมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว เราแทบไม่เห็นคนถือหนังสือเป็นเล่มขึ้นมาอ่านแล้ว ยังมีอยู่แต่น้อยมาก ๆ ส่วนใหญ่สายตาของผู้คนจะจดจ่ออยู่ที่หน้าจอสมาร์ตโฟน (บ้างก็แท็บเล็ต) ที่ไม่รู้ว่าดูว่าอ่านอะไรอยู่ หรือสำหรับหนอนหนังสือที่อ่านหนังสือจริง ๆ ก็จะอ่านในรูปแบบ E-Book ซึ่งมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า E-Reader ใช้กัน
อย่างไรก็ตาม การปิดฉากของยุคหนังสือเล่มที่เป็นกระดาษกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าในยุคนี้จะเป็นยุคที่เราไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเป็นเล่ม ๆ มาอ่าน เพราะความเป็นดิจิทัลเข้ามาแทนที่ บางเนื้อหาหาอ่านเอาจากอินเทอร์เน็ต สามารถสืบค้นเฉพาะเรื่องได้หลายภาษาจากทั่วโลก ตามโซเชียลมีเดียก็มีหลายแอ็กเคานต์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ทำเพจโพสต์ให้ความรู้อยู่ตลอด แค่กดติดตามก็ไม่พลาดความรู้ บางเนื้อหาทำออกมาเป็น E-Book จ่ายเงินซื้อถูกกว่าหนังสือเล่มแล้วดาวน์โหลดเก็บไว้ในสมาร์ตโฟนหรือ E-Reader ก็สามารถเปิดอ่านจากที่ไหนก็ได้ พกพาก็สะดวกไม่หนักเท่าหนังสือ แถมการเก็บเป็นไฟล์ ยังทำให้เราพกหนังสือได้เป็นร้อยเป็นพันเล่มโดยไม่ต้องแบกให้หนัก
แต่…อุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านี้ก็ไม่สามารถแทนที่หนังสือเล่มได้ทั้งหมดอยู่ดี
เราอาจจะอ่านหนังสือเล่มกันลดลง แต่เราก็ยังอ่านกันอยู่
หากอ้างอิงตามยุคสมัยและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เราอาจเห็นภาพที่ว่าคนอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ ลดลงจริง แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังนิยมอ่านหนังสือเล่ม โหยหาหนังสือเล่ม ด้วยอยากสัมผัสกระดาษของหนังสือและกลิ่นหมึก และที่สำคัญ “หนังสือเล่มยังคงขายได้” ไม่ได้ล้มหายตายจากไปเลยเสียทีเดียว มีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า หนังสือเล่มยังไม่ตาย และ…ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่มันยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในฐานะความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ที่การอ่านหนังสือจากบนหน้าจอไม่สามารถทดแทนเสน่ห์เหล่านั้นได้เลย
ภาพที่ชัดเจนที่สุดว่าคนจำนวนมากยังคงอ่านหนังสือเป็นเล่ม คือภาพของ “งานหนังสือระดับชาติ” ที่ยังคงจัดขึ้นอยู่ทุกปี อย่างน้อยปีละ 2 งานใหญ่ ๆ คืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (จัดในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี) และงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ (จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี) รวมถึงงานหนังสืองานเล็กงานน้อย และงานหนังสืออื่น ๆ ทั่วประเทศที่จัดโดยสมาคมหรือหน่วยงานต่าง ๆ เป็นที่รู้กันว่าถ้างานที่ถ้าเวียนมาถึงเมื่อไร ก็จะมีคนแห่ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเตรียมเงินไปหาซื้อหนังสือเล่มกลับมา ซึ่งต่อให้ซื้อแล้วเอากลับมาวางกองเป็นอนุสรณ์ไว้บนชั้นหนังสือเฉย ๆ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “คนก็ซื้อหนังสือเป็นเล่ม ๆ” ติดมือกลับบ้านมาอยู่ดี
ที่สำคัญ สถิติจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและงานมหกรรมหนังสือระดับชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังสือเล่มยังคงมีอิทธิพลและเป็นที่ต้องการอย่างสูงในสังคมไทย โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าความนิยมในหนังสือเล่มยังคงมีอยู่อย่างมั่นคง ยังมีฐานผู้อ่านที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็น
- ผู้คนหลั่งไหลเข้างานหนังสือหลักล้านคน ในยุคที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ให้อ่านมากมาย รวมถึงหนังสือเล่มหลายเล่มก็ออกฉบับ E-Book ควบคู่กันมาด้วย แต่จำนวนผู้เข้าชมงานหนังสือที่ตั้งใจไปเดินเลือกซื้อหนังสือเล่ม ยังคงสูงถึง 1.3-1.6 ล้านคนต่อครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนนักอ่าน และพฤติกรรมที่ผู้คนยังคงให้คุณค่ากับการสัมผัสและเลือกซื้อหนังสือด้วยตัวเอง
- ยอดเงินสะพัดหลักร้อยล้านบาท งานหนังสือแต่ละงาน มียอดขายหนังสือรวมสูงถึง 400-480 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า “หนังสือ” ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนยินดีจ่าย เพื่อให้ได้ครอบครองหนังสือที่เป็นเล่ม ๆ จริง ๆ
- ตลาดหนังสือไทยยังคงมีมูลค่าสูงและสัดส่วนหนังสือเล่มที่ยังโดดเด่น ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ในช่วงปี 2567 ระบุว่ามูลค่าเงินสะพัดในตลาดหนังสือไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดหนังสือโดยรวมยังคงเป็นของหนังสือเล่ม ที่ครองสัดส่วนถึง 80% ในขณะที่ E-Book อยู่ที่ 20% ชี้ให้เห็นว่าแม้ E-Book จะเข้ามามีบทบาท แต่ก็ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนหนังสือเล่มได้อย่างสมบูรณ์
- คนรุ่นใหม่คือพลังขับเคลื่อน นี่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ที่งานหนังสือในแต่ละงาน คนกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาในช่วงที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต คือผู้เข้าชมงานหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของผู้เข้าชมทั้งหมด ตัวเลขนี้หักล้างความเชื่อที่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และยังชี้ให้เห็นด้วยว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ทอดทิ้งหนังสือเล่ม แต่พวกเขากลับมองว่าหนังสือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ แม้ว่าพวกเขาจะอ่านสิ่งต่าง ๆ จากหน้าจอเป็นหลัก ทว่าพวกเขาไม่ได้ลืมหนังสือ
นอกจากนี้ “คิด Creative Thailand” นิตยสารส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ให้ข้อมูลสนับสนุนว่าคนรุ่นใหม่ยังคงอ่านหนังสือเป็นเล่ม ในบทความ “หนังสือไม่มีวันตาย? ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหันมาสนใจอ่านเป็นเล่มมากกว่า” ว่าคน Gen Z ที่เกิดระหว่างปี 1997-2015 เปิดรับการอ่านหนังสือมากขึ้น คือ ‘ชอบอ่านหนังสือที่พิมพ์ออกมามากกว่าการอ่านผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล’ ด้วยเหตุผลว่าให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว ใช้งานได้จริงมากกว่า หยิบ-ถือ-วาง ได้ง่าย มีสมาธิกว่า ไม่ปวดตา และยังได้พักจากการเสพดิจิทัลด้วย ดู ๆ ไป คนกลุ่ม Gen Z นี่แหละที่จุดกระแสหนังสือให้กลับมาฮิตได้
เพราะเสน่ห์ของ “หนังสือเล่ม” นั้น มีหลายมิติที่ “การอ่านบนหน้าจอ” ไม่สามารถทดแทนได้หรือแทนที่กันได้โดยตรง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นกระดาษหรือความวินเทจ แต่คือประสบการณ์ ที่สัมผัสได้ทั้งร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ
เสน่ห์ของหนังสือเล่ม ที่หาไม่ได้จากการอ่านบนหน้าจอ
แม้ว่าการอ่านหนังสือจากบนหน้าจอจะมีข้อดีเรื่องความสะดวกและเข้าถึงง่าย แต่ หนังสือเล่ม มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่การอ่านบนอุปกรณ์ดิจิทัลไม่สามารถแทนได้
- ความผูกพันทางประสาทสัมผัสที่ให้ความรู้สึก “ได้อ่านจริง ๆ”
การอ่านหนังสือเล่ม ทุกหน้าที่เปิดอ่านคือความคืบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่แค่เลขเปอร์เซ็นต์บนหน้าจอ เราจะได้ “สัมผัส” กับทุก ๆ หน้ากระดาษ การพลิกหน้ากระดาษด้วยปลายนิ้ว คือการใช้ประสาทสัมผัสทางกายภาพที่จับต้องได้จริงและไม่มีวันเหมือนกับการเลื่อนนิ้วบนหน้าจอ เราจะรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของหนังสือในมือ ความเรียบเนียน ความหยาบ หรือความหนาของกระดาษแต่ละประเภท
นอกจากการสัมผัส เราจะได้ “กลิ่น” เฉพาะตัวของหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกระดาษใหม่ กลิ่นหมึกพิมพ์ หรือกลิ่นอับของหนังสือเก่า กลิ่นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้เราดื่มด่ำกับการอ่านได้มากขึ้น ซึ่งไม่มีสื่อดิจิทัลใดที่ให้กลิ่นนี้แทนหนังสือเล่มได้ และ “เสียง” เบา ๆ ของกระดาษที่พลิกไปแต่ละหน้า คือเสียงที่คุ้นเคยและช่วยสร้างสมาธิในการอ่านอย่างไม่น่าเชื่อ
- ความผูกพันส่วนตัวและร่องรอยแห่งความทรงจำ
นอกเหนือจากการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสทางกายภาพแล้ว หนังสือเล่มยังให้ความผูกพันทางความรู้สึก ให้ความรู้สึกการเป็นเจ้าของ และยังเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความทรงจำมากมาย หนังสือบางเล่มคือวัตถุแห่งความทรงจำ มีความหมายเฉพาะที่ผูกโยงเข้ากับช่วงชีวิตหนึ่งที่เราจำได้ เช่น เป็นของขวัญวันเกิด เป็นหนังสือเล่มแรกที่เก็บเงินซื้อเอง เป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านจนจบ หนังสือที่ได้ลายเซ็นนักเขียน หรือเป็นหนังสือหายากที่พยายามแทบตายกว่าจะหามาครอบครองได้ ฯลฯ หนังสือแต่ละเล่มจึงมี “เรื่องราว” แบบที่ E-Book ไม่มี
ที่สำคัญ หนังสือเล่มยังเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถสร้างร่องรอยแห่งความทรงจำได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการขีดเขียน จดบันทึกย่อ ขีดเส้นใต้ ใช้ปากกาเน้นข้อความ ทำเครื่องหมายจุดสำคัญ แปะโพสต์อิท วาดภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแม้แต่การพับมุมหน้ากระดาษและการใช้ที่คั่นหนังสือ ก็เป็นเสน่ห์ที่การอ่านบนจอให้ไม่ได้ ทุก ๆ ร่องรอยล้วนแสดงถึงความผูกพันกับหนังสือเล่มนั้น ๆ และสะท้อนถึง “ตัวตนของนักอ่าน” ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ส่วนตัวกับเนื้อหาของหนังสือ และทำให้หนังสือเล่มนั้นมีเรื่องราวของเราอยู่ด้วย
- สร้างบรรยากาศของความสุนทรีย์
หนังสือเล่มไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่ยังเป็น “งานศิลปะ” ที่จับต้องได้ กว่าจะพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ล้วนถูกออกแบบอย่างตั้งใจเพื่อให้เกิดความงามทางสุนทรียะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบปกหนังสือ การจัดวางเลย์เอาต์ตัวอักษร หรือแม้กระทั่งคุณภาพของกระดาษ นอกจากนี้ หนังสือเก่าหรือฉบับพิมพ์ครั้งแรกบางเล่มยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา กลายเป็นของสะสมที่หายากและมีราคา มีคุณค่าทางศิลปะ หนังสือเล่มสวย ๆ สามารถเป็นของตกแต่งบ้านที่บ่งบอกถึงตัวตนและรสนิยมของเจ้าของได้
ในขณะที่เปิดเล่มหนังสืออ่าน เราจะจมดิ่งลงไปในโลกของตัวอักษรและเรื่องราวได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนการอ่านจากหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตที่อาจมีแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดียเข้ามาดึงความสนใจ มีโฆษณาเด้งขึ้นมาก่อความรำคาญ ไม่มีแสงสี ไม่มีปุ่มเปิดแอปฯ อื่น ๆ มันจึงเป็นกิจกรรมที่สร้างความสงบได้โดยธรรมชาติ ช่วยให้ผู้อ่านมีสมาธิ จิตใจจดจ่อ และสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าการอ่านบนจอที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า สร้างความรู้สึกที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ ซึ่งถ้านั่งจิบกาแฟไปด้วยพลาง ๆ ก็จะเป็นความสุขง่าย ๆ ที่หน้าจอไม่สามารถเลียนแบบได้
- ความคลาสสิกที่ส่งต่อได้
หนังสือเล่มมีความทนทานและเป็นวัตถุที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นได้ง่าย หนังสือดี ๆ อยู่ได้นานหลายทศวรรษ ตกทอดสู่กันได้หลายรุ่น ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด ซอฟต์แวร์ล้าสมัย หรือจู่ ๆ ไฟล์ก็หายไปเฉย ๆ เรายังอ่านหนังสือเล่มได้แม้ในเวลาที่ไม่มีไฟฟ้า มันคือมรดกทางความรู้และวัฒนธรรมที่จับต้องได้จริง
ปัจจุบัน หนังสือเล่มอาจไม่ได้เป็น “ช่องทางเดียว” เหมือนในอดีต ที่ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับการเป็นนักอ่าน ยังมีสื่อดิจิทัลอีกมากมายที่ช่วยให้เราได้อ่าน แสดงให้เห็นว่าการอ่านได้ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือหนังสือไม่ได้เลือนหายไปจากสังคม และยังคงมีอิทธิพลจากเสน่ห์ต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากการอ่านจากหน้าจอ หากสนใจจะหาซื้อหนังสือเล่มมาอ่าน ช่องทางการซื้อทางออนไลน์ ยังคงเป็นช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น SE-ED, B2S หรือนายอินทร์






























