ถ้าหากว่าอาการวิงเวียนศีรษะ หายใจไม่สะดวก รู้สึกคล้ายจะเป็นลม คืออาการเจ็บป่วยสามัญที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นกันได้อย่างน้อยสักครั้งในชีวิตล่ะก็ เชื่อได้เลยว่า ณ วินาทีนั้น “ยาดม” คือไอเทมลับที่ทุกคนตามหา เหนืออื่นใด คุณจะพบเจอ “ยาดม” ได้อย่างง่ายดาย จากกระเป๋าของใครก็ได้ ดีไม่ดี “ยาดม” ที่ตามหา ก็อาจจะซุกอยู่ในกระเป๋าของตัวคนป่วยเองนั่นแหละ!
เพราะ “ยาดม” กับ “คนไทย” เป็นของคู่กันมาช้านาน นานแค่ไหน อาจไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดว่าคนไทยเราเริ่มใช้ยาดมกันอย่างแพร่หลายตั้งเมื่อไร แต่ถ้าเริ่มนับจากแบรนด์ยาดมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ก็คือ 89 ปีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งในความเป็นจริง ก็ยังมีหลักฐานมากมายที่นับย้อนขึ้นไปไกลได้มากกว่านั้นอีก นั่นทำให้ “ยาดม” เคยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นไอเทมสำหรับคนสูงวัย เนื่องจากดูเป็นของเก่าแก่ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ รูปลักษณ์ดูเชย ไม่ทันสมัย รวมถึงฟังก์ชันการใช้งาน ที่มีภาพจำที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ วูบเหมือนจะเป็นลม โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับคนสูงวัยบ่อยกว่าคนหนุ่มคนสาว คนวัยหนุ่มสาวเลยไม่ค่อยอยากจะถือยาดมติดมือกันเท่าไรนัก
อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์ของ “ยาดม” ได้เปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบัน จากไอเทมในตำนานที่ดูเชย คร่ำครึ ไม่ทันสมัย เป็นของใช้สำหรับคนสูงวัย กลายเป็นของจำเป็นที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ของมันต้องมี” ที่แม้แต่เหล่าวัยรุ่นหรือคนวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรงดีก็ต้องพกติดกระเป๋า แล้วหยิบขึ้นมาสูดดมได้โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับวัยของตัวเองอีกต่อไป ถ้าไม่เชื่อ ลองสุ่มถามจากคนรอบข้างดูก็ได้ ว่าสำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องพกติดตัวอยู่เสมอคืออะไร คำตอบจะต้องมี “ยาดม” อยู่ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนพกยาดมติดตัวไม่ต่างอะไรกับที่พกโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ หรือกุญแจบ้านนั่นเอง
ที่มาของ “ยาดม” กับคนไทย
การใช้ยาดมนั้น เริ่มต้นมาจากการที่มนุษย์ค้นพบวิธีการใช้กลิ่นหอมบำบัดอาการป่วย หรือที่เรียกว่า “สุคนธบำบัด (Aromatherapy)” กลิ่นหอมที่ได้มักมาจากพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม โดยวิธีการสกัดเอาสารสำคัญที่เรียกว่า น้ำมันหอมระเหย (essential oil) มาใช้ในการบำบัด ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี แต่หลักการสำคัญก็คือ เมื่อร่างกายได้รับกลิ่น (สารสำคัญ) จากน้ำมันหอมระเหยแล้ว จะมีผลต่อระบบการทำงานในร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่ควบคุมระบบประสาท และระบบฮอร์โมน การใช้กลิ่นบำบัดนี้เป็นที่รู้จักมานานหลายพันปี พบหลักฐานในหลากหลายอารยธรรมโบราณของโลก ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมมกรีก อารยธรรมโรมัน ส่วนในเอเชียก็คือ อารยธรรมจีน
แม้ว่าสุคนธบำบัดจะถูกค้นพบมานานมากแล้ว และมนุษย์ก็ใช้ประโยชน์จากกลิ่นหอมในการบำบัดร่างกายมาอย่างต่อเนื่อง แต่ศาสตร์ด้านสุคนธบำบัด เพิ่งถูกบัญญัติให้เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 20 ปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) โดย René-Maurice Gattefossé นักเคมีชาวฝรั่งเศส
ส่วนในประเทศไทย คนไทยรู้จักกับยาดมยุคแรกมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ กล่าวคือคนไทยสมัยก่อน คุ้นเคยกับการใช้สมุนไพรรักษาโรคและดูแลสุขภาพเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการแพทย์แผนไทย มีการสูดดมกลิ่นสมุนไพรไทยหรือเครื่องหอม เพื่อบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย เมารถ เมาเรือ เป็นหวัด คัดจมูก มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้น หากจะพูดว่า “ยาดม” คือภูมิปัญญาไทยทางด้านเภสัชกรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน ก็ได้เช่นกัน
แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ายาดมในรูปแบบปัจจุบันเกิดขึ้นเมื่อใด ทว่าในอดีต ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย ได้นำเอาสมุนไพรพื้นบ้านที่มีกลิ่นหอมเย็น เช่น พิมเสน การบูร น้ำมันโกฐจุฬารศ (น้ำมันยูคาลิปตัส) เกล็ดสะระแหน่ (เมนทอล) หรือดอกไม้ต่าง ๆ มาปรุงเป็นเครื่องหอม โดยการบดสมุนไพรแห้งหลายชนิดเหล่านี้มาเก็บไว้ในกระปุกในรูปของยาดมผงแบบลูกประคบสมุนไพร สมุนไพรแห้งห่อด้วยผ้า หรือยาหอม ที่หยิมมาดมโดยตรงหรือผสมน้ำดื่มก็ได้ เพื่อแก้อาการเจ็บป่วย
ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการกล่าวถึงพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงโปรดปรานเครื่องสุคนธรส (เครื่องหอม) นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สุคนธบำบัดในประเทศไทยเป็นที่นิยมแล้วในสมัยนั้น โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของการใช้สุคนธบำบัดในไทย เนื่องจากมีการคิดค้นเครื่องหอมและยาดมตำรับไทยอย่าง “น้ำอบปรุงจรุงรส” และ “ยาดมส้มมือ” ที่คิดค้นโดย “หม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์” เจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของยาดมที่เริ่มเป็นรูปร่างแบบในปัจจุบันและมีสูตรเฉพาะ
ในช่วงศตวรรษที่ 20 ตรงกับช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 รอยต่อถึงต้นรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่ยาดมมีพัฒนาการเป็นยาแผนไทยมากขึ้น จากยาดมสมุนไพรรูปแบบเดิม เปลี่ยนมาเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมใช้ กล่าวคือ เปลี่ยนรูปแบบจากสมุนไพรสดมาเป็นยาแปรรูปในรูปแบบอุตสาหกรรม เช่น การบรรจุในขวดแก้วเล็ก ๆ หรือแบบหลอดพกพา และค่อย ๆ พัฒนาให้มีรูปลักษณ์ที่หลากหลายอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มีสูตรเฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ พกพาง่าย ใช้งานสะดวก และกลายเป็นของติดบ้านที่มีแทบทุกครัวเรือน
ยาดมที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นยาดมเชิงพาณิชย์ หลายแบรนด์มีประวัติยาวนาน เช่น “ยาดมโป๊ยเซียน” ซึ่งเริ่มกิจการในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 นับเป็นระยะเวลาเกือบ 9 ทศวรรษที่คนไทยมียาดมเป็นมิตร ที่เก่าแก่รองลงมาก็เห็นจะเป็น “ยาหม่องตราถ้วยทอง” ที่ใช้ดมบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ และคัดจมูกเนื่องจากหวัด ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2487 และ “ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว” ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2501 ก่อนที่จะพัฒนามาสู่สินค้าที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นอย่าง “Peppermint Field” ในปี พ.ศ. 2548
ยาดม สมัยใหม่ และความนิยมที่เปลี่ยนไป จากไอเทมคนแก่ กลายเป็นแฟชั่น
“ยาดม” เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้และคุ้นเคยมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาจนถึงปัจจุบัน ตลาดยาดมกว้างขวางมากกว่าที่เคย มีแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดมากมายเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภค และยาดมเองก็เป็นที่นิยมมากขึ้น เมื่ออยู่ในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขไทย พ.ศ. 2550 โดยระบุว่ายาดมหรือทาแก้วิงเวียน หน้ามืด คัดจมูก เป็นรายการยาที่ควรมีในบ้านเป็นลำดับที่ 8 จึงหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป
อย่างไรก็ดี ไม่นานมานี้ “ยาดม” ก็ยังคงมีภาพลักษณ์ว่าเป็นสินค้าของผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยอยู่ดี จนกระทั่งในช่วงเวลาประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในสังคมไทย เมื่อ “ยาดม” กลายเป็นไอเทมสุดฮิตในหมู่ “วัยรุ่น” และ “หนุ่มสาว” ภาพลักษณ์ของยาดมเปลี่ยนไปจาก “ของใช้ของผู้สูงวัย” เป็น “ของใช้ของคนทุกเพศทุกวัย” แม้ว่าในช่วงแรก ๆ จะให้ภาพที่ดมแล้วเหมือนคนแก่ แต่มันดูเก๋ไก๋ไปในตัว และหลังจากที่ยาดมกลายเป็น Soft Power ที่ชาวต่างชาตินิยมซื้อเป็นของฝาก รวมถึงกระแสไวรัลจากไอดอลเกาหลี ที่สร้างเเรงกระเพื่อมต่อตลาดยาดมอย่างมาก หากมีไอดอลคนใดยกขึ้นมาเสียบจมูกสูด แฟนคลับก็พร้อมจะแห่ไปซื้อมาใช้ตามจนเกลี้ยงสต็อก ผลิตใหม่แทบไม่ทัน
ณ เวลานี้ “ยาดม” เลยกลายเป็น Popculture ของกลุ่มวัยรุ่นไทยไปแล้ว ด้วยหลากหลายสาเหตุที่ผสมผสานกัน ทั้งด้านคุณสมบัติของตัวยาดมเอง วัฒนธรรมที่ส่งต่อพฤติกรรมการใช้ยาดม อิทธิพลทางสังคม รวมถึงการตลาดและการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ยาดม ที่ทำให้ยาดมไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัยอีกต่อไป แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้
คุณสมบัติของยาดมที่ตอบโจทย์หลากหลายการใช้งาน
แม้ว่าสรรพคุณหลัก ๆ ของยาดม คือใช้บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หายใจไม่สะดวก รู้สึกคล้ายจะเป็นลม แต่จริง ๆ แล้ว ยาดมมีฟังก์ชันที่หลากหลายกว่านั้น มาดูกันว่า “ยาดม” มีประโยชน์อะไรอีกบ้าง
- บรรเทาอาการวิงเวียน คลื่นไส้ มึนงง หน้ามืด จะเป็นลม
- แก้คัดจมูก หายใจไม่ออก จากหวัดหรือภูมิแพ้
- ช่วยให้สดชื่น ตื่นตัว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับคนที่ง่วงนอนระหว่างทำงาน เรียน หรือเดินทาง
- นำมาทาขมับ ทาคอ ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดอาการปวดเมื่อย ด้วยกลิ่นและฤทธิ์เย็น
- แก้คันจากแมลงสัตว์กัดต่อย
- ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบางสถานการณ์
- ภาพการใช้ยาดม ที่เป็น “แก๊ก” หรือ “มีม” ในหมู่เพื่อนฝูง
วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร และการส่งต่อพฤติกรรมการใช้ยาดม
ยาดมเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เนื่องจากคนไทยมีวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรตั้งแต่โบราณ คุ้นเคยกับใช้ยาดมสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยาดมจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต อยู่ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว จากการที่ยาดมเป็นส่วนหนึ่งใน “ชุดยาไทยเบื้องต้น” ที่มีติดบ้านแทบทุกบ้านไม่ต่างอะไรกับพาราเซตามอล ไม่เพียงเท่านั้น จากวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร ทำให้คนไทยมักหยิบยื่นยาดมให้กันในโอกาสต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากของชำร่วยทั้งจากงานมงคลและงานอวมงคล ที่นิยมมอบยาดมหรือยาหม่องให้กับแขกเหรื่อ เพราะมันใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพได้จริง
ไม่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมการใช้ยาดมยังส่งต่อสู่กันจากรุ่นสู่รุ่นได้ด้วย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในครอบครัวขยาย ปู่ย่าตายายเลี้ยงมา เพราะยาดมคือของสามัญที่มีอยู่แทบทุกบ้าน ความธรรมดานี้จึงถูกส่งต่อกันในครอบครัว เด็ก ๆ เห็นผู้ใหญ่ใช้ก็ใช้ตาม หรือถ้าเด็ก ๆ มีอาการเป็นหวัดคัดจมูก หน้ามืด เวียนหัว ผู้ใหญ่ก็ส่งยาดมให้ใช้ ทำให้พฤติกรรมการใช้ยาดมกลายเป็นพฤติกรรมที่คนรุ่นใหม่หลายคนคุ้นเคยดีและเป็นเรื่องปกติที่จะหยิบมาใช้สูดดมได้โดยไม่รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับอายุตนเอง และบางคนก็ติดความคุ้นเคยนี้มา เมื่อต้องแยกมาอยู่คนเดียวรู้สึกว่าควรมียาดมติดบ้านไว้เผื่อได้ใช้ประโยชน์ หรือถ้าเดินทางไปไหนมาไหน ก็ต้องมียาดมพกติดตัว
และอีกเหตุผลคือ ยาดมเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย สะดวกในการพกพา หยิบออกมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ แถมราคายังจับต้องได้ มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อย ทำให้คนทุกกลุ่มรายได้สามารถตัดสินใจซื้อมาใช้ได้โดยไม่เป็นภาระ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ ใช้ได้ทั้งเด็ก (บางสูตร) ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ และหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ตามแผงลอย มันจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย “ของมันต้องมี” อย่างน้อยก็พกใส่กระเป๋าไว้เพื่อความอุ่นกายสบายใจ มีติดไว้ก่อนเผื่อได้ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็มีให้ใช้ทันที ทำให้มันคือสัญลักษณ์ของความ “พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”
อิทธิพลทางสังคม ถ้าคนดังใช้ แฟนคลับก็อยากใช้ตาม
เมื่อมีคนดัง (ดารา ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์) นำยาดมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถ่ายรูปยาดมลงโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ยาดมเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้น หรือแม้กระทั่งไวรัล “เปิดกระเป๋าคนดัง” ที่ทำให้เรา ๆ ได้เห็นว่าเหล่าคนดังพกอะไรในกระเป๋าบ้าง และหากมียาดมอยู่ในกระเป๋าคนดัง มันจะกลายเป็นไวรัลที่แพร่กระจากไปยังหมู่แฟนคลับอย่างรวดเร็ว จากยาดมธรรมดา ๆ ก็ดูพิเศษขึ้นมาทันที และเนื่องจากยาดมเป็นสินค้าเพียงไม่กี่อย่างที่แฟนคลับทั่ว ๆ ไปสามารถซื้อใช้ตามได้ง่าย ทำให้ยาดมกลายเป็นสินค้าขายดีจนหมดสต๊อกผลิตใหม่แทบไม่ทัน ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่ของยาดมว่าการพกยาดมเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องของ “คนแก่” อีกต่อไป แต่เป็นสไตล์อย่างหนึ่ง
การตลาดและการปรับตัวของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์เปลี่ยนทันที
นี่คือกลยุทธ์เด็ดที่ทำให้ภาพลักษณ์ของยาดมเปลี่ยนไป เมื่อแบรนด์ยาดมหลายเจ้าพยายามปรับตัวให้สินค้าของตนเองเข้ากับยุคสมัย เปลี่ยนภาพจากในอดีตที่ยาดมถูกมองว่าเป็นของใช้ของผู้สูงอายุ แล้วให้ยาดมเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย จึงต้องเริ่มจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น เห็นได้จากยาดมรุ่นใหม่ ๆ ที่มีสีสันหลากหลาย รูปร่างน่ารัก และมีสไตล์ บางแบรนด์ออกแบบให้มีเอกลักษณ์แบบไทย ๆ เพื่อเป็นของฝากเก๋ ๆ ที่ส่งออก Soft Power สู่สายตาชาวโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดีไซน์แบบเก่า ๆ ที่ดูเป็นยา ดูแก่ ดูเชย หรือเก่าคร่ำครึ ไม่น่าหยิบขึ้นมาใช้ในที่สาธารณะ เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนแก่
นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์หลากหลายเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภค และตอบโจทย์เรื่องฟังก์ชันที่หลากหลาย ทั้งแบบหลอด แบบขวด แบบลูกกลิ้ง แบบสเปรย์ หรือแบบตลับ โดยที่แต่ละแบบก็มีจุดเด่นและการใช้งานที่แตกต่างกัน หรือมีการปรับปรุงเรื่องกลิ่นให้แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ เช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นสมุนไพร หรือกลิ่นที่มีความเป็นน้ำหอมมากขึ้น ผลจากการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัย ดูน่าใช้ ก็ทำให้คนรุ่นใหม่นำมาถ่ายรูป แชร์ลงโซเชียลมีเดีย มีการบอกต่อในหมู่เพื่อน ซึ่งก็ช่วยลบภาพจำเดิม ๆ ว่ายาดมเป็นของคนแก่ไปได้มาก และอาจกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนบุคลิกได้อีกด้วย
จะเห็นว่า “ยาดม” คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ยาดม “ไม่ตกยุค” “ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” และ “ไม่จมไม่หายไปจากใจของผู้บริโภค” เพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่ปัจจุบันมีผู้เล่นมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของของใช้ในตำนานที่มีภาพจำว่าเป็นของใช้สำหรับคนมีอายุ ให้กลายเป็นของใช้ที่ใคร ๆ ก็กล้าใช้มากกว่าเดิม ภาพจำของการดมยาดมที่อาจทำให้หนุ่มสาวดูแก่เกินวัย แต่รูปลักษณ์ใหม่ของยาดมทำให้เราดูไม่แก่อีกต่อไปแล้ว เพราะใครเขาก็ใช้กันปกติ






























