สาว ๆ หลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายเวลาที่โดนแซะว่า “มีอยู่ปากเดียว จะซื้อลิปสติกเยอะแยะไปทำไม” ใช่ไหมล่ะ บางคนก็อาจจะขยันตอบ ขยันอธิบายเหตุผลของตัวเองว่าทำไมถึงต้องมีลิปสติกมากกว่า 1 แท่ง แต่บางคนก็รำคาญจัด ๆ ได้แต่เบ้ปากมองบน แล้วตอบไปกวน ๆ ว่า “ก็เป็นผู้หญิงนี่ จะมีลิปสติกกี่แท่งก็ได้” ซึ่งคำตอบแบบนี้อาจจะตัดจบความรำคาญได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนที่สงสัยจริง ๆ ได้คำตอบอย่างกระจ่างว่าทำไมผู้หญิงหลายคนต้องมีลิปสติกเยอะแยะทั้งที่มีปากเดียว (และโดยปกติก็ทาได้แค่ครั้งละสี) รวมถึงลิปสติกที่มีอยู่หลายแท่งนั้น บางแท่งสีก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากมายด้วย สีเหมือน ๆ กันไปหมด จะซื้อมาใช้ทำไม
เพราะหลายคนก็สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมผู้หญิงต้องมีลิปสติกเยอะแยะ บทความนี้จึงจะพาไปหาคำตอบว่าอะไรที่ทำให้ผู้หญิงขยันซื้อลิปสติก มีหลักจิตวิทยาอะไรที่ทำให้ลิปสติกแท่งเดียวไม่พอกับปากเดียวของพวกเธอ ซึ่งใครจะไปคิดล่ะว่าแค่การซื้อลิปสติกของผู้หญิง จะมีเหตุผลเบื้องหลังได้ขนาดนี้
1. ของมันต้องมี ชอบก็จัดประหยัดทำไม
อาจฟังดูกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่นะ ที่ลิปสติกแท่งเดียวไม่เคยพอสำหรับสาว ๆ ทั้งที่มีอยู่แค่ปากเดียว ก็เพราะว่า “ของมันต้องมี!” นี่แหละ ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่เป็นหลักจิตวิทยาการตลาดที่นักการตลาดมักหยิบยกขึ้นมาใช้กระตุ้นผู้บริโภคให้มีแรงจูงใจในการซื้อสินค้าเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิ เวลาที่มีสินค้าตัวใหม่ออกมา รีวิวแน่น ๆ จากบรรดานักรีวิวสายบิวตี้มักจะนำเสนอสินค้าใหม่นี้ไปในทางที่ว่า “ของมันต้องมีนะเออ” เสมอ ๆ เลย อาจจะไม่ได้พูดกรอกหูเราว่าของมันต้องมีอยู่ตลอด แต่เราก็เข้าใจความหมายได้ว่าเขาเชื้อเชิญให้เราไปตำตามนั่นแหละ แล้วไอ้เรามันก็ทาสการตลาดซะด้วยสิ รู้ว่าการตลาด ซื้อมาจะได้ใช้โอกาสไหนยังไม่รู้ แต่ต้องได้ซื้อ จบนะ!
แล้วก็นะ! ของออกใหม่ของแต่ละแบรนด์เขาก็ทำการบ้านมาดี หลายแบรนด์ทำสาว ๆ โดนตกตั้งแต่ packaging เลยด้วยซ้ำ ไหนจะทำสีใหม่สวยจึ้งออกมาให้เลือกหลากหลาย หลายสีหลายเฉด ซึ่งมันก็ไม่ใช่แค่สร้างความสุขให้สาว ๆ ยามที่เข้าไปทดลองเลือกสีเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความลังเลด้วยว่าจะเลือกสีไหนดี ถ้าลังเลจนเลือกไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องเลือก ถ้าชอบก็จัดมาหมดนั่นเลยแล้วกัน ไหนจะเรื่องของเนื้อลิปที่ต่างกันและสรรพคุณที่ดีต่อริมฝีปากอย่างนั้นอย่างนี้ สรุปก็คือของมันดีขนาดนี้จะไม่มีในครอบครองได้ไง เพราะฉะนั้น แบรนด์ไหนออกใหม่ ใครว่าดี ใครว่าสวย ชาวเราก็ต้องไปตามล่ามาสะสมไว้ในกรุให้จงได้ เรื่องแค่นี้เปย์ได้อยู่แล้ว! ไม่เกินความสามารถสาว ๆ แน่นอน
2. ก็สีมันไม่เหมือนกันนะ! ดูดี ๆ สิ สีมันต่างกัน
ผู้หญิงมีความสามารถในการแยกแยะสีที่มีโทนใกล้เคียงกันได้มากกว่าผู้ชาย เรื่องนี้สาว ๆ ไม่ได้มโนขึ้นมาเพื่อหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองนะ แต่มันเป็นวิทยาศาสตร์ล่ะ! นี่คือปัญหาโลกแตก เวลาที่ผู้หญิงบางคนขอความคิดเห็นจากแฟนหนุ่มให้ช่วยเลือกสีลิปสติก ซึ่งก็มักจะหยิบสีที่ใกล้เคียงกันมาให้ช่วยเลือก เพราะตัวเองลังเลจนเลือกเองไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะงงงวยว่าแล้วสีมันต่างกันตรงไหนหว่า แบบว่าถ้าสีแดงผู้ชายก็จะเห็นว่ามันก็สีแดงเหมือน ๆ กัน หรือสีชมพูก็คือสีชมพู แล้วที่หยิบมาให้ช่วยเลือกมันก็คือสีเดียวกัน แต่ผู้หญิงจะเห็นว่ามันคือคนละสีกัน อย่างสีแดงก็มีหลายแดงหลายเฉด สีชมพูก็มีหลายชมพู เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกมาทาบนริมฝีปากแล้วมันจะให้ผลลัพธ์ต่างกันแน่นอน
เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมีปัจจัยด้านชีววิทยาที่อธิบายได้ว่าทำไมผู้ชายถึงมองว่าสีแดงมันก็คือสีแดงเหมือนกันหมด แต่ผู้หญิงมองว่าสีแดงก็จริงแต่มันแดงไม่เหมือนกัน เพราะงั้นจะเป็นสีเดียวกันไม่ได้ เนื่องจากความสามารถในการมองเห็นสี จะถูกกำหนดโดยเซลล์รับแสงสี (cone cells) ที่อยู่ในเรตินาของตา โดยยีนที่ควบคุมการรับรู้สีแดงและเขียวอยู่บนโครโมโซม X ผู้หญิงซึ่งมีโครโมโซม X สองชุด (XX) ทำให้มีโอกาสที่หนึ่งในโครโมโซม X จะมียีนที่แสดงการมองเห็นสีได้หลากหลายหรือชัดเจนกว่าผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงชุดเดียว (XY)
และที่สำคัญ ภาวะตาบอดสีจะสามารถถ่ายทอดผ่านยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ X ซึ่งเมื่อตาบอดสีเป็นการถ่ายทอดผ่านบนโครโมโซม X จึงทำให้สามารถพบตาบอดสีในผู้ชายได้มากกว่า (เพราะผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงชุดเดียว) ในขณะที่ผู้หญิงอาจเป็นเพียงพาหะที่สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้แทน นั่นทำให้ผู้ชายมีโอกาสเป็น ตาบอดสีบางส่วน (color blindness) สูงกว่า และนี่แหละคือเหตุผล! ที่ว่าผู้ชายมักไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงมองว่าลิปสติกสีแดง 2 แท่ง มันเป็นคนละสีกัน
นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายในเรื่องของปัจจัยทางวิวัฒนาการของมนุษย์ คือในอดีต ผู้หญิงมักมีบทบาทในการเก็บพืชผลและเลือกอาหารในธรรมชาติ การพยายามแยกสีอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถระบุผลไม้สุก ใบไม้กินได้ หรือสิ่งที่เป็นพิษ หรือปัจจัยด้านการรับรู้และพฤติกรรมทางสังคม ที่ผู้หญิงมักได้รับการส่งเสริมให้สังเกตในรายละเอียดเรื่องสีที่ลงลึกกว่าผู้ชาย เช่น การเลือกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือของตกแต่ง ผู้หญิงจึงมีแนวโน้มที่จะระบุเฉดสีได้แม่นยำและหลากหลายมากกว่า ไม่ใช่แค่แยกสีที่ต่างกันอย่างชัดเจน แต่สีที่มีความคล้ายคลึงกัน ที่ผู้ชายเห็นว่าสีเดียวกัน ผู้หญิงจะเห็นว่ามันคนละเฉดคนละโทน (แปลว่าคนละสีกัน) ดังนั้น ถ้าต้องตัดสินใจเลือกลิปแค่แท่งเดียว มันก็ยากอยู่นะ
3. โปรโมชันมันจูงใจ
บอกแล้วไงว่าเรามันทาสการตลาดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีโปรโมชันของถูก ของลดราคา ซื้อ 1 แถม 1 ลด 50% ชิ้นที่สอง 1 บาท หรือโปรอะไรก็ตามแต่ที่เราไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม เราก็พร้อมที่จะพุ่งตัวไปสอยมันมาครอบครอง! แล้วเครื่องสำอางเนี่ยเป็นอะไรที่จัดโปรเก่งมาก ร้านนั้นเพิ่งลดราคาไป เดี๋ยวร้านนี้ก็จัดโปรแข่งบ้าง แล้วยิ่งของที่มีสีให้เลือกเยอะ ๆ แบบลิปสติกด้วยแล้ว พอซื้อได้เยอะขึ้นก็จะรู้สึกว่ายิ่งคุ้มค่าเข้าไปใหญ่ (คิดเอาเองแบบที่ยังไม่ต้องคำนวณ) เพราะมันทำให้เราซื้อได้แทบทุกสีในราคาที่ไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม ฉะนั้น ถ้ามีโปรลดราคาที่ร้านเครื่องสำอางล่ะก็ สาว ๆ ได้เสียเงินชัวร์ แล้วแบบนี้ผู้หญิงจะเลิกซื้อลิปสติกได้กี่โมงกันเอ่ย
4. แต่ละสีมันแสดงออกถึงตัวตนไม่เหมือนกัน
พูดถึงเหตุผลภายนอก (ที่อิงตามหลักจิตวิทยา) ที่จูงใจให้สาว ๆ ซื้อลิปสติกมากกว่า 1 แท่งไปแล้ว ลองมาดูที่เหตุผลด้านจิตวิทยาภายในกันบ้าง ที่ผู้หญิงต้องมีลิปสติกหลายแท่งหลายสี เพราะมันคือหนึ่งในวิธีการแสดงออกถึงตัวตนของผู้หญิงนั่นเอง โดยลิปสติกเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้หญิงใช้แสดงออกถึงอารมณ์ บุคลิกภาพ หรือภาพลักษณ์ที่ต้องการในแต่ละวัน และด้วยลิปสติกที่มีหลายสี หลายโทน มันก็ให้ลุกที่ต่างกันออกไป ซึ่งมันก็แล้วแต่ผู้หญิงนั่นแหละว่าในแต่ละวันแต่ละสถานการณ์ เธอต้องการลุกแบบไหน แบบสดใสซาบซ่า แบบน่ารัก แบบหวาน ๆ สไตล์ลูกคุณ แบบเปรี้ยวจี๊ดสวยเฉี่ยว แบบเซ็กซี่ขยี้ใจ หรือแบบออกงานที่ต้องไปแข่งกับแก๊งชะนีคนอื่น มันต้องใช้สีต่างกัน
เช่น วันหนึ่งเธอจะไปออกเดต เธออาจต้องการลุกที่ดูมั่นใจด้วยสีแดงสด อีกวันอาจอยากดูสดใสด้วยสีโทนส้ม อีกวันอยากดูหวาน ๆ ด้วยสีชมพูลิ้นกระต่าย หรือวันนี้ต้องไปสัมภาษณ์งาน ก็อยากได้สีที่สุภาพและดูน่าเชื่อถือจึงเลือกสีชมพูออกนู้ด ๆ ดังนั้น การมีลิปสติกหลายแท่งหลายสีจึงช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกว่าพวกเธอสามารถเปลี่ยนแปลงหรือสะท้อนตัวตนของตัวเองได้ตามที่ต้องการในแต่ละสถานการณ์
5. ความพึงพอใจในการเลือก
ตามหลักจิตวิทยาแล้ว การที่เรามีตัวเลือกให้เลือกหลากหลายทำให้เรารู้สึกมีอิสระและมีความสุขมากขึ้น อีกทั้งการมีลิปสติกหลายแท่งให้เลือก ยังช่วยลดความรู้สึกของการถูกจำกัด และเพิ่มความสุขในการแต่งหน้าที่เหมาะกับอารมณ์และโอกาส โดยเฉพาะสีของลิปสติกที่ถูก swatch ลงบนแขนให้พวกเธอได้เห็นสีที่แท้จริงของลิปสติกว่าเป็นอย่างไรเมื่อทาลงบนผิวจริง จากนั้นก็ค่อย ๆ พิจารณาเลือกสีที่ตัวเองชอบ ที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับสถานการณ์ มันเป็นอะไรที่มีความสุขมาก และความสุขที่ว่าก็สามารถดึงดูดความสนใจของพวกเธอให้อยู่แถว ๆ เคาน์เตอร์ขายลิปสติกได้นานมาก ๆ นั่นเอง
ยิ่งลิปมีหลายสี หลายเฉด หลายโทน หลายเนื้อ หลายแพ็กเกจ พวกเธอสามารถยืนเลือกได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยตุ้ม ไม่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อย เหมือนโดนดูดเข้าสู่หลุมดำยังไงยังงั้นเลยทีเดียวเชียว เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผู้หญิงหลายคนดูไม่มีความอดทนมากพอที่จะรออะไรนาน ๆ แต่พวกเธอสามารถหายตัวเข้าไปในร้านเครื่องสำอางและสิงสถิตอยู่แถวเคาน์เตอร์ลิปสติกได้เป็นชั่วโมงถึงหลายชั่วโมง โดยที่พวกเธออาจไม่ได้รู้สึกเลยว่าเวลามันผ่านไปนานขนาดไหน ก็จะมีเพียงหนุ่ม ๆ ที่ยืนรอ นั่งรอ นอนรอข้างนอกร้านนั่นแหละที่จะบอกได้ว่าพวกเธอหายตัวไปในร้านเครื่องสำอางนานขนาดไหน
6. การตอบสนองต่ออิทธิพลทางสังคมและเพื่อความมั่นใจในตัวเอง
ในสังคมที่ความงามถูกนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ การมีลิปสติกหลายสีนอกจากจะช่วยให้ผู้หญิงแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองได้ตามสถานการณ์แล้ว มันยังช่วยให้ผู้หญิงสามารถปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์หรือความคาดหวังในกลุ่มสังคมที่พวกเธอเข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย ผู้หญิงบางคนอาจไม่ได้มีลิปสติกหลายสีหลายเฉดมากมายขนาดนั้นในการเลือกทาเพื่อแสดงออกถึงตัวตนของตัวเอง แต่ก็มีสีมีเฉดที่แตกต่างเพื่อให้เหมาะกับโอกาสต่าง ๆ ตามกาลเทศะ เพราะลิปสติกบางสีก็ไม่เหมาะกับงานสัมมนาที่ต้องการลุกที่เรียบร้อยดูน่าเชื่อถือ หรือลิปสติกบางสีก็ไม่เข้ากับบรรยากาศของงานกลางคืน พวกเธอจึงต้องการความมั่นใจ ว่าลุกการแต่งหน้าของตัวเองกลมกลืน
ด้วยสีแต่ละสีมีจิตวิทยาของมันเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้หญิงจะมองว่าสีของลิปสติกก็มีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อความมั่นใจของพวกเธอด้วยเช่นกัน เช่น สีแดงให้ความรู้สึกทรงพลัง สีชมพูให้ความรู้สึกอ่อนโยน สีเบจให้ความรู้สึกสงบ ในเมื่อสีแต่ละสีมีผลกระทบที่แตกต่างกัน การมีลิปสติกหลายแท่งจึงช่วยให้ผู้หญิงสามารถเลือกสีที่เหมาะสมกับความรู้สึกของตนเองในวันนั้น ช่วยลดความจำเจและเพิ่มสีสันให้ชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน หรือเข้ากับโอกาสนั้น ๆ ที่เธอต้องมีส่วนร่วม
7. ความสุขจากการสะสม
อย่างที่รู้มานั่นแหละว่าผู้หญิงหลายคนซื้อลิปสติกออกใหม่มาตุนไว้ทั้งที่ยังไม่มีโอกาสที่จะใช้ รวมถึงอาจไม่เคยใช้ลิปสติกหมดแท่งเลยด้วยซ้ำ แต่ก็พอใจที่จะซื้อใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพียงแค่เห็นว่ามันสวย อาจจะแพ้ทางแค่เพราะ packaging มันสวย หรือสีนี้สวยดี ทั้งที่ทาออกมาแล้วมันอาจจะไม่ค่อยเข้ากับตัวเองเท่าไรก็ตาม แต่พวกเธอก็ยังภาคภูมิใจอยู่ดีที่ได้สอยสีนี้มาครอง หรือบางแบรนด์เล่นกับใจคนซื้อด้วยการออกมาเป็น collection ต่าง ๆ ที่เชื้อเชิญให้สาว ๆ ซื้อมากกว่า 1 แท่งเพื่อสะสมให้ครบทุกแบบ แม้ว่าสะสมครบแล้วจะไม่มีรางวัลอะไร แถมยังมีแต่เสียเงิน แต่เป็นความสุขทางใจจากการได้เป็นเจ้าของสิ่งที่ตัวเองชอบ แค่นั้นเลย
เพราะการสะสมลิปสติก เปรียบเหมือนการสะสมของที่ให้คุณค่าในด้านความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตอบสนองความสุขในเชิงจิตวิทยาของการเป็นเจ้าของสิ่งที่ชอบ บางคนอาจลองซื้อลองใช้หลาย ๆ สี ชอบลองอะไรใหม่ ๆ แต่บางคนจะวนซื้ออยู่แค่ไม่กี่สีที่ชอบไม่กี่โทนเท่านั้น แต่ความต่างคือ packaging ต่างแบรนด์ ต่างเนื้อ (เนื้อแมตต์ เนื้อครีม เนื้อกลอส เนื้อทินต์ เนื้อบาล์ม เนื้อออยล์ ฯลฯ) และที่วนซื้อมาเก็บอยู่ไม่กี่สีก็เพราะมันเป็นสีที่ตัวเองคุ้นเคยและสบายใจ ทาแล้วรู้สึกปลอดภัยหรือมั่นใจเสมอว่ารอด เข้ากับบุคลิกภาพและสีผิว จึงเลี่ยงความเสี่ยงที่จะลองสีอื่นที่แตกต่าง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คือ “เอกลักษณ์” ของสาว ๆ ที่จะเลือกซื้อลิปสติกสีที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตน
แม้หลายคนอาจมองว่าลิปสติกเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต้องมีมากกว่า 1 แท่งหรือ 1 สี (โดยเฉพาะสีที่มันอาจจะดูคล้ายกันมาก ๆ) แต่ในมุมของผู้หญิงบางคนแล้ว มันมี “ความแตกต่าง” ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของพวกเธอได้ และบางครั้ง ลิปสติกก็สะท้อนถึงความต้องการทางอารมณ์และการแสดงออกในแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตพวกเธอได้อย่างดี ฉะนั้น ถ้าการซื้อลิปสติกมาสะสมมันคือเงินของพวกเธอ ไม่ได้ถึงขั้นที่เสพติดการซื้อของ ทำให้ติดกับดักของวัตถุนิยม หรือซื้อจนมีปัญหาทางการเงิน แต่เป็นเพียงความสุขเล็ก ๆ ที่ได้ซื้อ ได้สะสม และได้เลือกมาใช้ให้เหมาะกับการแต่งหน้า แต่งตัว ให้เข้ากับโอกาสของพวกเธอ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร!






























