
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU เผยแนวทางตั้งรับสังคมสูงวัยด้วยธุรกิจสุขภาพเพื่อลดสภาวะ “แก่ไปไม่จน” พร้อมเปิดแนวทางตั้งรับของธุรกิจสุขภาพในยุคที่กำลังซื้อสวนทางผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ การส่งเสริมเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การทำธุรกิจ Health & Wellness แบบองค์รวม และการเน้นทักษะการจัดการและนวัตกรรมเพื่อธุรกิจ
นอกจากนี้ CMMU ยังมุ่งมั่นสร้างพื้นฐานที่ดีให้ธุรกิจสุขภาพของประเทศรวมถึงพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการด้านสุขภาพให้มีทั้งความรู้และสามารถปฏิบัติจริงได้อย่างเชี่ยวชาญ ผ่านหลักสูตรการจัดการธุรกิจสุขภาพ หรือ HBM ซึ่งผู้เรียนจะได้จุดแข็งทั้งด้านเครือข่ายองค์ความรู้ที่แข็งแกร่งและทันโลก รวมถึงรู้ทันการอุดช่องว่างธุรกิจสุขภาพในบริบทที่เปลี่ยนแปลง การดูแลกลุ่มผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดีและแก่ไปไม่จนนั้น หากพิจารณาแล้ว มีช่องทางในการร่วมกันอุดช่องโหว่อยู่เช่นเดียวกัน
CMMU ที่เป็นสถาบันการศึกษาด้านการจัดการชั้นนำของไทยได้มีการออกแบบหลักสูตรการจัดการธุรกิจสุขภาพ (Health Business Management) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับสตาร์ตอัป ไปจนถึงระดับผู้บริหารในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทั้งในด้าน อาหาร ที่พักอาศัย ยาและเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถช่วยดูแลผู้คนทุกเจเนอเรชันได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจด้านสุขภาพสามารถตั้งรับและช่วยผลักดันสังคมผู้สูงอายุไทยให้ “แก่ไปไม่จน” ได้ ด้วย 3 แนวทาง ดังนี้
- ส่งเสริมเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยปกติเรื่องสุขภาพมี 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ ป้องกัน-ดูแล-รักษา แต่กลับพบว่า ‘การป้องกัน’ เป็นสิ่งที่ผู้คนยังพูดถึงและปฏิบัติได้น้อย เพราะใช้ความรู้และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาก ซึ่งหากเน้นการส่งเสริมแนวทางป้องกันได้ดี นอกจากจะช่วยขยายให้ผู้คนกระตือรือร้นที่จะมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยลดขั้นตอนการดูแลและการรักษาลดภาระของผู้ดูแล รวมถึงภาระของตนเองที่จะตามมาในอนาคตด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายที่มีผลต่อเศรษฐกิจหลัก ๆ มี 2 กลุ่ม คือ วัยรุ่นวัยทำงานและวัยเกษียณ
- ทำธุรกิจ Health & Wellness แบบองค์รวม การทำธุรกิจสุขภาพเฉพาะทางอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอแล้วต่อการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งหากพิจารณาตามสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน มักพบผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง หัวใจ กระดูก กล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวกสบายจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำนวนแพทย์ในการให้บริการอาจไม่เพียงพอ ดังนั้น จุดนี้จึงเป็นช่องว่างและช่องทางแห่งโอกาสที่หากผู้ประกอบการขยายการทำธุรกิจสุขภาพแบบองค์รวมได้เพิ่มขึ้นในอนาคตก็จะทำให้กลุ่มผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการดูแลได้ง่ายด้วยค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล
- เน้นทักษะการจัดการและนวัตกรรมเพื่อธุรกิจ ผู้ประกอบการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางสุขภาพ แต่อาจยังบริหารจัดการธุรกิจไม่เก่ง ควรเน้นเสริมทักษะการจัดการ เพื่อรักษามาตรฐานการทำงานและการให้บริการอย่างปลอดภัย เช่น อันตรายที่อาจมากับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือชะลอวัยที่ขายกันทั่วไป ขณะที่การทำธุรกิจหากทำด้วยวิธี แบบดั้งเดิมอาจสามารถทำได้แค่เพิ่มจำนวนสาขาได้ในอนาคต แต่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ฉะนั้น การคิดหาวิธีว่าจะทำธุรกิจแบบใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้นอย่างไร จึงต้องมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจด้วย
การมีพื้นฐานธุรกิจที่แน่นและรู้ลึกถึงขั้นตอนกระบวนการปฏิบัติงานธุรกิจนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ซึ่ง CMMU มุ่งมั่นสร้างพื้นฐานที่ดีให้ธุรกิจสุขภาพของประเทศ ทั้งด้านนวัตกรรม ระบบสารสนเทศ มาตรฐาน ความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการด้านสุขภาพให้มีทั้งความรู้และสามารถปฏิบัติจริงได้อย่างเชี่ยวชาญ สร้างจุดขายที่โดดเด่นผ่านหลักสูตรการจัดการธุรกิจสุขภาพ (HBM)
ซึ่งผู้ที่มาเรียน ส่วนใหญ่จะได้จุดแข็งด้านเครือข่าย (Network) จากทั้งมุมผู้เรียนในระดับแพทย์ หรือผู้บริหารในสถาบันสุขภาพขนาดใหญ่ และมุมผู้ให้บริการสุขภาพ (Service Provider) แถวหน้าของประเทศไทย เช่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และธุรกิจสุขภาพชั้นนำในภาคเอกชน ที่ต่างมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และ Use Case จริงในห้องเรียน อีกทั้งด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีพื้นฐานความรู้และงานวิจัยด้าน Health Science และสุขภาพที่โดดเด่นอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากเสริมการนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในอนาคต ผศ.ดร. ธนพล กล่าวทิ้งท้าย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเพจเฟซบุ๊ก CMMU Mahidol (https://www.facebook.com/CMMUMAHIDOL)
ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ [email protected]






























