การเอาตัวรอดของคนยุคใหม่หลายคนนั้นค่อนข้างที่จะสู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับพอสมควร อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ว่าหนุ่มสาวยุคดิจิทัลต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหา ตั้งแต่ปัญหาระดับโลกมาจนถึงปัญหาระดับปัจเจก ทั้งโรคระบาด ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ ปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความขัดแย้งในทางการเมือง ปัญหาการทำงาน ปัญหาความสัมพันธ์ ฯลฯ จนทำให้คนเหล่านี้ชอบเล่นมุกเสียดสีตัวเอง รีวิวชีวิตของตัวเองสั้น ๆ ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาว่า “ชีวิตเมื่อปีที่แล้วนี่ดี๊ดี…ดีที่ยังไม่ตาย” รวมถึงการตั้งเป้าหมายชีวิตแบบตลกขบขันทว่าจริงจังว่า “ขอเป็นคนที่ถูกหวย”
ในเมื่อคนยุคนี้มีชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันค่อนข้างจะสาหัสเอาการ การคาดหวังให้ตนเองสุขภาพร่างกายแข็งแรงทั้งที่ต้องทำงานอย่างน้อย 3 งานแบบที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในโซเชียลมีเดีย อันได้แก่ งานหลัก งานรอง งานเสริม ดูจะเป็นเรื่องที่สวนทาง การรักษาสุขภาพจิตใจของตนเองให้อยู่ดีมีความสุขไม่กลายเป็นคนเสียสติไปเสียก่อนก็กลายเป็นเรื่องยาก พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลามากพอที่จะมาใส่ใจเรื่องการมีครอบครัว เพราะแค่เลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดไปวัน ๆ ก็แย่แล้ว รวมไปถึงพวกเขาเหล่านี้ก็เริ่มกังวลถึงเด็กรุ่นใหม่ที่จะลืมตาดูโลกในอนาคต ว่าอาจจะต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเช่นเดียวกับพวกเขาหากว่าพวกเขามีครอบครัว เด็กรุ่นใหม่ที่ว่าก็คือ รุ่นลูกของพวกเขานั่นเอง
สูตรสำเร็จของครอบครัวคนยุคใหม่ ไม่มีคำว่า “ลูก” อีกต่อไป
หากย้อนกลับไปมองแนวคิดของคนเจเนอเรชันก่อนหน้านี้ จำนวนไม่น้อยที่มีทัศนคติเกี่ยวกับการมีครอบครัว ว่าคือการแต่งงานใช้ชีวิตคู่และมีทายาทไว้สืบสกุล พวกลูกหลานที่มีก็จะเลี้ยงดูตอบแทนเมื่อตนเองถึงคราวชราภาพ แต่ปัจจุบันเป็นยุคที่คนเจนฯ มิลเลนเนียลและเจนฯ Z กลายเป็นกลุ่มคนที่มีช่วงอายุเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงวัยของการสร้างครอบครัว คนกลุ่มนี้บางส่วนกลับไม่ได้มองว่าการมีคู่ครองหรือครอบครัวเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขาสามารถครองตัวอยู่เป็นโสด (อย่างเต็มใจ) ได้ตราบเท่าที่มีเงินและตัวเองไม่ได้เดือดร้อน ส่วนคนที่คิดจะสร้างครอบครัวก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะต้องมีทายาทอีกต่อไป แค่ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ หาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนเท่านี้ก็เพียงพอ
เพราะคนสมัยใหม่ตระหนักดีว่าการเป็นพ่อแม่คนไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขารู้สึกว่าตนเองต้องเสียสละอะไรหลายอย่างในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย เวลา อิสระที่จะใช้ชีวิตของตนเองให้มีสนุกสนานและมีความสุข รวมถึงความไม่พร้อมของสภาพแวดล้อมที่เด็กจะเกิดมา มันเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องรับผิดชอบมากเกินไป ถ้าจะทำให้เด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลก และต้องโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาจะเลี้ยงดูลูกตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม แต่ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเติบโตของเด็กมันสุ่มเสี่ยงและควบคุมไม่ได้ ในเชิงโครงสร้างทางสังคมก็ไม่ได้มีกลไกที่เป็นรูปธรรมที่จะรับประกันได้ว่าประชากรเกิดใหม่จะเป็นประชากรที่มีคุณภาพ “มีลูกเมื่อพร้อม” คือสิ่งที่พวกเขาคิด
“พร้อม” ในที่นี้ นอกเหนือจากวุฒิภาวะของคู่แต่งงานที่ต้องกลายสถานะเป็นพ่อแม่แล้ว ความรับผิดชอบต่อหนึ่งชีวิตที่เกิดใหม่ รวมไปถึงการเตรียมเงินให้พร้อมกับชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิตซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากในการทำให้เด็กที่เกิดใหม่กลายเป็นเด็กที่มีคุณภาพนอกเหนือไปจากความรักและความอบอุ่นในครอบครัว ในเมื่อการมีลูกคือเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา เพื่อให้เด็กที่เติบโตมา มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นอนาคตที่พึ่งได้ของชาติ หลายครอบครัวจึงชะลอการมีลูก มีลูกยาก บางครอบครัวมีลูกน้อยลง หรือไม่ต้องการมีลูกเลย ในทางกลับกัน ประชากรเกิดใหม่ที่ประเทศไทยได้อาจจะเป็นเด็กด้อยคุณภาพที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อม ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือสภาพเศรษฐกิจ
คนแก่เยอะ เด็กเกิดน้อย นี่คือปัญหาระดับชาติ!
นั่นทำให้ปัจจุบัน ครอบครัวของหลายสังคมทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเป็นครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น แถมยังเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ไม่มี “ลูก” ด้วย อย่างสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2562) ก็มีจำนวนลดลงทุกปี หากดูตัวเลขจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (นับตามการแจ้งเกิด) แสดงให้เห็นว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2556 แล้ว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการขยับขึ้นแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นก็ยังรักษาระดับอยู่ที่ 600,000 คนขึ้นไปต่อปี
จนกระทั่งในปี 2563 สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ของไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วงมาก เพราะเด็กเกิดใหม่ลดลงมากอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 600,000 คน โดยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 587,368 คน และยังคาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงแบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ เพราะในปี 2564 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งสิ้น 544,570 คน โดยลดลงจากปี 2563 ถึง 42,798 คนเลยทีเดียว และลดลงมากกว่าครึ่งจากที่เคยเกิดเมื่อ 50 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่าเราเข้าสู่ยุคที่อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำมากเป็นประวัติการณ์ อีกทั้ง ปี 2564 ยังเป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนคนตายด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยแล้วไม่ใช่แค่เด็กเกิดใหม่ลดลงเท่านั้นที่เป็นปัญหา เพราะอีกปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น หรือที่เราเคยได้ยินกันว่า สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือสังคมที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่ปี 2548 แล้ว โดยในปี 2564 เป็นปีที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20) และเตรียมเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2574 (มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28)
เพราะฉะนั้น การที่คนแก่เยอะ เด็กเกิดน้อย จะกลายเป็นอีกปัญหาที่เด็กรุ่นหลังต้องแบกรับ เนื่องจากมีผลกระทบทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคตอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ วิกฤติแรงงาน เมื่อสังคมไทยมีอัตราการเกิดต่ำ ยิ่งทำให้ประเทศเสียโอกาสในการเติบโต เพราะเด็กเกิดใหม่ในวันนี้ ก็คือวัยทำงานในวันข้างหน้า หลักการง่าย ๆ ก็คือถ้าวันนี้เด็กเกิดใหม่หายไปมาก แรงงานในอนาคตก็จะหายไปมากเช่นกัน ผลทางตรงต่อเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งคนวัยทำงานหรือแรงงานในการผลักดันเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต อัตราการเติบโตของจีดีพีลดลง รายได้ของรัฐก็ลดลงด้วย เพราะแนวโน้มที่ภาครัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีจากแรงงานก็จะมีสัดส่วนลดลง
ไม่เพียงเท่านั้น คนวัยทำงานในปัจจุบันนี้ก็จะค่อย ๆ ขยับไปเป็นผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยที่แนวโน้มผู้สูงอายุก็จะอายุยืนขึ้นด้วย ผู้สูงอายุหลาย ๆ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำงานไม่ไหวแล้ว ทำให้ภาครัฐมีภาระค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขและสวัสดิการในการดูแลประชากรสูงอายุที่มีฐานะยากจน และรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีคนหนุ่มสาววัยแรงงานของชาติน้อยลง และมีประชากรสูงอายุที่กลายเป็นภาระมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
โสด ไม่มีลูก แต่ก็ไม่เหงาเพราะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นลูก
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าครอบครัวของคนสมัยใหม่ “ลูก” ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ มีคู่แต่งงานจำนวนไม่น้อยที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าพวกเขาจะไม่มีลูก เพราะลูกไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของพวกเขา แต่ถ้ารู้สึกว่าการใช้ชีวิตคู่อยู่ 2 คนมันเงียบเหงาอ้างว้างเกินไป พวกเขาอาจมองหาความสัมพันธ์ที่ดีรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูกเหมือนแต่ก่อน หากแต่เป็นการเลี้ยงน้อง ๆ สัตว์เลี้ยงให้เหมือนกับลูกน้อยคนหนึ่ง พวกเขาก็พึงพอใจแล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นมิลเลนเนียลเลือกที่จะยอมเป็น “ทาส” ทาสหมา ทาสแมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ แทนการมีลูกเป็นคน
ชัดเจนว่าไลฟ์สไตล์คนสมัยใหม่เปลี่ยนไปแล้ว คนสมัยนี้มีความคิดและค่านิยมเรื่องครอบครัวต่างไปจากอดีต ตรงที่ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่ได้อยากมีลูกเป็นมนุษย์ แต่กลับมีลูกเป็นเหล่าบรรดาสัตว์เลี้ยงแทน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เป็นแค่เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครอบครัว” หรือปรากฏการณ์ Pet Humanization พูดง่าย ๆ ก็คือ เจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ได้มองว่าตัวเองคือเจ้าของน้องหมาน้องแมว แต่เป็น “พ่อ/แม่” ของสัตว์เลี้ยงมากกว่า หรือที่เรียกว่า Pet Parents นั่นเอง
เดิมทีมนุษย์จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบแสดงความเป็นเจ้าของ โดยที่มนุษย์จะเป็นเจ้านายของเหล่าสัตว์เลี้ยงคู่ซี้ แต่เมื่อคนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไป โดยมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูกคนหนึ่ง ตนเองไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นพ่อหรือแม่ของสัตว์เลี้ยง ดังนั้น พวกเขาจะดูแลเอาใจใส่บรรดาสัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากการดูแลเด็กคนหนึ่ง พร้อมทุ่มเทให้ทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารการกิน สุขภาพ เสื้อผ้า ของเล่น มุมพักผ่อน/ที่นอนในบ้าน เวลาเล่นด้วย รวมทั้งการพาไปไหนมาไหนด้วยเกือบจะทุกที่ เหมือนพาเด็กน้อยไปเที่ยวก็ไม่ปาน
ถึงอย่างนั้น แม้ว่าในทางทฤษฎีคนเหล่านี้จะบอกว่าตนเองรักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก แต่ในทางปฏิบัติอาจแตกต่างออกไปนิดหน่อย เนื่องจากเลี้ยงให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนกับเจ้านายของตนเอง ส่วนตนเองนั้นก็พร้อมที่จะรับบททาสอย่างเต็มใจ ทาสที่ยอมตกอยู่ในอำนาจของสัตว์เลี้ยง ทุกวันนี้จึงมีคนที่สถาปนาตนเองเป็นทาสหมา ทาสแมวเต็มไปหมด ยอมทุ่มเททั้งตัวและหัวใจให้กับเหล่าสัตว์เลี้ยงที่รักเหมือนกับลูกแท้ ๆ ไม่มีความคิดที่จะเลี้ยงเด็กที่เป็นคน เลิกทุ่มเงินซื้อบ้านที่ราคาเกินเอื้อม เลิกคำนวณค่าใช้จ่ายแสนแพงในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาเป็นประชากรคุณภาพ แต่หันมาใช้เงินไปกับการดูแลสัตว์เลี้ยงแทน แม้จะจ่ายสูง แต่ก็ยังต่ำกว่าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไปราว ๆ 20 ปีอยู่ดี
มีข้อมูลผลการสำรวจจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU พบว่าตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในไทยเติบโตสวนกระแสโควิด-19 เป็นอย่างมาก โดยยูโรมอนิเตอร์คาดการณ์ว่าในปี 2026 ตลาดสัตว์เลี้ยงของโลกจะมีมูลค่
นอกจากนี้ ข้อมูลจากผลสำรวจเดียวกัน ยังพบว่าคนไทยกว่า 49 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนลูก โดยยอมจ่ายค่าดูแลลูกทู
ทำไมทาสจึงทุ่มเทให้กับลูกทูนหัวโดยไม่ยอมมีลูก
สาเหตุหลักที่คนสนใจเลี้ยงสัตว์เป็นลูกมากกว่าที่จะมีลูกเป็นของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัตว์เลี้ยงมีคุณค่าต่อใจ จุดเริ่มต้นอาจเป็นความน่ารักและขี้อ้อนที่ทำให้เหล่าทาสใจละลาย แต่เมื่อได้คลุกคลีจริง ๆ จะพบว่าน้อง ๆ เป็นเหมือนเพื่อนเล่นที่คลายเหงาและช่วยเยียวยาจิตใจให้กับเจ้าของ รู้สึกดีมีความสุขที่อยู่กับเหล่าเจ้านาย คลายเครียด และทำให้ผ่อนคลายสบายใจขึ้น เมื่อเราเผชิญภาวะวิกฤติทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สัตว์เลี้ยงที่เรารักก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ
และเมื่อลองคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ก็พบว่าเป็นราคาที่ตนเองจ่ายไหว แม้ว่าค่าอาหารจะเป็นเลขหลักพัน และรวมค่าใช้จ่ายต่อปีเป็นเลขหลักหมื่น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงใช้เงินน้อยกว่าหลายเท่าตัว หากเทียบกับการใช้เงินเลี้ยงลูกของตนเองให้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพ ต้องให้การศึกษา ต้องให้สังคมที่ดี ต้องให้ปัจจัยสี่ที่ไม่ขาดตกบกพร่อง และอีกสารพัดค่าใช้จ่ายเป็นเวลาหลายปีกว่าจะโตพอเลี้ยงตัวเองได้ แม้แต่ค่าใช้จ่ายในการจ้างคนมาดูแลสัตว์เลี้ยงนั้นก็ประหยัดกว่าการจ้างพี่เลี้ยงเด็ก ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงมองว่าตัวเองรับมือกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์ (เป็นลูก) มากกว่าเลี้ยงลูกอยู่แล้ว
อีกเหตุผลที่สำคัญคือ การเลี้ยงสัตว์มีข้อผูกมัดน้อยกว่า ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ต้องการ “เวลา” มีความรักอิสระในการใช้ชีวิต ดังนั้น การเลี้ยงสัตว์จะตอบโจทย์พวกเขาได้มากกว่าการเลี้ยงเด็ก เนื่องจากพวกเขายังพอมีเวลาอิสระให้ได้ทำอย่างอื่นบ้าง เพราะสัตว์เลี้ยงสามารถจัดการชีวิตของตัวเองได้ แบบที่ทาสบางคนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ตามลำพังเวลาตนเองออกไปทำงาน แต่การเลี้ยงลูกเล็กเด็กอ่อน พ่อแม่ต้องคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้มีเวลาอิสระน้อยลง จะไปไหนมาไหนทีก็ต้องคิดหนักว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่ปล่อยให้ลูกอยู่เพียงลำพัง และไหนจะต้องให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ สังเกตพฤติกรรม ให้ความรักความอบอุ่น ลูกจะได้ไม่กลายเป็นเด็กมีปัญหา
นอกจากนี้ ที่คนรุ่นใหม่สามารถเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นลูกตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นเพราะสัตว์เลี้ยงสามารถสร้างภาพจำลองของความเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกได้ ในท้ายที่สุด คนที่รักและเลี้ยงสัตว์จะรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถปล่อยให้ลูกนอกไส้ของตนเองเติบโตตามลำพังได้ พวกเขาก็ต้องดูแลสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเป็นอย่างดีเพื่อให้พวกมันเติบโตขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงาของเราได้ไปนาน ๆ เสียงของแมวที่ร้องปลุกให้คนไปเทอาหารให้ทุกเช้า แทบไม่ต่างจากเสียงเด็กทารกร้องหิวนม พวกเขาจึงได้ลองสวมบทบาทเป็นพ่อแม่ และดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนดูแลลูกตัวเองจริง ๆ
แม้ว่าสัตว์เลี้ยงกับมนุษย์จะไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสิ้นเชิง แต่สัตว์เลี้ยงก็ได้กลายเป็นภาพแทนของ “ลูก” ให้กับหลาย ๆ ครอบครัวไปแล้ว ทั้งคนโสดและคู่รักที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่มีลูกเป็นของตัวเอง สามารถเติมเต็มความสุขได้ด้วยเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก สัตว์เลี้ยงจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการลูก แต่ต้องการสิ่งที่ช่วยให้ตนเองไม่เหงาและมีความสุข หลายคนจึงสามารถรักสัตว์เลี้ยงได้เหมือนกับเป็นลูกตัวเองจริง ๆ ดังนั้น ก็ไม่แปลกหรอกที่มือถือของใครหลายคนจะมีแต่รูปหมารูปแมวอยู่เต็มเครื่อง และมักจะโพสต์อวดน้อง ๆ ลงในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ เพราะลูกเราน่ารักไงล่ะ!





























