สำหรับลูกจ้าง “การปรับขึ้นค่าแรง” นับเป็นข่าวดีที่ทุกคนอยากได้ยิน คนทำงานทุกคนล้วนอยากได้ค่าแรงที่สูง ๆ เพื่อความเป็นอยู่และชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อ ข้าวของแพงทุกอย่าง หนี้สินรุงรัง และการทำงานหนัก การขึ้นค่าแรงเป็นความหวังของลูกจ้างทั้งหลายที่เดือดร้อนมานานเพราะค่าจ้างไม่สมเหตุสมผลกับค่าครองชีพ ในมุมของลูกจ้าง การขึ้นค่าแรงทำให้เรามีรายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นเพื่อไว้ใช้สอยให้สภาพความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่มล้ำทางรายได้ลง แต่ในทางกลับกันสำหรับนายจ้าง การลงทุนจากต่างชาติ ราคาสินค้า ค่าครองชีพอาจตรงกันข้าม มันมีเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงไม่สามารถปรับค่าแรงขึ้นแบบพรวดพราดได้ในคราวเดียว
หลายคนอาจกำลังดีใจกับข่าวดีข้างต้น ในขณะเดียวก็มีข่าวที่ตีคู่มาพร้อมกัน คือรายงานข่าวสถานภาพหนี้ครัวเรือนของคนไทย ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่า “หนี้ครัวเรือนไทย” พุ่งสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยทั่วประเทศ ปี 2565 พบว่าคนไทย 99.6% มีหนี้ มีเพียง 0.4% เท่านั้นที่เป็นคนไม่มีหนี้ ในกลุ่มคนที่มีหนี้ จะมียอดหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 501,711 บาท ภาระผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 12,801 บาท (นับเป็นหนี้ในระบบ 78.9% และหนี้นอกระบบ 21.1%)
ส่วนประเภทของหนี้ครัวเรือนที่เกิดกับคนไทย 56.4% คือหนี้ส่วนบุคคล เกิดจากการซื้อสินค้า การอุปโภคบริโภค 54.4% คือหนี้บัตรเครดิต 49.6% เป็นหนี้ยานพาหนะ 49.2% คือหนี้ในการประกอบธุรกิจ 37.5% หนี้การศึกษา และ 35.7% คือหนี้ที่อยู่อาศัย โดยสาเหตุของการก่อหนี้ พบว่ามาจากปัจจัยที่ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย การผ่อนสินค้ามากเกินไป การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากเกินไป และการซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น
ค่าจ้างกับหนี้สินมีความสัมพันธ์กันโดยตรง เพราะเราทำงานแลกค่าจ้างก็เพื่อให้มีเงินไปจ่ายหนี้ แต่คำถามคือ การเคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้คนไทย 5.02% หรือเป็นเงิน 328-354 บาท/วันนั้น เอาเข้าจริงส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาเป็นเงินเพียงไม่กี่บาท แล้วมันจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงานในเมืองไทยจริงหรือไม่ จะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินได้ของคนไทยได้หรือไม่ แถมมันยังมักจะตามมาด้วยผลกระทบบางอย่างเสมอ
เพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มันถือเป็น “ต้นทุน” ของภาคธุรกิจ การจ้างงานที่นายจ้างต้องให้เงินกับลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิม ลองมองว่าแรงงานคือสินค้าประเภทหนึ่ง ที่เมื่อราคาค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้ความต้องการซื้อลดลง ง่าย ๆ ก็คือส่วนใหญ่แล้วนายจ้างไม่ต้องการจ้างแรงงานที่ “ราคาแพงเกินไป” อาจทำให้ถึงขั้นปลดพนักงานออกเลยก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอีก เช่น
- สินค้าราคาแพงขึ้น ทั้งด้วยต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและการฉวยโอกาส
เมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม เพราะค่าแรงของลูกจ้างก็ถือเป็นต้นทุนการผลิตด้วยเช่นกัน ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จะนำมาขายให้กับบรรดาผู้บริโภคก็แพงขึ้นตาม เนื่องจากผู้ประกอบการมักจะเลือกวิธีการผลักภาระต้นทุนค่าแรงบางส่วนหรือทั้งหมดให้ผู้บริโภครับผิดชอบผ่านการขึ้นราคาสินค้าและบริการที่ราคาสูงขึ้น ในกรณีที่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคา ด้วยเห็นว่าคนมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น จึงน่าจะสามารถจ่ายแพงกว่าเดิมได้ นั่นหมายความว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็ไม่แน่ว่าว่าจะเพียงพอกับค่าสินค้าและบริการที่แพงขึ้นตามมาหรือเปล่า
- ค่าแรงขึ้น บริษัทจ่ายไม่ไหว อาจจำเป็นต้องปลดพนักงานบางส่วนออกออก
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ที่รับผลกระทบทางตรงก็คือผู้ประกอบการบริษัททุกขนาด แม้ว่าเมื่อนับต่อหัวของลูกจ้างแล้วจะเป็นเงินคนละไม่กี่บาท แต่บริษัทมีลูกจ้างหลายคน รวม ๆ กันแล้วก็เป็นเงินหลายบาทที่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในแต่ละเดือน ยิ่งหากรายได้ของบริษัทเท่าเดิม เพิ่มขึ้นนิดเดียว หรือต่ำลง ค่าแรงที่สูงขึ้นส่งผลกระทบบริษัทอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากบริษัทจ่ายไม่ไหว การปลดพนักงานออกจึงเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่จะรักษาสมดุลของบริษัทไว้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กมีสิทธิ์ไปไม่รอดสูงกว่าธุรกิจขนาดอื่น บริษัทอาจถึงขั้นต้องเป็นปิดตัว เนื่องจากต้องนำกำไรที่ได้มาจ่ายเป็นค่าแรงค่าจ้างให้กับลูกจ้างจนหมด สุดท้ายแล้วบริษัทอาจเจ๊งได้ในที่สุด
- ปัญหาคนเก่าตกงาน ส่วนเด็กจบใหม่ว่างงานเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการไม่มีกำลังจ้าง
ข้างต้นได้กล่าวมาแล้วว่าการขึ้นค่าแรงอาจทำให้ลูกจ้างเดิมตกงานได้ เนื่องจากบริษัทผู้ประกอบการไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายค่าจ้างในราคาที่สูงขึ้น ในขณะที่เด็กจบใหม่ก็มักจะไม่ถูกจ้างงาน เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มีฝีมือ ไร้ประสบการณ์ และต้องมาเริ่มเรียนรู้งานใหม่ ผู้ประกอบการมองว่ามันเป็นความเสี่ยงเกินไปที่จะต้องจ่ายค่าแรงแพง ๆ ให้กับลูกจ้างที่ยังทำผลงานในเร็ววันไม่ได้ จึงน่าจะดีกว่าหากจ้างคนมีประสบการณ์ทำงาน ฉะนั้น การเพิ่มเงินเดือนหรือขึ้นค่าแรง อาจยิ่งทำให้อัตราการตกงานของพนักงานเดิมสูงขึ้น และการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่มากขึ้นได้
- การมองหาตัวเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่าการจ้างแรงงานมนุษย์
ธุรกิจบางอย่างจำเป็นต้องใช้แรงงานฝีมือเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อต้นทุนเรื่องค่าแรงค่าจ้างสูงขึ้น บริษัทต่าง ๆ อาจจะต้องปรับตัวไปหาตัวเลือกอื่น ๆ ที่ประหยัดต้นทุนกว่าและคุ้มค่า เช่น อาจมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน เช่น ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ เพื่อให้ทำงานทดแทนค่าจ้างแรงงานที่มีราคาสูงขึ้น แต่เมื่อธุรกิจใช้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่มนุษย์ ก็อาจยิ่งทำให้แรงงานซึ่งเป็นแรงงานไร้ฝีมือตกงานหนักมากขึ้น อีกทั้งยังซ้ำเติมภาวะสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย จะเห็นว่าผลกระทบย้อนกลับมาที่กลุ่มแรงงานอีกเช่นกัน
ขึ้นค่าแรงไม่ทันกับความเดือดร้อนของคน
หากทำใจให้เป็นกลางและพยายามนึกถึงผลกระทบรอบด้านจากการขึ้นค่าแรง จะเห็นว่ามันมีความยุ่งยากและซับซ้อนอยู่พอสมควร สำหรับผลกระทบที่จะตามมาหลังปรับขึ้นค่าแรง ทำให้การปรับขึ้นค่าแรงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะสะท้อนกลับมาที่ตัวลูกจ้างอยู่ดี ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ว่าทุกอย่างอาจจะปรับราคาแพงกว่าที่เคย หรืออาจมีคนตกงาน/ว่างงานเพิ่มขึ้น เพราะนายจ้างไม่มีกำลังจ่ายค่าแรงที่สูงขึ้น ในท้ายที่สุด ค่าแรงที่เพิ่มมาไม่กี่บาท ลูกจ้างก็อาจไม่พอใช้เหมือนเดิม เป็นหนี้กันเหมือนเดิม เป็นวังวนที่ดิ้นไม่หลุดจริง ๆ
การปรับขึ้นค่าแรงค่าจ้าง ควรเพิ่มให้มาอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายของประชาชน โดยต้องคำนึงถึงคุณภาพของแรง หรือผลตอบแทนของแรงงานที่ให้แก่ระบบเศรษฐกิจด้วย เพราะแม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรงค่าจ้างจะช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนของแรงงานไร้ฝีมือ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของแรงงานดีขึ้น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ แต่หากมีการปรับค่าแรงค่าจ้างให้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ย่อมเกิดผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน
อย่างไรก็ดี ตัวเลขของส่วนต่างค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชากรวัยทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เท่าที่ควร ทั้งที่ตามแนวคิดพื้นฐานคนเราทำงานหนักก็ควรจะได้รับค่าตอบแทนที่มากพอที่จะใช้ชีวิตแบบที่คนคนหนึ่งพึงได้รับ แต่การทำงานหนักแล้วรายได้ไม่พอใช้ ทำให้ต้องกระเสือกกระสนกู้หนี้ยืมสินมา ต้องผัดผ่อนหนี้จนทรัพย์สินโดนยึด หรือต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อให้มีเงินพอใช้แบบเดือนชนเดือน สะท้อนให้เห็นว่าจนแล้วจนรอด ลูกจ้างอย่างเรา ๆ ก็ต้องกลับมาช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก รู้จักปรับตัวในการใช้เงิน บริหารการเงินของตนเอง






























