Home Work & Living Living “ให้คุณค่าผู้สูงอายุ” สร้างคุณค่าให้ตัวเองให้ “ชรา” อย่างมีคุณภาพ

“ให้คุณค่าผู้สูงอายุ” สร้างคุณค่าให้ตัวเองให้ “ชรา” อย่างมีคุณภาพ

ยังจำได้ไหม เมื่อ 2 ปีที่แล้วมูลนิธิกระจกเงา ได้จัดทำแคมเปญ “จ้างวานข้า” ที่รับสมัครคนไร้บ้านมารับจ้างทำความสะอาดตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขามีรายได้ แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จมาก มีคนไร้บ้านมาสมัครและก็มีคนจ้างพวกเขาไปทำความสะอาดสะพานลอยบ้าง สกายวอล์กบ้าง เคลียร์วัชพืชตามที่รกร้างบ้าง และบางครั้งก็ได้ทำงานร่วมกับพนักงานรักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานครด้วย

ล่าสุดแคมเปญ “จ้างวานข้า” ได้มีการต่อยอดไปอีกขั้น มีแคมเปญ “ชรารีไซเคิล” ขึ้นมาอีก ซึ่งเกิดจากไอเดียที่ว่าพอเข้าสู่วัยผู้สูงอายุคนเราก็เรี่ยวแรงถดถอยลง แม้ยังทำงานได้แต่ก็มักถูกให้ออกจากงาน แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบไม่ได้หายตามไปด้วย มูลนิธิกระจกเงาเลยชวนเหล่าคุณตาคุณยายมาเก็บขยะและคัดแยกขยะตามพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นรายได้ดูแลตัวเองในวัยชรา ผลงานที่ผ่านมาของแก๊งชรารีไซเคิล เช่น เก็บขยะที่งาน “กรุงเทพกลางแปลง” ตรงสวนรถไฟ และคืนนี้ (21 ก.ค. 65) ที่ผ่านมา โชว์สกิลเก็บขยะในงานกรุงเทพกลางแปลงที่ตลาดบางแคภิรมย์ ที่ชอบมากคือแก๊งนี้เขามีสโลแกนว่า “เก็บไม่เร็ว เก็บไม่เร้าใจ แต่ไปเก็บขยะแน่ ๆ”

จะเห็นว่าปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุมีอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ในประเทศเราเท่านั้น แต่อัตราการเพิ่มขึ้นมีทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการมีแรงงานในภาคการผลิตลดลง อัตราการออมที่ลดลง รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลและปฐมพยาบาลผู้สูงอายุมากขึ้น

การเห็นและสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองของผู้สูงอายุทั่วไป ๆ อาจมุ่งประเด็นไปที่การมีบทบาทและหน้าที่ในสังคม ซึ่งหากมองแบบกว้าง ๆ อาจเริ่มจาก “บทบาทครอบครัว” ซึ่งความรู้และประสบการณ์จากการดำรงชีวิตที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ย่อมทำให้ผู้สูงอายุสามารถให้คำปรึกษาและชี้แนะรูปแบบการดำเนินชีวิตในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่การงาน การดำเนินชีวิต ครอบครัว หรือแม้แต่เรื่องของสังคมได้เป็นอย่างดี ดังคำกล่าวที่ว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตที่โชกโชนของผู้สูงอายุ

แคมเปญนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ ไม่เพียงแค่ผู้สุงอายุเท่านั้น แคมเปญนี้ยังทำให้เกิดการกระตุ้นให้ “คนที่กำลังจะเป็น…หรือเป็นผู้สูงอายุ” เห็นคุณค่าของตนเอง และพร้อมที่จะ “แก่” … อย่างมีคุณค่าอีกด้วย

ผู้สูงอายุคือร่มโพธิ์ร่มไทร

ผู้สูงอายุในความหมายของสังคมไทยนั้น คือ ร่มโพธิ์ร่มไทร ที่เราให้ความเคารพยกย่องเพราะมีคุณค่าทั้งต่อครอบครัวและสังคม แม้ว่าผู้สูงอายุจะลดสถานภาพและบทบาทลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นปัจจุบันเป็นอย่างดี ผู้สูงอายุเป็นที่พึ่งและที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของลูกหลาน ปกป้องคุ้มครองให้ลูกหลานมีความสุข ให้ความอบอุ่น ร่มเย็น เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ที่พึ่งได้ทั้งกายและทางใจให้แก่ลูกหลาน

ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจ

สังคมไทยในปัจจุบันให้การยกย่องการเป็นผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุเป็นเสาหลัก สิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน คือการมี “วันผู้สูงอายุ” ที่กำหนดขึ้นในวันตรุษสงกรานต์ของทุกปี โดยลูกหลานแม้อยู่ห่างไกลก็จะเดินทางกลับมาแสดงความเคารพ ผู้สูงอายุจึงเป็นเสมือนศูนย์กลางของจิตใจสำหรับลูกหลาน

เมื่อสังคมและครอบครัวยกย่องท่านเช่นนี้ ผู้สูงอายุจึงต้องวางตัวให้ดี ไม่ให้ลูกหลานตำหนิได้ ครองตัวให้เป็นผู้สูงอายุที่ดี จะได้รับการยกย่อง และยอมรับจากสังคมและชุมชน ไปที่ใดผู้คนก็ยังเรียกขานว่า ตา-ยาย หรือ ลุง-ป้า อันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทยที่แสดงถึงการให้ความเคารพยกย่อง

ผู้สูงอายุสร้างคุณค่าในตัวเอง

เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “อย่าแก่แล้วแก่เลย” นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะหากเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ อาจสร้างภาระให้ลูกหลานได้ การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในทุกช่วงวัย เป็นการสร้างคุณค่าในตัวเอง เพิ่มศักยภาพในด้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้มองว่า “อายุ” เป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน ถ้าร่างกายยังแข็งแรง สามารถขยับเขยื่อนร่างกายได้ปกติ ถึงแม้ว่าอาจล่าช้า ไม่ได้รวดเร็วเหมือนเก่า แต่ก็สามารถหยิบจับทำอะไรได้ด้วยตัวเองได้ สิ่งนี้ก็เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองอย่างหนึ่ง เป็นการไม่สร้างภาระให้กับลูกหลาน “แก่อย่างมีคุณภาพ” นั่นเอง

ผู้สูงอายุมีคุณค่าต่อสังคม

การเป็นผู้สูงอายุมีคุณค่าต่อสังคม เพราะทุกท่านได้ผ่านการทำความดีมาแล้ว อย่างน้อยที่สุด คือ การได้อบรมเลี้ยงดูลูกหลานจนเติบโตเป็นคนดี มีหน้าที่การงานดี นอกจากนี้ผู้สูงอายุต่างก็มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย สามารถแยกแยะสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ประสบการณ์ความรู้เหล่านี้ย่อมสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นต่อไปสู่คนรุ่นใหม่ ได้เป็นอย่างดี

การได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

สังคมภายนอกอาจมองว่าผู้สูงอายุมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ขาดการดูแลเอาใจใส่ มีความเหงา สิ้นหวัง แต่สังคมไทยไม่เป็นเช่นนั้น การที่ครอบครัวมีปู่ ย่า ตา ยาย ยังอาศัยอยู่ด้วยกันนั้น ยังคงปรากฏให้เห็นได้ทั่วไปในสังคม การได้อยู่ร่วมกันเช่นนี้จะไม่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยว

ซึ่งนอกจากความสัมพันธ์ทางสังคมภายในบ้านแล้ว ผู้สูงอายุก็ยังมีเพื่อนบ้าน เพื่อนรุ่นน้อง เพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อนที่วัด เพื่อนสภากาแฟ แวะเวียนมาพบกัน ทั้งที่ตลาด วัด และในงานการกุศลต่าง ๆ ส่วนการที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจชอบอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่ชอบสังคมกับใคร นั้นมิใช่เพราะความเหงา แต่เพราะท่านไม่ชอบวุ่นวายกับใคร เราจึงควรหาแนวทางให้ผู้สูงอายุได้ทำในสิ่งต่าง ๆ ทุกวัน ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านเลยโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

ผู้สูงอายุ มักมองว่าตนเองด้อยค่า ต้องพึ่งพาผู้อื่น และร่างกายก็เสื่อมโทรม ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ดี แต่แท้จริงแล้ว ผู้สูงอายุ เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคมเป็นอย่างมาก เป็นแหล่งความรู้ความชำนาญ และเป็นผู้ธำรงไว้ซึ่งประเพณี วัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นสายใยสำคัญของครอบครัวอีกด้วย