ได้ยินข่าวอดีตเจ้าของและประธานสโมสรลิเวอร์พูลอย่าง เดวิด มัวร์ส จากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยวัย 76 ปีแล้ว อดอาลัยและคิดถึงวันคืนเก่า ๆ ไม่ได้ และเชื่อว่าแฟน “หงส์” รุ่นใหญ่หลายคนคงมีสภาพคล้าย ๆ กัน
ความทรงจำต่าง ๆ ผุดขึ้นโดยเฉพาะช่วงที่เขาเริ่มรับตำแหน่งประธานสโมสรเมื่อปี 1991 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและขัดแย้งมากมายในสโมสร ในวันที่ผู้จัดการทีมคนเก่าอย่างเคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งพาทีมประสบความสำเร็จมานานอำลาไป พร้อมกับการมาของคนใหม่อย่าง แกรม ซูเนสส์
แน่นอนนักเตะเก๋า ๆ ในทีมมีทั้งเอาด้วยและไม่เอาด้วย จึงขอย้ายทีมกันเป็นว่าเล่น งานของ เดวิด มัวร์ส ผู้บริหารซึ่งน่าจะง่ายเพราะได้เป็นเจ้าของทีมอันดับ 1 ในประเทศ และกำลังมีวาระเฉลิมฉลอง 100 ปีอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นยากเย็นไปในบัดดล
ยุคนั้น “ซูอี้” อลเวงกับการเปลี่ยนแปลง “หงส์แดง” แต่นักเตะหลายคนที่ มัวร์ส ให้งบประมาณไปซื้อ กลายเป็นการละเลงเงินเล่นแบบสูญเปล่า พอล สจ๊วร์ต, มาร์ค วอลเตอร์ส, นีล รัดด็อก, จูเลี่ยน ดิ๊กค์, ไนเจล คลัฟ, เดวิด เจมส์ ฯลฯ จนทำให้ เดวิด มัวร์ส สุดจะทน ต้องตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการตะเพิดผู้จัดการหนวดหินออกจากตำแหน่งในปี 1994 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สโมสรไล่กุนซือออกตั้งแต่ปี 1956 หรือในรอบเกือบ 40 ปี
หลังจากนั้น เดวิด มัวร์ส ผู้นี้ต้องนั่งมองความสำเร็จของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุค อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังอังกฤษแทนที่ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เขาพยายามเทเงินให้ รอย อีแวนส์, เชราร์ อุลลิเย่ร์ และ ราฟา เบนิเตซ ทำทีมให้กลับมายิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสำเร็จชั่วครั้งชั่วคราวในปี 2001 ซึ่งสโมสรคว้าทริปเปิ้ลแชมป์บอลถ้วย และโทรฟี่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2005
นอกจากผลงานในสนามจะไม่ได้แล้ว เรื่องของธุรกิจสโมสรก็ยิ่งหยุดอยู่กับที่ ไม่สามารถพัฒนาสนามแข่งและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทันสมัย เทียบเท่ากับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง “ปีศาจแดง” สภาพการเงินของทีมจึงเริ่มถดถอยไม่อาจทัดเทียมกับทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ในยุคโรมัน อบราโมวิช รวมทั้ง อาร์เซนอล ซึ่งระดมทุนจนสร้าง เอมิเรตส์ สเตเดียม ได้สำเร็จ
เดวิด มัวร์ส ไม่มีทางเลือก เขาคิดถึงการขายหุ้นใหญ่ของตัวเองเพื่อระดมทุนมาพัฒนาสโมสร หลังจากคุยกับหลายเจ้า สุดท้ายหวยมาออกที่ ทอม ฮิคส์ กับ จอร์จ จิลเลตต์ สองเศรษฐีอเมริกันด้วยราคา 174 ล้านปอนด์ในปี 2007 ซึ่ง มัวร์ส ยอมรับภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ แทนที่จะดีขึ้นกลับกลายเป็นสโมสรถูกเอาเปรียบ โชคดีที่ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนมือมาเป็นของ เฟนเวย์กรุ๊ปในกาลต่อมา ตัวเขาเองผิดหวังจนไม่ยอมกลับเข้ามาชมเกมที่สนามแอนฟิลด์เป็นระยะเวลาหลายปี แม้จะมีตำแหน่งในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ก็ตาม
จากวันที่เขาขึ้นมาเป็นประธานสโมสรตั้งแต่ 1991 จนถึง 2007 สิริรวม 16 ปีถือเป็นยุคที่ ลิเวอร์พูล เผชิญกับความถดถอย แต่ความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้และรัก “หงส์แดง” อย่างสุดหัวใจ ทำให้เขาเองพยายามทุ่มเททุกวิถีทางที่จะช่วยทีมให้ได้ในระหว่างดำรงตำแหน่ง แม้จะโชคร้ายไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
โชคดีก่อนลมหายใจสุดท้าย มัวร์ส ได้เห็นทีมกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุด แม้จะไม่ใช่ในยุคสมัยที่เขาเป็นประธานสโมสรหรือเจ้าของอยู่ก็ตาม ภาษาบ้าน ๆ อาจจะพูดได้ว่า “นอนตายตาหลับ” แล้ว
ขอให้พักผ่อนอย่างสุขสงบเถิด เดวิด มัวร์ส.





























