วิธีรับมือกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดในที่ชุมนุมชน/ที่สาธารณะ

ข่าวอาชญากรรมร้ายแรงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย ปรากฏเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ก่อเหตุโดยผู้ไม่หวังดีหรือคนคลุ้มคลั่งบ่อยครั้ง ข่าวใหญ่บ้างเล็กบ้างคละกันไป ที่เราคุ้นเคยมากสุดน่าจะเป็นข่าวความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปี หรือเหตุวางระเบิดใจกลางกรุงเทพฯ ที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละเหตุการณ์มีความสูญเสียเกิดขึ้น บางเหตุการณ์อาจไม่มีใครเป็นอะไรร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลกระทบทางจิตใจไม่อาจประเมินได้ และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่ดี

เหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นถี่ยิบ

หรือในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง มีสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ช่วงเวลาห่างกันเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ในเดือนมกราคม เหตุการณ์ที่คนร้ายบุกชิงทองในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี และใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในบริเวณนั้น เสียชีวิต 3 ราย ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดเหตุการณ์คนร้ายซึ่งเป็นทหาร ก่อเหตุยิงผู้บังคับบัญชา ญาติ กราดยิงผู้คนตามรายทาง และจับคนในห้างสรรพสินค้าเป็นตัวประกัน ที่ห้างใน จ.นครราชสีมา เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 31 ราย (รวมผู้ก่อเหตุ) ทำให้เหตุกราดยิงนี้กลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และหลังจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์ใกล้เคียงกันเกิดขึ้นถี่ยิบ ทั้งยิง ทั้งแทง เป็นข่าวที่เจอบ่อยเกินไป

และล่าสุด มีอีกสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นที่ จ.ขอนแก่น ชายเร่ร่อนคลุ้มคลั่งจับภรรยาเจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นตัวประกัน โดยในมือถือระเบิดลูกเกลี้ยง M61 ไว้ เหตุการณ์นี้ตัวประกันปลอดภัย แต่ก็เกือบจะไม่รอด เพราะไทยมุงที่ยืนดูเหตุการณ์บริเวณนั้นส่งเสียงเชียร์ขณะที่ตัวประกันกำลังสบโอกาสหนี อีกทั้งยังสะดุดหกล้ม ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยิงสกัดคนร้ายจนบาดเจ็บ ตัวประกันก็อาจไม่รอด และอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย ผู้ก่อเหตุคลุ้มคลั่งขโมยปืนลูกซองของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปกราดยิงคนในหมู่บ้าน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย และหนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงวัยเพียง 4 ขวบเท่านั้น!

ลักษณะการก่อเหตุแบบก่อการร้ายนี้ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุส่วนใหญ่จะเป็นอาวุธปืนและอาวุธมีด อาจมีระเบิดด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ก่อเหตุจะมีพฤติกรรมการเลือกเหยื่อแบบไม่เลือกหน้า ไม่สนว่าใครเป็นใคร แค่เหยื่อขวางทางสัญจรก็พร้อมที่จะยิงทิ้งได้โดยไม่ลังเล หรือวางระเบิดในที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อหมายเอาชีวิตคนจำนวนมาก และอาจมีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากการคร่าชีวิตคนด้วย เช่น การปล้นทรัพย์ การชิงทรัพย์

สังคมทุกวันนี้มีคนคลุ้มคลั่งมีเป็นจำนวนมาก โดยเราไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าโชคร้ายจะมาเยือนเราวันไหน เพื่อนบ้านที่เห็นกันอยู่ดี ๆ วันดีคืนดีอาจลุกขึ้นมาถือมีดไล่ปาดคอคนในหมู่บ้าน เดินห้างอยู่ดี ๆ ก็โดนรวบจากด้านหลังถูกจับเป็นตัวประกัน หรือเลือกซื้อของอยู่ก็อาจจะโดนกระสุนปืนจากไหนไม่รู้เจาะเข้าในตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อันตรายมาหาเราได้ถึงตัวโดยไม่จำเป็นเลยว่าต้องอยู่ในที่เปลี่ยว ๆ หรือเดินคนเดียวค่ำ ๆ มืด ๆ เพราะการเดินอยู่ในแหล่งชุมนุมชน แม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าที่มีคนเป็นจำนวนมาก มีการรักษาความปลอดภัย แถมยังเป็นช่วงกลางวันแสก ๆ ก็ยังไม่รอด ยิ่งเป็นที่สาธารณะ ที่ที่คนเยอะ ๆ ก็มีโอกาสสูงว่าจะมีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมากตามไปด้วย

ในเมื่อเราไม่อาจห้ามใครคนอื่นไม่ให้คลุ้มคลั่งได้ ดังนั้น เราจึงควรระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ภัยก่อการร้ายต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วโลกไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม และทุกวันนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปด้วย เพราะใครจะไปรู้ได้ว่าวันดีคืนดีเราอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเข้าก็ได้ นี่ไม่ใช่การสาปแช่งให้เจอเรื่องร้าย มันสามารถเกิดขึ้นได้ เหยื่อที่สูญเสียไปในเหตุการณ์แต่ละครั้ง พวกเขาก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายในชีวิต ฉะนั้น การรู้แนวทางปฎิบัติที่ถูกต้องตกอยู่ในสถานการณ์ก่อการร้าย ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับตัวเราเอง

จะเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์ก่อการร้าย

รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ศัลยแพทย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการเสวนาเรื่อง “การหลบหนี และการเอาตัวรอดในเหตุการณ์กราดยิงในที่สาธารณะ หรือ Escape and Survive in Mass Shooting” (จากเหตุการณ์ใหญ่ 2 ครั้งในปี 2563) ว่าหากประสบเหตุอยู่ท่ามกลางการกราดยิง สิ่งที่ควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งและโดยเร็วที่สุดคือการหลบหนี การหลบซ่อน และการต่อสู้ (Run-Hide-Fight) โดยการหลบหนีมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

การหลบหนี (RUN)

  • หนีจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด รวมถึงสังเกตและจดจำทางเข้า-ออกให้แม่นยำ ควรรู้ว่าทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน นั่นอาจช่วยชีวิตเราได้ในสักวัน
  • วางแผน และเตรียมพร้อมในการหลบหนีออกจากสถานที่นั้นอย่างรวดเร็วที่สุด โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางหนีที่คับแคบ
  • มีสติอยู่เสมอขณะหลบหนี ที่สำคัญควรสละสิ่งของหรือสัมภาระทั้งหมดเพื่อการหลบหนีที่คล่องตัว และหากเป็นไปได้ควรช่วยเหลือคนรอบตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
  • ปฏิบัติตามการประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

การหลบซ่อน (HIDE)

  • กรณีที่ไม่สามารถหลบหนีได้ แนะนำให้หาที่หลบซ่อน ก้มต่ำรีบหาที่กำบังให้เร็วที่สุดเพื่อให้พ้นสายตาของผู้ก่อเหตุ
  • ปิดไฟให้มืด ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องมือติดต่อที่ทำให้เกิดเสียง เช่นทีวี วิทยุ เปลี่ยนเสียงโทรศัพท์ให้เป็นระบบสั่น
  • หากมีหน้าต่างหรือประตู ให้ปิดม่าน และล็อกประตูให้แน่นหนา
  • พยายามหาวัตถุที่หนักและมั่นคง เช่น โต๊ะ ตู้ กั้นประตูไว้
  • การหลบซ่อนที่ดี ควรแอบอยู่หลังหรือใต้โต๊ะ ตู้ที่แข็งแรง
  • พยายามหลีกเลี่ยงที่อับปิดตาย และไม่ควรอยู่ใกล้ที่เสี่ยงอันตราย เช่น ริมหน้าต่างกระจก
  • หากหลบซ่อนอยู่หลายคน พยายามกระจายพื้นที่หลบซ่อนให้มากที่สุด และพยายามขอความช่วยเหลือโดยไม่ต้องใช้เสียง เช่น ขอความช่วยเหลือผ่านช่องทาง SMS หรือ LINE เป็นต้น
  • หากสถานที่ที่หลบซ่อนอยู่ไม่ได้รับความเสียหายอะไร ก็ควรจะอยู่นิ่งกับที่ รอจนกว่าจะมั่นใจว่าเหตุการณ์สงบแล้วค่อยหาทางออกมา (หรือรอเจ้าหน้าที่ก็ได้)

การต่อสู้ (FIGHT)

ในสถานการณ์คับขันที่ไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัวได้ วิธีการสุดท้ายในการเอาตัวรอดคือ การต่อสู้ด้วยสติ และกำลังทั้งหมดที่มี ซึ่งสิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ในสถานการณ์ซึ่งหน้านั้น ไม่ควรพูดเพื่ออ้อนวอน ขอร้องหรือเพื่อเกลี้ยกล่อมคนร้าย เพราะวิธีการเหล่านี้มักไม่ได้ผล และในทางกลับกันอาจยิ่งกระตุ้นคนร้ายให้ตื่นตัวมากขึ้น ระหว่างหลบหนี หากเป็นไปได้ควรหยิบฉวยสิ่งที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้มาไว้กับตัว แต่อย่าเผชิญหน้าตรง ๆ กับผู้ก่อการร้าย การต่อสู้จะเป็นทางเลือกสุดท้าย กรณีที่ถูกพบตัว และไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ ค่อยพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง

ข้อควรปฏิบัติเพื่อเป็นปกป้องตัวเองจากเหตุร้ายและหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต

1. ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนก และไม่ทำตัวเป็นไทยมุง เพราะอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุที่กำลังเกิดขึ้น พยายามพาตัวเองออกไปอยู่ให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ หากคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ควรจะหาที่กำบังเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลง ถอดหูฟังและแว่นกันแดด เพื่อให้ได้ยินเสียงผิดปกติ การร้องเตือนภัย หรือการให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจน และสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ รีบอพยพออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด

2. รีบโทรแจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและควบคุมเหตุ ไม่ควรที่จะเข้าระงับเหตุด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ รวมถึงในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล หรือการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ควรรีบโทรแจ้ง 1669 ทันที ทำไม่เป็นอย่าลงมือช่วยเหลือเอง จากเบาอาจกลายเป็นหนัก

3. ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ อาจจะอยู่ที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือที่ทำงาน แล้วมีการประกาศเตือน ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ป้องกันความปลอดภัยของตัวเองด้วยการไม่ออกไปยังพื้นที่สุ่มเสี่ยง และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางใกล้จุดเกิดเหตุ และก่อนแชร์ข่าวใด ๆ ควรจะเช็กแหล่งที่มาด้วย ว่าข่าวเป็นจริงหรือเท็จ เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด

4. ทั้งนี้หากพบบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่ที่กำลังเกิดเหตุอยู่ ให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อจะได้ติดตามตรวจสอบและขยายต่อว่าผู้ต้องสงสัยใช่ผู้ก่อเหตุหรือไม่ แล้วผู้ก่อเหตุตัวจริงเป็นใคร มีจุดประสงค์ในการก่อเหตุเพื่ออะไร มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยผลก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป ตามสำนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ

การเตรียมความพร้อมในยุคที่เราอาจตกอยู่ในสถานการณ์นั้นเมื่อไรก็ได้

  • ควรทราบเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็น เช่น เบอร์ 191, 1669, เบอร์โทรศัพท์สถานีตำรวจ โรงพยาบาลในท้องที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ เป็นไปได้ควรจะมีบันทึกเก็บไว้ในมือถือเลยก็ดี เพราะน่าจะต่อติดได้ง่ายกว่าเบอร์กลางที่ใคร ๆ ก็โทรเข้าเบอร์นั้น หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น จส.100 เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินในหลาย ๆ ช่องทาง
  • ควรรับการฝึกอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด การมีความรู้นี้ติดตัวไว้จะทำให้เราสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง
  • ก่อนออกจากบ้าน ควรชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือให้เต็ม และอาจมีแบตเตอรี่สำรองพร้อมสายชาร์จเสมอ เพราะโทรศัพท์มือถือแทบจะเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือช่องทางเดียวเมื่อตกต้องอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ไปไหนมาไหน จะกลับเวลาไหน ควรแจ้งคนที่บ้านหรือเพื่อนสนิทให้ทราบ กรณีที่เราหายตัวไปหรือมีรายงานข่าวเหตุฉุกเฉินในสถานที่นั้น ๆ พวกเขาจะได้รู้ว่าเราอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย สามารถให้ความช่วยเหลือได้ในกรณีฉุกเฉิน หรือถ้าเป็นคนละสถานที่จะได้รู้ว่าเราปลอดภัยดี
  • เมื่ออยู่นอกบ้าน หรือต้องเดินในที่ชุมนุมชน ที่สาธารณะ หากเป็นไปได้ ควรถอดเก็บหูฟังและถอดแว่นกันแดดออก แม้ว่าจะเป็นสิทธิ์ที่เราสามารถทำได้ตามใจชอบ แต่ขอให้เข้าใจว่าทุกวันนี้ในที่สาธารณะหรือที่ที่คนเยอะ ๆ ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป คนคลุ้มคลั่งอาละวาดอาจปรากฏตัวที่ไหนก็ได้ จึงควรเตรียมพร้อมให้ตนเองสามารถรับรู้ถึงภัยที่จะเข้าหาตัวได้ไวที่สุดเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้าย ถอดหูฟังเพื่อให้ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายผิดปกติ หรือเสียงที่คนอื่น ๆ พยายามร้องเตือนเมื่อเขาเห็นว่าภัยร้ายกำลังจะประชิดตัวเรา รวมถึงเสียงขอความช่วยเหลือ ถอดแว่นกันแดดเพื่อให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน มองหาทางหนีทีไล่ และทัศนวิสัยที่ดีกว่า
  • ไปไหนมาไหน ควรรู้จักสังเกตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว อย่าเดินชิลแบบไม่ระวังตัว อย่าเมินเฉยกับความผิดปกติ การอยู่นอกบ้านไม่มีที่ไหนที่จะปลอดภัยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ (ขนาดในบ้านยังไม่ปลอดภัยเลยบางที) พึงระลึกอยู่เสมอว่าภัยร้ายอาจมาถึงตัวเมื่อไรก็ได้

ไม่สู้ก็อาจตาย แต่ถ้าสู้อาจเสี่ยงติดคุก

กรณีที่มีภัยมาเยือนถึงตัว สัญชาตญาณของเราจะพยายามป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากอันตราย ซึ่งกฎหมายก็ให้สิทธินั้นกับประชาชนว่าสามารถป้องกันตัวเองได้ แม้ว่าการป้องกันตัวนั้นอาจทำให้อีกฝ่ายเสียหาย อย่างไรก็ดี มันก็เป็นกรณีที่หมิ่นเหม่พอสมควร อย่างที่ว่ากันว่า “ไม่สู้เสี่ยงตาย สู้เสี่ยงคุก” โดยเฉพาะการป้องกันตัวที่ทำให้อีกฝ่ายถึงขั้นเสียชีวิต (ทั้งที่ไม่ได้หมายเอาชีวิต) แต่การกระทำของผู้ป้องกันตัวจะไม่เป็นความผิด โดยจะต้องมีลักษณะต่อไปนี้

1. ต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นก็ได้

2. มีอันตรายมาถึงตัวหรือผู้อื่น ก็สามารถป้องกันตัวได้ อาจต้องเป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงตัว เช่น เงื้อมีดจะจ้วงแทงเราแล้ว เราป้องกันตัวได้

3. ภัยนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย

4. ต้องป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่ได้หมายเอาชีวิต ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการป้องกันตัวเกินกว่าเหตุได้

5. การป้องกันตัวจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมก่อเหตุ หรือสมัครใจวิวาท เช่น เป็นฝ่ายไปเริ่มก่อน พออีกฝ่ายสู้กลับ ก็เลยรีบทำร้ายอีกฝ่ายซ้ำ จะไม่สามารถอ้างป้องกันตัวได้