ตั้งแต่มีการปลดล็อกให้ “กัญชา” เป็นพืชเสรีถูกกฎหมาย โดยพ้นจากบัญชียาเสพติดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2565 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ส่งผลให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชกัญชาได้แก่ ช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ (ไม่ว่าสดหรือแห้ง) กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชาและยางกัญชา ไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป ถือเป็นเรื่องที่ดีที่กัญชง-กัญชาจะสามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นตามสรรพคุณทางการแพทย์
แต่จริง ๆ แล้ว ในรายละเอียดของกฎหมายก็มีเงื่อนไขยิบย่อย บางอย่างยังต้องขออนุญาตก่อน สร้างความสับสนว่าตกลงแล้วอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ในกรณีนี้ คนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาถึงข้อกฎหมายฉบับนี้อย่างลึกซึ้งขนาดนั้น เห็นข่าวแค่เพียงว่าถูกกฎหมายแล้ว ก็ไม่อาจจะไม่รู้ และทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ รวมถึงยังอาจมีคนบางกลุ่มที่หัวหมอ อาศัยช่องโหว่บางประการของกฎหมายฉบับนี้ ฝ่าฝืน ลักลอบกระทำบางอย่างเกี่ยวกับผิดกฎหมาย ทว่าพยายามหลีกเลี่ยงความผิดจากกฎหมายฉบับนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน
จุดไหนของกัญชง-กัญชา ที่ยังผิดกฎหมายบ้าง
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 5 พ.ศ.2565 ได้ปลดล็อกให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชกัญชา ได้แก่ ช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก ไม่ว่าสดหรือแห้ง กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชาและยางกัญชา ไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป รวมถึงน้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัย และการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ และอื่น ๆ ก็ไม่ผิดกฎหมายเช่นกัน ส่วนการนำเข้ากัญชา กัญชง สามารถทำได้แต่ต้องขออนุญาตก่อน
ดังนั้น การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครอง หรือปลูกกัญชา ไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าใดก็ไม่มีความผิด และต้องจดแจ้งเรียบร้อยแล้ว และการปลดล็อกครั้งนี้ก็รวมไปถึงการอนุญาตให้นำกัญชาและกัญชงมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องสำอางได้ แต่มีข้อห้ามไม่ให้นำเข้ามาจากต่างประเทศ ยกเว้นกรณีใช้เฉพาะตัวที่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรนำติดตัวมาด้วยเท่านั้น
ทว่าส่วนที่ยังถือเป็นยาเสพติดคือ สารสกัดจากกัญชา-กัญชง ที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC เกิน 0.2% เท่านั้น หากพบว่ามีในครอบครอง ใช้ จำหน่าย สารสกัดจากกัญชาที่มีปริมาณสาร THC เกินกว่า 0.2% โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีใบสั่งแพทย์ ไม่ผ่านการรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเป็นสารสกัดจากกัญชาที่มีแหล่งที่มาจากนอกราชอาณาจักร ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย แต่เมื่อตำรวจตรวจพบจะยังไม่ดำเนินคดีในทันที เนื่องจากไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า ตำรวจจะยึดสารสกัดนั้นส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหาค่าสาร THC สืบหาแหล่งที่มา ตรวจหลักฐานการขออนุญาต หากพบว่าผิดจริง ถึงจะเรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีภายหลัง
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การสูบกัญชา สามารถกระทำได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ หลังจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ การสูบกัญชาจะไม่มีความผิด แต่ต้องระวังไม่สูบในพื้นที่สาธารณะ เพราะรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่น หากมีผู้ที่ได้รับความรำคาญจากควัน กลิ่น แจ้งเรื่องร้องทุกข์ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะการสูบกัญชาในพื้นที่สาธารณะยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรงเหมือนบุหรี่ที่มี พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบควบคุมอยู่
โดยสรุปก็คือ การบังคับใช้กฎหมายนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน พืชกัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติด จึงมีการยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออก มีไว้ในครอบครอง จำหน่ายมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หรือเสพพืชกัญชา รวมถึงการสูบ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีเงื่อนไขที่ระบุควบคู่มาด้วย
ปลดล็อกเป็นพืชถูกกฎหมาย แต่ถ้าจะปลูกต้องทำเรื่องจดแจ้งก่อน
แม้ว่ากัญชง-กัญชา จะถูกปลดล็อกให้เป็นพืชถูกกฎหมาย ที่สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องจดแจ้ง ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” โดยจะต้องกรอกข้อมูลการจดแจ้งตามขั้นตอน ซึ่งก็จะง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ทำเหมือนกับการลงทะเบียนทั่วไป คือ ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และรายละเอียดวัตถุประสงค์ว่าปลูกเพื่ออะไร เช่น ใช้เป็นยาบำรุงสุขภาพของตนเอง ใช้ดูแลผู้ป่วยในการแพทย์แผนไทย หรือใช้ในอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อจะได้มีข้อมูลของผู้ที่ปลูกในระบบ ติดตามคนที่ปลูกได้ เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลได้ และจะเป็นฐานข้อมูลหากมีพ.ร.บ.กัญชาฯ ออกมาในอนาคต
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลก็คือ หากมีผู้ที่ลักลอบหรือฝ่าฝืนใช้ประโยชน์จากกัญชานอกเหนือจากที่จดแจ้งไว้ โดยเฉพาะ กัญชาเพื่อสันทนาการ และห้ามโฆษณากัญชาด้านสันทนาการการสูบ ก็เป็นช่องโหว่ที่คนบางกลุ่มสามารถนำมาอ้างได้ว่าการใช้กัญชาของตนเองไม่ใช่เพื่อสันทนาการ ทั้งที่มีการใช้กัญชาในทางที่ผิด ๆ เช่น ผู้ใช้อาจอ้างว่าใช้เพื่อคลายเครียด แก้ปวดศีรษะ ไม่สบาย หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น
ซึ่งมันก็ค่อนข้างกำกวมว่าแล้วการใช้งานแบบไหนล่ะที่วัตถุประสงค์เพื่อสันทนาการอย่างชัดเจน โดยไม่สามารถกล่าวอ้างเหตุผลทางการแพทย์ได้ เนื่องจากในประเทศนี้ยังมีผู้ที่พร้อมจะลักลอบ ฝ่าฝืน อย่างรู้ทั้งรู้ (แต่หาทางรอดไว้แล้ว) หรือเพราะไม่รู้ก็ตาม เพราะสำหรับกลุ่มคนที่สูบกัญชาเพื่อสันทนาการก็มีความคิดที่ว่า กัญชาเป็นยารักษาโรค ที่ใช้ก็เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยให้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า เพื่อให้จิตใจสงบ ที่สำคัญเมื่อมันถูกกฎหมายแล้ว ต้องเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เข้าสู่รั้วโรงเรียนอีกด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่
สายเขียวอย่าเพลิดเพลิน การใช้งานผิดวัตถุประสงค์อาจผิดกฎหมายได้
สายเขียวที่สนับสนุนกัญชาในแง่ของการใช้ประโยชน์ในเชิงสันทนาการอาจต้องรอไปก่อน เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ แต่ให้ใช้ในทางการแพทย์และปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะถ้ามองโมเดลจากต่างประเทศ ก็จะพบว่าขั้นตอนการปลดล็อกก็เริ่มต้นมาจากการใช้ประโยชน์ในเชิงการแพทย์ก่อน
โดยการสูบกัญชาเพื่อการสันทนาการ หากมีการพบเห็นหรือร้องเรียน ผู้สูบจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ในกฎหมายใหม่มีการระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีหมายค้น เว้นแต่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าหากช่วงการรอหมายค้นจะเกิดการยักย้าย ซุกซ่อน หรือทําลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด เจ้าหน้าที่จึงสามารถค้นได้โดยไม่ต้องมีหมาย
การนำเข้าจากนอกราชอาณาจักรที่ถูกกฎหมายต้องทำอย่างไร
ทุกส่วนของพืชกัญชา กัญชง ห้ามนำเข้าสารสกัด ยกเว้นกรณี
- กรณีเพื่อการศึกษาวิจัย
- กรณีเป็นหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
นำเข้าเมล็ดกัญชา กัญชง และส่วนอื่น ๆ เช่น เปลือก ลำต้น ใบ เส้นใย กิ่งก้าน ราก ยอดหรือช่อดอก เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัด
- ต้องขอรับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507
- กรณีนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา กัญชง ต้องขออนุญาตนำเข้าตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ด้วย
- เมื่อได้รับอนุญาต หากจะนำพืชกัญชา-กัญชงมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดจากกัญชา-กัญชงให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วย ผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้น ๆ
- กรณีนำมาผลิตเป็นอาหาร ไม่สามารถนำเข้าได้ เนื่องจากจัดเป็นอาหารห้ามนำเข้า
- กรณีนำผลิตเป็นเครื่องสำอาง ไม่สามารถนำเข้าได้ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ห้ามนำเข้า
- กรณีนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ซึ่งหากได้รับอนุญาตให้ผลิตถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การพิจารณาตรวจสอบการนำเข้าเพื่อเป็น วัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ก็สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน
การจำหน่ายกัญชาแบบถูกกฎหมาย ต้องทำอย่างไร
- การจำหน่ายส่วนของพืชกัญชา ไม่ต้องขอรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
- การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์และกิ่งพันธุ์ต้องขอรับอนุญาตตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518
- การจำหน่ายสารสกัดที่ได้รับอนุญาตให้สกัดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด กรณีเป็นสารสกัดที่มี THC ไม่เกิน 0.2% ไม่ต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่สารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษด้วย
- การจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น






























