Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ The Rhythm of Life จากสุทรียภาพทางดนตรีสู่ความฝันของเยาวชน

The Rhythm of Life จากสุทรียภาพทางดนตรีสู่ความฝันของเยาวชน

ตลอดช่วงชีวิตของคุณ คุณเคยชอบหรือประทับใจอะไรมาก ๆ จนถึงขั้นต้องทำตามสิ่งนั้นไหม? ยกตัวอย่างจากตัวเราเองละกัน เมื่อนานมาแล้ว เราชอบภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มาก ๆ มากจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหนังเรื่องไหนมาพิชิตใจแซงขึ้นที่ 1 มาแทนได้ ชอบถึงขั้นที่ตั้งเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งในชีวิตว่าจะต้องไปเรียนที่มหิดลให้ได้ ทั้งที่อายุในตอนนั้นยังต้องรอเวลาอีกถึง 6 ปี กว่าจะถึงช่วงอายุเข้ามหาวิทยาลัย

ใช่แล้ว! ถ้าใครทันหนังเรื่องนี้ ต้องสำเหนียกตัวเองได้แล้วว่าหล่อนไม่เด็กแล้วนะจ๊ะ มันอาจดูเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นาน แต่หนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อ 16 ปีแล้วจ้าาา 16 ปีนี่โตเท่ากับอายุของเด็กวัยรุ่นม.ปลายแล้วเด้อ เพราะฉะนั้น มันนานมาก ๆ แล้ว

ใครที่ไม่ทัน คร่าว ๆ ก็คือ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ไทยจากค่าย GTH (สมัยที่ GDH ยังเป็น GTH) เข้าฉายเมื่อปีพ.ศ.2549 เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่น 3 คนที่มาผูกพันกันด้วยดนตรี ในช่วงระยะเวลาหนึ่งปี ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยชีวิตของพวกเขาถูกนำมาเปรียบเทียบกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ใครที่คิดถึงหนังเรื่องนี้ ไปตามดูได้ที่ Netflix

คำถามคืออะไรดลใจให้คอลัมน์ชะนีติดซีรีส์ในปีพ.ศ.2565 พูดถึงหนังที่เก่าขนาดนี้ขึ้นมา เฉลยเลยละกัน เพราะในปีนี้ มีซีรีส์ที่พวกเขา 3 คน พี่บอล พี่ต่าย พี่นาฏ ได้รียูเนียนกลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไป 16 ปี ป้อม อ้อม ดาว เด็กม.4 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เติบโตมารวมตัวกันกับบทบาทครูวงโยธวาธิต โดยซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับดนตรีเหมือนกัน (แต่ไม่ใช่ภาคต่อของภาพยนตร์นะ อย่าเข้าใจผิด) พอมานึก ๆ ดู 16 ปี มันก็นานพอที่เด็กม.4 ในวันนั้น สามารถโตขึ้นมาเป็นครูสอนดนตรีตามที่พวกเขาเรียนมาก็ได้เหมือนกัน

บอกตรง ๆ ว่า พอเห็นนักแสดงทั้ง 3 ที่เคยร่วมงานกันเมื่อ 16 ปีที่แล้วได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่โคตรดีต่อใจ หลังจากแยกย้ายกันไปหลังหนังจบ ต่างคนต่างก็เติบโตมาอย่างดี พี่บอล พี่ต่าย ทุกวันนี้มีครอบครัว กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ไปแล้ว ส่วนพี่นาฏก็ได้ใช้ชีวิตแบบสวย ๆ โสด ๆ แต่มีความสุข (น่าจะโสดแหละ เพราะตามเฟซบุ๊กพี่เขามานานไม่เคยเห็นมีใคร) นึกถึงบรรยากาศในวัยเด็ก ช่วงที่เสพติดหนังพวกเขาหนักมาก

สมัยนั้นพี่ ๆ ก็ดังมาก ชื่อของ “บอล วิทวัส (วิธวัฒน์)” “ต่าย ชุติมา” และ “นาถ (นาฏ) ยุวนาถ (ยุวทิพย์)” เป็นชื่อที่เด็กในวัยเรารู้จักแทบทุกคน ขนาดที่ว่าเพื่อนของเราคนหนึ่งเคยเขียนลงในสมุด friendship ตอนที่เราเอาไปให้มันเขียนช่วงที่เรียนจบป.6 ว่าชื่นชอบ “บอล วิทวัส” พร้อมกับวาดการ์ตูนหน้าพี่บอลมาด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องเรียกว่าเป็นติ่งพี่บอลอะ 555 คือก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้นางยังติ่งพี่บอลอยู่ไหม เพราะไม่ได้ติดต่อกับนางมานานมากแล้ว

มันมีหลายเหตุผลแหละที่ทำให้ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นภาพยนตร์ในดวงใจใครหลาย ๆ คนเหมือนกับเรา อย่างที่บอกว่าตั้งแต่ตอนต้นคอลัมน์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราได้เป็นบัณฑิตที่จบการศึกษามาจากมหิดลสมใจ (แต่ไม่ได้เรียนดนตรีนะ) คือตอนเด็ก ๆ เหตุผลที่อยากไปเรียนมหิดลมันอาจจะไร้สาระมาก ๆ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะแค่อยากจะไปขึ้นสะพานดาว (ชื่อที่เด็กมหิดลเรียก) มันคือสะพานลอยข้ามถนนที่ไม่มีบันได จึงใช้จักรยานสัญจรข้ามถนนได้ จะมีฉากหนึ่งที่ป้อมขี่จักรยานเอาอ้อมซ้อนท้ายนั่นแหละ

ใช่ แค่อยากไปตามรอยป้อมกับอ้อมที่สะพานดาวแหละเอาจริง แต่เอาเข้าจริงการขี่จักรยานขึ้นสะพานดาวนี่ไม่ง่ายเลยนะ ลองมาแล้วบอกเลยว่าโคตรเหนื่อย ปวดขา ขนาดขี่ขึ้นแค่คนเดียวนะ ป้อมแกงหนักมาก คือป้อมนางเอาอ้อมซ้อนท้ายขี่สบาย ๆ ขนาดนั้นยังไงก่อน จะว่าไปยังมีอีกเหตุผลนะที่ทำให้เราไปเรียนมหิดล คืออยากไปนั่งโรงอาหารที่ตึกโรงเรียนดนตรี แต่หลังจากที่ใช้เวลานานถึง 6 ปีกว่าจะได้เข้ามหาวิทยาลัย อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะโรงอาหารวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เปลี่ยนจากในหนังเยอะมาก

สารพัดความทรงจำจากหนังไม่ได้หมดแค่นี้ เพราะจุดเด่นยังมีพวกคำพูดตัวละครที่ใคร ๆ ก็นึกถึงหากพูดถึงหนังเรื่องนี้ เราเป็นคนหนึ่งที่เปิดดูบ่อยมากจนจำได้แทบทุกคำพูด เช่น “นี่ใจคอจะเตะเด็กเตรียมมหิดลได้ลงคอเลยเหรอเนี่ย” “เรียกหาพ่อ…เราเหรอ” “สนใจด้วยเหรอ นึกว่ารักดนตรี ที่แท้ก็ตามผู้หญิงมา ที่ให้พ่อฉันช่วยโกหกให้ ก็เพื่อผู้หญิงของเธอเนี่ยนะ” “ป้อม…ไม่ชอบกินผักทำไมไม่บอก” “รอด้วยสิจ๊ะ จะรีบไปไหน” “ร่มกู ยืมแล้วยึดเลยนะมึง” “โจ๊กว่าร้อน…เจอเธอร้อนกว่านะ” “ภาษาอังกฤษได้ 8 เต็ม 40 เนี่ยนะ” โอ๊ย! คิดถึง ว่าแล้วเปิด Netflix ดีกว่า

แต่สำหรับซีรีส์เรื่องใหม่ที่ทั้ง 3 คนกลับมาเจอกันนี้ ดูสดได้ที่ช่อง Thai PBS ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 20.15 น. และดูย้อนหลังได้ที่แอปฯ VIPA ซึ่งเป็นแอปฯ สตรีมออนไลน์ของช่อง Thai PBS ตั้งใจมาป้ายยาเชิญชวนให้ไปดูซะ

The Rhythm Of Life จังหวะชีวิต…ลิขิตฝัน เป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีที่สะท้อนความฝัน โอกาส และแพชชันของวัยรุ่น ในการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจที่จะทำตามความฝันของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นจริง ผ่านสุนทรียภาพทางดนตรี นอกจาก 3 นักแสดง “พี่บอล พี่ต่าย พี่นาฏ” แล้ว ยังมีนักแสดงรุ่นใหม่อย่าง “ตน ต้นหน” และ “โมบายล์ BNK48” พร้อมทั้งนักแสดงคุณภาพอีกหลายท่าน

ถึงอย่างนั้น น่าจะพูดได้เลยว่านี่เป็นซีรีส์ไทยนอกกระแส ด้วยความที่ช่องทางที่ออนแอร์ซีรีส์มันไม่ค่อยแมสเท่าไรสำหรับรายการประเภทละครและซีรีส์ คือแบบว่าคนที่รู้ว่ามีซีรีส์เรื่องนี้กำลังออนแอร์อยู่น่าจะมีจำนวนน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับซีรีส์เรื่องอื่น คิดว่าคงมีแค่กลุ่มแฟนคลับตัวยงของนักแสดงหลัก ๆ เท่านั้นที่รู้ เพราะปกติแฟนคลับเหล่านี้จะติดตามผลงานของนักแสดงตัวเองเสมอ ถ้าเป็นคนนอกด้อมจะไม่ค่อยรู้ ขนาดตัวเรายังรู้จักเรื่องนี้จากเพจของพี่นาฏ ยุวทิพย์ ที่ติดตามกันมานมนาน โพสต์โปรโมตตัวซีรีส์เลย

The Rhythm Of Life จังหวะชีวิต…ลิขิตฝัน เป็นเรื่องราวของ “อคิณ” นักเรียนชายชั้นม.5 คนหนึ่ง ที่เป็นทั้งมือกลองสแนร์มือหนึ่งและหัวหน้าวงโยธวาทิตแห่งโรงเรียนชนะวิทย์ เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการตีกลองชนิดที่เรียกว่าขั้นเทพคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ในช่วงอายุเท่านี้ เขาใฝ่ฝันที่จะพาวงโยฯ ของโรงเรียนเข้าไปสู่รอบลึก ๆ หรือคว้าแชมป์การประกวดระดับประเทศเพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่การแข่งขันต่อบนเวทีระดับโลก

แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของเขาที่ใจร้อน ปากไม่ดี ทะนงตัวในความมีอำนาจ ยึดติดการแบ่งลำดับขั้นเพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่ง เป็นมือหนึ่ง และเป็นหัวหน้าวงโยฯ ทุกคนต้องเกรงใจ เขาจึงมักจะทำเรื่องที่ใคร ๆ เห็นก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังบ้าอำนาจ พูดจาแรง ๆ ทำร้ายจิตใจคนอื่นต่อหน้าธารกำนัล ชอบสั่งซ่อมรุ่นน้องที่ไม่ได้ดั่งใจทั้งเรื่องการซ้อมและเรื่องที่คิดจะมาต่อต้านเขา แถมยังเป็นคนที่ใครพูดเตือนก็ไม่ฟัง ไม่เว้นแม้แต่ครูที่ปรึกษาวงโยฯ หรือพ่อ ที่ก็เคยพูดเตือนกับเขาว่าสักวันหนึ่งพฤติกรรมแบบนี้มันจะกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง แต่เขาก็จะพาลเกี้ยวกราดใส่ทุกคนที่ขวางหน้าทุกครั้ง

ครูที่ปรึกษาวงโยฯ จึงจำต้องปรามเขาไว้ก่อนที่เขาจะถลำลงไปลึกกว่านี้ ครูรู้ดีว่าที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะเจตนาดี ต้องการให้ทีมไปไกลกว่าที่เป็นอยู่จึงเข้มงวดทุกอย่าง พยายามใช้อำนาจที่มีทำให้คนอื่นกลัวและเกรงใจเพื่อรักษาหัวโขนที่ตัวเองสวมอยู่ แต่ในมุมที่คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่ามอง ครูไม่เห็นด้วย วิธีการที่เขาทำมันไม่ถูกต้อง แต่ในเมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง จึงต้องลดอำนาจเขาลงมา ถ้าเขาไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขา

หลังจากฟาดงวงฟาดงาไม่พอใจที่ครูสั่งปลดเขาออกจากหัวหน้าวงโยฯ แถมยังดันให้รุ่นน้องคนหนึ่งในวงที่เคยมีเรื่องกับเขาเมื่อวันก่อนขึ้นเป็นมือกลองสแนร์มือหนึ่งแทนเขา แล้วเขาลงมาเป็นที่สองแทน อคิณก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของรุ่นน้องคนนััน ทั้งที่เพิ่งขึ้นมาแทนที่เขาได้เพียงวันเดียวเท่านั้น อคิณเริ่มถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรที่ทำให้รุ่นน้องตาย ไม่ว่าจะลงมือเองหรือฆ่าทางอ้อมก็ตาม ผู้ใหญ่ในโรงเรียนก็จำเป็นต้องเคลื่อนไหวบางอย่างกับเหตุการณ์นี้ จึงสั่งปลดเขาออกจากวง การตกเป็นจำเลยสังคมและถูกให้ออกจากวงโยฯ ที่ตัวเองรัก ทำให้เขาทนรับสภาพไม่ไหวอีกต่อไป เพราะเขาก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น ครอบครัวจึงตัดสินใจให้เขาย้ายโรงเรียนกลางคัน

ไม่มีตำแหน่งหัวหน้าวง จะได้ไม่มีใครออกคำสั่งกับใครได้อีก

เป็นเรื่องธรรมดานะ ที่ปัญหามักจะเกิดขึ้นเมื่อใครคนใดคนหนึ่ง “มีอำนาจมากเกินไป” มากขนาดที่ใครก็ทัดทานไม่ได้ แบบที่เรียกว่า “เหลิง” ในอำนาจ ซึ่งอำนาจที่ว่าเนี่ยเผลอ ๆ แล้วน่ากลัว น่าเกรงขามมากเงินเสียอีก เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ซีรีส์เกาหลีเรื่อง Again My Life ก็เคยพูดถึงความน่ากลัวของอำนาจไว้เหมือนกันว่า “คนมีอำนาจเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด” คนมีเงินอาจซื้อทุกอย่างได้ก็จริง แต่อำนาจก็ใช้ข่มคนมีเงินได้เหมือนกัน หรือในซีรีส์เกาหลีเรื่อง Military Prosecutor Doberman ลาสบอสที่ควบคุมเรื่องเลวร้ายทุกอย่างก็เป็นคนมีอำนาจ ไม่ใช่คนมีเงิน

คนเราน่ะ พอมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว มันเป็นเรื่องยากนะที่จะไม่หลงระเริงไปกับการใช้อภิสิทธิ์ที่ตัวเองมีเหนือกว่าคนอื่น คนที่มีอำนาจแล้วยังทำตัวติดดินอยู่ระดับเดียวกันกับคนที่เขาปกครองเหมือนเดิม หรือคนที่ใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับคนส่วนใหญ่ที่ไว้ใจมอบอำนาจให้เขาอยู่เหนือตนเองมันก็มีแหละ แต่มันจะมีสักกี่คนกัน ในเมื่อกลิ่นของอำนาจมันช่างหอมหวาน เวลาที่ได้เป็นผู้ควบคุม เป็นคนออกคำสั่งที่ทุกคนต้องทำตาม เป็นคนเดินหมาก เป็นคนกดขี่ เป็นคนที่สั่งปิดปากคนอื่นได้อย่างง่ายดาย มันจะมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ทั้งที่รู้ว่ามันผิดก็ตาม

สำหรับอำนาจของอคิณตอนที่เขายังเป็นหัวหน้าวงโยฯ ไม่มีใครสงสัยเจตนาของเขาหรอกว่าสิ่งที่เขาทำมันคือเรื่องไม่ดี ทุกคนรู้ว่าเขาทุ่มเทให้กับวงโยธวาทิตมากแค่ไหน ทุกคนรู้ว่าเขาจริงจังกับการนำทีมไปคว้าชัยชนะมาก ถึงแม้ว่าตัวเขาเองอาจจะอยากชนะมากเกินไปหน่อย แต่ถ้าวงชนะการแข่งขันขึ้นมาจริง ๆ ทุกคนก็มีส่วนได้ประโยชน์เหมือนกัน แต่วิธีการที่เขาทำมันไม่ถูกต้อง ขนาดครูที่ปรึกษาที่เป็นผู้ใหญ่กว่ายังออกปากเตือนว่าวิธีการเดิม ๆ มันไม่เวิร์กกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งปกติเราจะเข้าใจว่าผู้ใหญ่ต่างหากที่หัวโบราณยึดติดกับวิธีเดิม ๆ แต่ไม่ใช่สำหรับครูวงโยฯ

เอาเข้าจริง ถ้าดูดี ๆ จะรู้ว่าครูก็ไม่ลำเอียงเข้าข้างใครนะ เพราะพฤติกรรมของอคิณเองก็น่าเป็นห่วง สั่งซ่อมรุ่นน้องเพราะบอกว่ารุ่นน้องไม่มีวินัย แต่วินัยตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ารุ่นน้องเลย อีกทั้งครูยังแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการซ้อมที่รุ่นพี่รุ่นก่อน ๆ ส่งต่อมาถึงรุ่นน้อง ทั้งเรื่องการซ่อมและเรื่องธรรมเนียมการท้าดวลตอนซ้อมแข่ง สิ่งที่อคิณทำมันทำให้คนอื่น ๆ เสียความมั่นใจ เสียหน้า และสร้างบาดแผลทางใจให้กับคนอื่น

นอกจากนี้ ความบ้าอำนาจของอคิณไม่ได้น่าเป็นห่วงแค่ในสายตาของครูวงโยฯ เท่านั้น แม้แต่พ่อก็ยังต้องออกปากเตือน ว่าพฤติกรรมของเขาไม่ต่างจากการใช้การตีกลองแทนการชกต่อย ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายใคร แต่มันคือการยั่วโมโหและการทำร้ายความรู้สึกกัน ในเมื่อความอดทนคนเรามีจำกัด การหลู่เกียรติคนอื่นแบบที่อคิณชอบทำ มันทำให้คนฆ่ากันตายได้ แบบที่เขาเองก็น่าจะรู้แล้วจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยเรื่องที่รุ่นน้องในวงตาย เขาเคยทำไม่ดีกับคนอื่น พอเกิดเรื่อง เขาจึงกลายเป็นคนแรกที่ทุกคนสงสัย หวังว่าอคิณจะค่อย ๆ เรียนรู้ไปถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำ

กฎ ระเบียบ ธรรมเนียม ถ้ามันโบราณเกินไปก็ต้องปรับเปลี่ยน

ถ้าได้เปิดดูซีรีส์เรื่องนี้ เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนจะสัมผัสได้ทันทีว่านี่เป็นข้อความที่ซีรีส์ต้องการจะสื่อสารสู่สังคมมากกว่าที่จะใช้พูดถึงในละคร สิ่งที่อคิณทำมันเป็นผลลัพธ์มาจากการที่รุ่นพี่ส่งต่อเอาความรุนแรงมาสู่รุ่นน้องแบบรุ่นสู่รุ่น โดยอ้างว่าทำเพื่อทีม แต่จริง ๆ แล้วมันยังแฝงไปด้วยการพยายามจะสนองความต้องการบางอย่างในใจคนที่เป็นรุ่นพี่ ที่ในวันวานที่เคยเป็นรุ่นน้องโดนกระทำมา เป็นกฎรุ่นพี่รุ่นน้องแบบที่ไม่เข้ากับยุคสมัยอีกต่อไป ลักษณะเดียวกันกับที่เราเห็นจากการรับน้องในมหาวิทยาลัย หรือการใช้ระบบโซตัสว้ากรุ่นน้อง ใช้ความรุนแรง รับน้องไม่สร้าสรรค์

จริง ๆ แล้ว พวกกฎ ระเบียบ หรือธรรมเนียมโบราณ ๆ ในยุคก่อนมันอาจเคยใช้ควบคุมวินัยคนได้ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว คนที่ถูกบังคับให้ทำตามกฎหรือระเบียบที่ไม่เป็นธรรมเริ่มตั้งคำถามว่ามันมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหมที่จะทำร้ายจิตใจกันน้อยลง มันมีวิธีที่ดีกว่าการใช้ความเกรงและความกลัวเพื่อให้คนอยู่ในวินัย รวมถึงมองว่าวิธีเดิม ๆ มันให้ผลเสียมากกว่าผลดีในลักษณะของสังคมยุคใหม่ ซึ่งมันก็ค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา ถ้ามันเก่าเกินไปจนไม่เหมาะกับยุคสมัย มันก็ควรต้องเปลี่ยน โลกไปถึงไหนแล้ว

เพราะโลกก็เริ่มเปลี่ยนขั้ว จากคนรุ่นเก่าที่ค่อย ๆ ชราภาพลงไปทุกวัน บางส่วนก็ล้มหายตายจากไปตามอายุขัย กลายมาเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาขับเคลื่อนสังคม ยังไม่นับเด็กรุ่นที่ใหม่กว่านี้ รุ่นที่ในเวลานี้ยังเป็นเด็กแบเบาะร้องอ้อแอ้ ๆ หรือเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา อีกไม่นานเกินรอ พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทต่อสังคมแทนที่คนรุ่นเก่าที่หายไปตามกาลเวลา

กฎ ระเบียบ หรือธรรมเนียมอะไรที่เคยสืบทอดมานาน แน่นอนว่าที่มันยังสืบทอดอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน แสดงว่าคนที่บังคับใช้มันเห็นข้อดีที่ยังมีประโยชน์อยู่ นั่นแหละ ถ้ามันไร้ประโยชน์เลยจริง ๆ ก็คงถูกเทไปนานแล้ว แต่ประโยชน์ต้องมาพร้อมกับความทันยุคทันสมัย คนต่างเจนเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทัศนคติที่มองโลกก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะมาบังคับใช้กฎเดิม ๆ ที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเลยแบบนั้นไม่ได้ แรก ๆ คนรุ่นใหม่อาจจะทน แต่เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาตั้งคำถามว่า “จำเป็นแค่ไหน” คือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง

โลกใบนี้มันหมุนเร็วกว่าที่คิด มันจึงไม่ใช่ว่าจะมีแค่วิธีเดียวหรอกที่จะใช้ควบคุมคนให้ได้ดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างที่ต้องการ การบังคับให้คนทำเพราะกลัวกับทำเพราะเต็มใจและเห็นด้วย ผลลัพธ์มันต่างกัน อะไรที่มันควรปรับเปลี่ยนหรือควรต้องยุติการส่งต่อไปให้คนรุ่นที่ใหม่กว่าก็ต้องให้มันจบแค่ที่รุ่นเรา ในวันข้างหน้า โลกจะเป็นของคนรุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้และจัดการกันเองไปเถอะมันเป็นสังคมของพวกเขา จะดีจะร้าย จะเจริญหรือล่มจมก็ให้พวกเขาจัดการ เลิกยึดติดว่าเป็นบรรพบุรุษของพวกเขาซะ ปล่อยวางบ้างจะได้จากโลกนี้ไปแบบเบา ๆ

ไม่รู้ว่าเพราะผมเป็นครูสอนเลขหรือเปล่า ผมจึงใช้ตรรกะไม่ใช้ความรู้สึก

นอกจากประเด็นทางสังคม ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังมีข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับประเด็นในครอบครัวด้วย จริง ๆ แล้วประเด็นปัญหาพ่อแม่ไม่เข้าใจลูกวัยรุ่นเนี่ย มันเป็นปัญหาโลกแตกที่เจอกันทุกครอบครัว ความต่างกันของช่วงวัย ความคิดของคนต่างเจเนอเรชัน ความอยากสอนของคนเป็นพ่อเป็นแม่ และแรงขับภายในที่ร้อนแรงของลูกที่เป็นวัยรุ่น มักจะนำมาซึ่งปัญหาชวนหัวจะปวดอยู่บ่อย ๆ

แต่ซีรีส์เรื่องนี้ดีมากตรงที่ไม่ได้วางคาแรคเตอร์ของพ่ออคิณให้อีโก้จัดจนถึงขั้นเอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ และตัดสินการกระทำของลูกแบบเด็ดขาดไปเลย แต่วางให้มีคาแรคเตอร์ของความประนีประนอม และอยากจะแก้ปัญหามากกว่าที่จะเอาชนะลูกเพราะตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ปัญหาที่พ่อเจอคือการที่คุยกับอคิณไม่รู้เรื่อง ลูกไม่เปิดใจที่จะเล่าอะไรฟัง และเตือนหรือสอนอะไรก็ไม่ฟัง พ่อก็ยังใจเย็นพอที่จะถามลูกกลับไปว่าปัญหามันคืออะไร ทำไมลูกถึงทำแบบนี้ พอได้คำตอบมาพ่อก็เอากลับมาทำการบ้านเพื่อที่จะได้เข้าใจลูกมากขึ้น

คำตอบที่อคิณให้พ่อคือ “พ่อไม่เคยฟัง ฟังโดยไม่มี ‘แต่'” ทำให้คนเป็นพ่อถึงกับต้องเอาเรื่องนี้มาปรึกษากับครูแนะแนวของโรงเรียนว่า “ฟังโดยไม่มีแต่” มันเป็นยังไง ครูแนะแนวก็ให้คำปรึกษาดีมาก ๆ พยายามอธิบายให้เป็นรูปธรรม ทำให้มันดูเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้พ่อที่เป็นครูสอนเลขเข้าใจง่ายขึ้น เพราะพ่ออาจจะคุ้นเคยกับการใช้ตรรกะมากกว่าใช้ความรู้สึก ถ้าอธิบายเป็นนามธรรมไปพ่ออาจจะไม่ค่อยเข้าใจ

เมื่อคนเรามีปัญหา สิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดคือแค่อยากระบาย เอาความรู้สึกที่ไม่ดี เอาความทุกข์ทรมานออกมา ต้องการคนรับฟัง ฟังอย่างเข้าใจ ไม่ได้ต้องการคนสอนหรือแนะนำว่าอะไรดีไม่ดี ถูกไม่ถูก ควรไม่ควร เพราะลึก ๆ แล้วปกติในใจคนเราแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องการคนมาช่วยออกความคิดเห็น แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า “หวังดี” พยายามจะสอดแทรกคำแนะนำที่คิดว่าดีกับลูกทั้งที่ยังฟังไม่จบด้วยซ้ำ ลูกที่กำลังระบายความทุกข์ออกมาก็สะดุด ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เพราะพูดอะไรออกมาก็ต้องโดนขัดด้วยคำสอนทุกครั้งไป

นั่นแหละ แทนที่จะได้ระบายออกถึงความทุกข์ให้โล่งใจ กลับต้องหยุดกลางคันเพราะพ่อแม่เอาแต่ขัดด้วยคำสอนที่พวกเขาไม่ได้ต้องการในเวลานั้น พอไม่ได้ระบายออกมันก็ยิ่งสะสม อัด ๆ เข้าไปจนเก็บกด พอถึงจุด ๆ หนึ่งที่ใจมันรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว มันจึงระเบิดออกมา นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับแทบจะทุกบ้าน และคือต้นเหตุที่ว่าทำไมพ่อแม่จึงเข้ากันกับลูกวัยรุ่นไม่ค่อยจะได้

ตรรกะอย่างเดียวมันไม่ได้ใช้ได้ผลกับทุกเรื่องหรอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทำตัวเป็นคนตรรกะวิบัตินะ แค่ให้มีตรรกะให้ถูกเวลาเท่านั้น ถ้านั่งฟังเงียบ ๆ ได้ก็ฟังไปก่อน แค่เป็นผู้ฟังที่ดีไม่น่ายากอะไร ที่สำคัญการจะเข้าใจคน ต้องอย่าลืมใช้ใจและความรู้สึกควบคู่มากับตรรกะด้วย มันจะอ่อนโยนลงเยอะ อีกฝ่ายจะผ่อนคลายขึ้นและเริ่มเปิดใจ ทำให้เราเข้าไปถึงใจอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น ชอบมากเลยที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของครูแนะแนว ว่าการให้คำปรึกษาที่ดีและประโยชน์ มันมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้อย่างไร

สุดท้ายนี้ ขอพูดจากใจคนที่ทิ้งละครไทยไปซบเกาหลีมานาน ซึ่งจะแวะเวียนกลับมาดูบ้างเป็นครั้งคราว พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปเมื่อเห็นว่ามีเรื่องที่น่าสนใจ ละครไทยน่ะมันทำให้ดีกว่านี้ได้ ถ้าจะไม่ตั้งเป้าหมายไว้ที่กระแสความแมสและแข่งขันกันด้วยเรตติ้งแบบที่เคยทำกันมา ละครน้ำเน่าตบตีแย่งผัวแย่งเมียมันขายได้ก็จริง แต่บางทีมันไม่ได้สร้างสรรค์สังคมเลย กลับกัน ละครหรือซีรีส์แบบนี้ ที่เชื่อเถอะว่าเรตติ้งละครจากช่อง Thai PBS ที่ปกติจะโดดเด่นเรื่องข่าวและสารคดีมากกว่า สู้ช่องใหญ่ ๆ เขาไม่ได้หรอก แต่ทำไมถึงทำให้คนที่ติดซีรีส์และผู้ชายเกาหลีหันมาเปิดใจดูได้ โลกต้องการความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ความเป็นจริงก็แย่พอแล้วละครอย่าแย่ไปมากกว่านั้นเลย ทำดีได้ก็ทำเถอะ 🥁