9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ สำหรับนักบอลรุ่นใหม่และเก่า (ตอนที่ 4)

หลังจากผ่านมาแล้ว 3 ตอนในเรื่องของ Growth Mindset เรื่องระยะทางการวิ่งต่อเกม และสปรินท์ ทุก ๆ ท่านก็เริ่มเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับว่าปัจจุบันเรามีคุณสมบัติสิ่งนั้นพร้อมหรือยัง ถ้ายังก็หาลู่ทางที่จะพัฒนาไปให้ถึงขีดสุด แต่ถ้าพร้อมแล้วก็อย่ากลัวที่จะป่าวประกาศไปให้ทั่ววงการฟุตบอลเลยว่า “ผม พร้อมแล้ว!!!

ก่อนจะเข้าเนื้อหาก็ขอเสริมอะไรเล็กน้อยครับ ในอดีตของวงการฟุตบอลหรือวงการกีฬาบ้านเรานั้นได้มีการพูดถึงการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาด้วยนักวิทยาศาสตร์การกีฬา หลายท่านก็คงเคยได้ยิน ซึ่งในมหาวิทยาลัยสมัยที่ผมเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก็มีสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาเปิดสอน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นประโยชน์ต่อวงการอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ผมจะเสริมเพิ่มเติมคือ นักวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ๆ เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา หรือสาขาใหม่ ๆ อย่างวิทยาศาสตร์ข้อมูล ก็สามารถมีส่วนช่วยให้วงการกีฬานั้นไปได้ไกลกว่าเดิม เพราะมุมมองในการแก้ปัญหาของนักวิทยาศาสตร์แต่ละสาขานั้นมีความแตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่าง เช่นตอนล่าสุดที่ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องการสปรินท์นั้น ก็เพราะมีเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาชี้ทางให้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เลยเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชั่นวัดการสปรินท์ขึ้นมา และหากเรามีนวัตกรรมที่พัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาได้มากขึ้น ความสำเร็จจะไปไหนเสีย

ดังนั้น ผมก็อยากให้ทุกท่านเปลี่ยนมุมมองว่า “วิทยาศาสตร์ทุกแขนงจะช่วยวงการกีฬาบ้านเราให้ไปสู่ระดับโลก” ไม่ใช่เฉพาะแค่นักวิทยาศาสตร์การกีฬา

กลับเข้ามาสู่เนื้อหาในวันนี้ เจบอกว่าเขาทำสิ่งนี้พลาด สิ่งที่เจพลาดนั้นคืออะไร มาติดตามกันครับ

9 สิ่งที่ เจ ชนาธิป บอกไว้ชัด ๆ เรื่องที่ 4 เจคิดว่าไปญี่ปุ่นตอน 23 ปีนั้น ช้าไป!!! 

เรื่องที่ 4 นี้ เจได้พูดไว้ในการสัมภาษณ์ในรายการของพี่ซิโก้ใจความว่า “ไปญี่ปุ่นตอน 23 ปีนั้น ช้าไป!!!” แต่เจคงไม่ได้หมายความว่า ถ้าอายุเกิน 23 แล้วห้ามไปนะ อันนี้เจคงอยากแนะนำว่าให้รีบไปค้าแข้งยังต่างประเทศตั้งแต่อายุน้อย ๆ เลยยิ่งดี

ซึ่งหัวข้อนี้สอดคล้องเกี่ยวพันกับหัวข้อที่ 1 เรื่อง Growth Mindset เพราะว่าถ้าเรามี Mindset ที่อยากจะพัฒนาไปถึงขีดสุด หรือว่าถ้าหากเรามีเป้าหมายเป็นนักเตะรางวัลบัลลงดอร์ เราก็ต้องรู้ว่าเราควรจะต้องก้าวต่อไปทางไหน เพราะว่าถ้าหากเรายังอยู่ในประเทศเราเองที่ยังมีลีกอาชีพและการแข่งขันไม่เข้มข้นเหมือนกับในลีกยุโรปหรือเจลีก การพัฒนาของเราจะค่อนข้างเป็นไปได้ช้ากว่าคนอื่น

ผมจะเห็นข่าวจากเชลซีอคาเดมีเสมอว่า นักเตะที่ฟอร์มเข้าตาจากอคาเดมีจะได้สัญญาอาชีพเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ ซึ่งในช่วงแรกก็อาจจะต้องไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยการยืมตัวในสโมสรอื่น เพื่อให้ได้มีเวลาลงสนามมากที่สุด เมื่อฉายแววได้เต็มที่แล้ว สโมสรก็จะดึงตัวกลับมา

ดังนั้น ก็จะเห็นว่าถ้าเรารีบไปเข้าระบบของลีกใหญ่ ๆ ตั้งแต่เริ่มแรก ไปเรียนรู้ระบบฟุตบอล ไปเรียนรู้วัฒนธรรม ไปเรียนรู้การใช้ชีวิตของนักกีฬาอาชีพ จะทำให้เราปรับตัวได้ไว พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เมสัน เมาท์ของเชลซี ที่สามารถคว้าแชมป์ถ้วยยุโรปได้ตั้งแต่อายุ 21 ปี ทำให้ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออีกหลายปีก็มีโอกาสที่จะพัฒนาล้ำหน้าไปได้อีกมาก จนวันใดวันหนึ่งก็อาจจะเข้าใกล้รางวัลบัลลงดอร์อย่างที่นักเตะหลายคนตั้งเป้าหมายไว้

แต่ถ้าเราไปช้า โอกาสที่จะปรับตัวไม่ได้ก็มีสูงขึ้น หรือบางทีด้วยความที่อายุมาก สโมสรก็จะคาดหวังในสิ่งต่างสูง เราก็จะกดดัน เพราะว่าเราต้องเปลี่ยนชีวิตการเป็นอยู่ เปลี่ยนวัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า Culture Shock ทำให้นักเตะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างเต็มที่ สมมติว่าเราเซ็นสัญญาไป 5 ปี ผ่านไป 2 ปีแล้ว เรายังปรับตัวไม่ได้ มันก็จะทำให้เรากดดันยิ่งกว่าเดิม เพราะสโมสรก็อาจจะส่งเราไปเล่นทีมสำรองบ้าง ยืมตัวบ้าง

จากที่เราเคยเป็นข่าวหน้าหนึ่งใหญ่โตในการย้ายไปเล่นต่างประเทศ มีความคาดหวังจากแฟน ๆ เราก็อาจจะอายที่เราต้องไปเล่นทีมสำรอง ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก

แต่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายผมเข้าใจ สมัยที่ผม 10 ขวบ ผมต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ กับพี่สาวเพียงลำพัง โดยที่พ่อแม่ยังอยู่ต่างจังหวัด ผมก็เสียน้ำตาเป็นลิตร ๆ เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดผมก็ได้รับประโยชน์ของการเสียสละตนเองเหล่านั้น ผมปรับตัวให้เข้ากับคนเมืองได้สบาย ผมจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่กลัว เพราะทุกอย่างเราก็ผ่านมาหมดแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าจะมีนักฟุตบอลอายุน้อยที่กล้าก้าวไปยังลีกต่างประเทศมากขึ้น เพราะว่ามันจะทำให้วงการฟุตบอลเรามันพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด เหมือนอย่างที่เราได้เห็น ซง ฮึง-มิน ได้เล่นเป็นคู่ขา กับ แฮรี่ เคน ในสเปอร์สอย่างสมศักดิ์ศรีคนเอเชีย 

เรื่องที่ 4 เรื่องจังหวะเวลา ถ้าจังหวะเวลาถูก ทุกอย่างก็จะไหลลื่น เหมือนรถที่ผ่านไฟเขียวทุกแยก ถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับเรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ผมจะนำไปเขียนต่อในคอลัมน์หน้าครับ ผมชื่อต้นนะครับ อย่าลืมติดตาม เป็นกำลังใจฝากกด Like & Share ด้วยนะครับผม