
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเสร็จภารกิจบรรยายโมโตจีพีทางทรูวิชันส์ ฟ็อกซ์สปอร์ต ผมเองมีโอกาสทันได้ติดตามการแข่งขันในฝั่งของเอฟ วัน รายการอาเซอร์ไบจานกรังด์ปรีซ์ ในช่วงท้ายกับชัยชนะของแดเนียล ริคคิอาร์โด้ รวมถึงได้ย้อนกลับไปดูไฮไลท์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่บากู ซึ่งก็ต้องบอกว่ามีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายจริงๆ ครับ
โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สุด ที่ร้อนมาจนถึงวันนี้ นั่นก็คือจังหวะปะทะกันบนแทร็กระหว่าง เซบาสเตียน เวทเทล (เฟอร์รารี่) กับ ลูอิส แฮมิลตัน (เมอร์เซเดส จีพี) ที่แฟนความเร็วหลายคนน่าจะได้เห็นกันไปแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่เห็นภาพ แนะนำให้ดูย้อนหลังผ่าน Youtube Channel อย่างเป็นทางการของฟอร์มูล่า วัน ที่ปีนี้มีการอัพเดตไฮไลท์ให้ดูกันแบบเต็มอิ่มเลยทีเดียวครับ
ภาพโดยรวมของเอฟวันที่สนามบากู ถือว่าสนุกมากกว่าหลายๆสนามที่ผ่านมาก็จริง แต่สำหรับผมมันเป็นความสนุกที่เกิดจากความผิดพลาด ไม่ใช่เกิดจากความสนุกในการต่อสู้การด้วยฝีมือและสมรรถนะของรถอย่างแท้จริงเหมือนในฝั่งโมโตจีพี ที่มันหยดติ๋งตั้งแต่รุ่นโมโตทรียันโมโตจีพี
ย้อนกลับมาพูดถึงกรณีของ “เวทเทล-แฮมิลตัน” ถ้าให้มองแบบเป็นกลางๆจริงๆ ก็คงต้องบอกว่า เกมนัดนี้เวทเทลพลาดเต็มประตู! จริงอยู่ ในจังหวะเบรกของแฮมิลตัน อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ช่าง แต่มันเป็นสิทธิ์ของผู้นำที่กระทำได้ เหมือนในอดีตที่ ไมเคิล ชูมัคเกอร์ เคยใช้ลูกไม้นี้ดึงจังหวะจน ฮวน-ปาโปล มอนโตย่า หัวเสียมาแล้วในปี 2003 ที่ออสเตรีย ก่อนที่หลังจากนั้นทั้งคู่จะไปซัดกันในอุโมงค์ ขณะขับในรอบเซฟตี้คาร์ที่โมนาโกมาแล้ว
ฉะนั้น มันคือเรื่องของแท็คติกล้วนๆครับ ซึ่งเวทเทลเอง มีโอกาสที่จะหัวเสียได้ ยกมือโวยวายได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปขับรถเบียดแฮมิลตันขนาดนั้น ซึ่งสิ่งหลังนี่เองคือสิ่งที่ทำให้เวทเทลโดนปรับโทษ นอกจากนี้ยังมีสถบคำหยาบผ่านทางวิทยุสื่อสารกับทีมงาน ยังดีที่ทีมงานเอฟวันมีการเซ็นเซอร์ก่อนปล่อยออนแอร์ในช่วงถ่ายทอดสด
งานนี้ แม้อันดับในการแข่งขันที่บากู เวทเทล จะจบอันดับที่ดีกว่าแฮลิมตัน แต่สงครามนี้ ลูอิส ชนะเต็มๆครับ เพราะหากมองกันจริงๆ นี่คือพฤติกรรมที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต่างอะไรกับนักเลงบนท้องถนนที่หากไม่พอใจรถคันอื่น ก็แสดงพฤติกรรม ขับปาดหน้า ขับแล้วเบรกกระชั้น หรือชูนิ้วใส่คู่กรณี
ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากพูดถึงฝีมือของคู่นี้ แน่นอนว่า นี่คือ 2 นักขับที่เก่งที่สุดในยุคนี้ ในฐานะคนดูก็อยากจะเห็น การดวลกันแบบที่วัดกันที่ฝีมือจริงๆ เหมือนในยุคของ “นิกิ เล้าด้า – เจมส์ ฮันท์” ยุคของ “ไอร์ตัน เซนน่า – อแลง พรอสต์” หรือกระทั่งสมัย “มิก้า ฮัคคิเน่น-ไมเคิล ชูมัคเกอร์”
ไม่ใช่การดวลกันที่งัดเอาพฤติกรรมนักเลงบนแทร็กแบบนี้มาใช้ ซึ่งดูมุมไหนก็ไม่เหมาะสมด้วยกระการทั้งปวง (พูดแบบนี้ “ติ่งหนุ่มเซ็บ” อย่าโกรธผมแล้วกันนะค้าบ)
ภาพจาก Formula1.com

































