ระเบิดศึกไทยแลนด์ โอเพ่น

คอลัมน์ชีวิตติดลูกหนังสัปดาห์นี้ ขอแปลงร่างเป็นชีวิตติดลูกกอล์ฟ เนื่องจากเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปงานแถลงข่าวกีฬาครั้งแรกในรอบสองปี เนื่องจากโรคระบาดอย่างโควิดซึ่งทำให้ชีวิตคนและสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ ทำให้ไม่สามารถจัดงานอะไรกันได้ 

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงบ้าง ทัวร์นาเมนต์กีฬาสำคัญ ๆ จึงเริ่มกลับมาได้อีก งานนี้สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย จึงรวบรวมสรรพกำลังจัดศึกใหญ่อย่าง ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 49 ชิงถ้วยพระราชทาน ร.9 ณ สนาม ริเวอร์เดลฯ ระหว่าง 28-31 ต.ค. นี้ หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วไม่มีการจัดการแข่งขัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย และผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้เป็นแฟนตัวยงของทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล แถลงว่า 

“นับเป็นการกลับสู่โปรแกรมการแข่งขันอีกครั้งของกอล์ฟอาชีพรายการยิ่งใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ปีนี้ได้กลับมาจัดอีกเป็นครั้งที่ 49 พร้อมกับชิงเงินรางวัลสูงถึง 10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นแมตช์กอล์ฟอาชีพระดับโลคัล ทัวร์ ที่มีเงินรางวัลมากที่สุด”

ไทยแลนด์ โอเพ่น นั้นถือเป็นกอล์ฟอาชีพรายการแรกของประเทศไทย เริ่มต้นจัดการแข่งขันตั้งแต่ปี 2008 โดย โปร สุเทพ มีสวัสดิ์ พ่อของ พรหม มีสวัสดิ์ เป็นโปรไทยคนแรกที่คว้าชัยชนะมาครองได้เมื่อปี 2534

เที่ยวนี้มีบรรดาโปรชั้นแนวหน้าของเมืองไทยลงดวลวงสวิง อย่าง รฐนน วรรณศรีจันทร์, ภาณุพล พิทยารัฐ, อิทธิพัทธ์ บูรณธัญรัตน์, อุดร ดวงเดชา, ขวัญชัย แท่นนิล, ถาวร วิรัตน์จันทร์ และพรหม มีสวัสดิ์ ฯลฯ จัดภายใต้มาตรการควบคุมความปลอดภัยในการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย      

ผมมองว่านี่คือนิมิตหมายอันดีของวงการกีฬาไทย ที่การแข่งขันต่าง ๆ เริ่มขยับกันได้บ้างแล้ว ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจบ้านเราบ้าง จากจุดเล็กกระเพื่อมออกไปเป็นวงกว้างเหมือนโยนหินลงในบ่อน้ำ เหมือนเป็นการต่อลมหายใจให้กับคนไทยหลาย ๆ คนออกไป

ที่จริงแล้วกีฬากอล์ฟจัดแข่งขึ้นมาที ก็เกี่ยวข้องกับแวดวงของคนตั้งหลายอาชีพที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริหารสนามยันลงไปถึงแค้ดดี้ ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนอีกมากมาย

คุณรังสฤษฏ์ นั้นมองว่ากีฬากอล์ฟนอกจากจะสร้างเส้นทางไปสู่ความเป็นยอดนักกีฬาระดับโลกให้กับคนไทยมานักต่อนักแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงและกระตุ้นให้คนอยากมาเที่ยวเมืองไทยกันมากยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าจัดแข่งขันกันแต่ละทัวร์นาเมนต์ มีนักกอล์ฟจากต่างชาติมาทีไรก็จะต้องมีทีมงานโค้ชและผู้จัดการส่วนตัวมาด้วย 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ นั่นเปรียบเสมือนคนรีวิวและกระบอกเสียงให้กับประเทศของเราด้วย จึงอยากให้รัฐบาลมีส่วนให้ความสำคัญและร่วมสนับสนุนกีฬาประเภทนี้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ในเมืองไทย

ขณะเดียวกันโปรไทยที่ไปแข่งต่างประเทศก็สร้างรายได้กันเป็นกอบเป็นกำนับสิบนับร้อยล้านบาทต่อปี หลายคนส่งเงินกลับมาบ้านเราแทบไม่ทัน

ฟังแล้วก็คล้อยตามและเห็นเป็นเรื่องที่น่าจะร่วมด้วยช่วยกัน ในการผลักดันให้มีนักกีฬาเก่ง ๆ เพิ่มมากขึ้น เป็นตัวอย่างในการสร้างชาติ สร้างคนที่มีคุณภาพขึ้นมาในสังคมเราด้วยครับ.