ความนิยมเรื่องเล่าแนว Dystopia ภาพสะท้อนสังคมปัจจุบัน

ความนิยมของซีรีส์เกาหลีอย่าง Squid Games นั้นจะเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ยุค Post Covid-19 ก็ไม่ผิดนัก จากที่คนทั้งโลกต้องผ่านความยากลำบากของการระบาดมาเกือบสองปี เศรษฐกิจพังยับเยิน จำนวนคนที่ถูกให้ออกจากงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ยังมีงานทำอยู่ก็ต้องทุ่มเทมากกว่าเดิมเพื่อรักษาเก้าอี้ของตัวเองเอาไว้

ขณะเดียวกันความกดดันจากสถานการณ์ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องอยู่ในบ้าน และทำงานจากห้องเล็ก ๆ ไม่มีสังคมการทำงาน การเรียนเหมือนแต่ก่อน ทั้งหมดทำให้ฉากทัศน์ของผู้คนต่อโลกในอนาคตนั้นแทบจะไม่เหลือความหวังอยู่

และด้วยมุมมองดังกล่าว ทำให้ลักษณะของซีรีส์ ภาพยนตร์ นวนิยาย หรือการคาดการณ์อนาคต ออกไปในทิศทางของสังคม Dystopia สังคมที่ตรงกันข้ามกับ Utopia ในบทความชิ้นนี้ เราจะมาดูกันว่า ความนิยมและสังคมที่ต้องจมอยู่กับโรคระบาดมานานเกือบสองปีนั้นจะทำให้พฤติกรรมและทัศนคติ ของผู้คนต่ออนาคตข้างหน้านั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ความนิยมที่สื่อออกในเชิง Dystopia สะท้อนความรู้สึกของผู้คนในปัจจุบัน

Dystopia คือแนวคิดต่ออนาคตที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ที่เลวร้าย การถูกกดขี่จากผู้ปกครอง ตรงกันข้ามกับ Utopia อันหมายถึงสถาณการณ์ที่น่ารื่นรมย์ ผู้ปกครองแสนดีดูแลประชาชนได้อย่างเท่าเทียม

ถามว่าทั้งสองแนวคิดนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคตไหม คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือเป็นการผสมกันระหว่าง Dystopia และ Utopia แต่ที่น่าสนใจคือคนในยุคสมัยนี้สนใจแนวคิดและนิยมเรื่องเล่าในลักษณะของ Dystopia มากกว่าในอดีตไม่ว่าจะเป็นความนิยมของ ภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games หรือ Maze Runner ถ้ากลับไปไกลหน่อยก็เห็นจะเป็น The Matrix ที่เรียกได้ว่าท้าทายความเชื่อทางศาสนาเลยทีเดียว

ความนิยมเรื่องเล่าในลักษณะ Dystopia ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากสภาพสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมทุนนิยมที่เอื้อให้นายทุนได้เอาเปรียบคนระดับล่าง ในขณะที่คนชั้นกลางก็เพิกเฉยต่อความเป็นไปในสังคม แต่กลับสนใจที่จะหาความสุขสบายให้ตนเองมากกว่า และความรู้สึกดังกล่าวได้ถูกสะท้อนออกมาในงานเขียน ซีรีส์ และภาพยนตร์ อันเป็นสื่อที่มีผลต่อความรู้สึกและแนวคิดของผู้คนในปัจจุบัน

และดูเหมือนว่าทุกเรื่องจะโดนใจผู้ชมไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Squid Games ที่มาได้ถูกจังหวะกับสภาพสังคมที่ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง และรู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจและนายทุน จากโรคระบาด ที่มีแค่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ เป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจของคนทั้งโลก จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ซีรีส์เรื่องนี้จะกลายเป็นกระแสของสังคม

สังคมยุค Post Covid-19 และสถานการณ์ในแนว Dystopia

นักจิตวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์สถานการณ์ทั่วโลกต่างมองเหมือนกันว่าโลกหลังจาก Covid-19  ผ่านพ้นไปและคนทั่วโลกก็ต้องอยู่กับไวรัสตัวนี้ โดยมีวัคซีนและยารักษาเป็นเกราะคุ้มกัน จะเป็นโลกที่ไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป

จำนวนคนตกงานที่เพิ่มมากขึ้น หนี้สินที่พอกพูนจากรายได้ที่ไม่เข้ามาเกือบสองปี ขณะที่พ่อค้าความตายสร้างรายได้และกำไรมหาศาล จนกลายเป็นบุคคลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ จะทำให้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ธุรกิจที่ในยุคอนาลอค จะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย โซเชียลมีเดีย มีผลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้คนทั่วโลก รวมไปถึงอิทธิพลต่อการเมือง

เหล่านี้ทำให้อำนาจตกอยู่ในมือคนเพียงกลุ่มเดียว และเป็นกลุ่มคนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจความเป็นไปของโลก หรือบ้านเมืองที่พวกเขามีอำนาจเหนือผู้ปกครอง ภาพที่เราจะเห็นหลังจากนี้ไม่ใช่ภาพของซากปรักหักพัง หรือความรุนแรงจากการใช้กำลัง แต่เราจะได้เห็นความอ่อนแอทางความคิด ที่ถูกครอบงำโดยโซเชียลมีเดีย จิตวิญญาณของผู้คนที่ไม่สามารถรับมือกับความกดดันได้ และยอมแพ้โดยง่าย ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้มนุษย์เปราะบางมากกว่าปกติและถูกควบคุมได้ง่ายขึ้น

เราอาจอยู่ในสังคมแบบ Dystopia โดยไม่รู้ตัวอยู่แล้วก็เป็นได้

ฉากทัศน์จากนวนิยายในเชิง Dystopia หลายเรื่องนั้น จะมีภาพอนาคตที่น่ากลัวไม่ได้น้อยไปกว่า Squid Games อย่าง 1984 นวนิยายของ จอร์จ ออร์เวลล์ นวนิยายที่หลายคนอาจบอกว่าตกไปจากยุคสมัยแล้ว แต่แท้จริง 1984 ยังคงเป็นหนังสือที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้คนต่ออนาคตที่ไร้ความหวัง เพราะปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี หรือ The Handmaid’s Tale ของ มาการ์เรต แอตวู้ด กับอนาคตที่แสนน่ากลัวเหลือเกินสำหรับการเกิดเป็นเพศแม่

ทั้งสองเรื่องนั้นเป็นเพียงตัวอย่างของนวนิยายในเชิง Dystopia ที่นักเขียนจินตนาการโดยอาศัยเหตุการณ์ในเวลาปัจจุบัน และนั่นทำให้เห็นว่าโลกปัจจุบันในแต่ละยุคสมัยนั้นมีความน่ากลัวแตกต่างกันไป จึงได้มีการจินตนาการอนาคตที่ไร้ความหวังออกมา

โลกปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 เรียกได้ว่าเป็นโลกของนายทุนอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงเท่านั้น โลกในศตวรรษที่ 21 อันมีเครื่องมือที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ตนั้นได้ทำให้เกิดความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นโดยนายทุน และเป็นความเชื่อที่สามารถครอบงำความคิดของผู้คนไปได้ทั่วโลก

โอกาสของคนจนที่มีน้อยลงและอยู่ในวังวนของหนี้สิน คนชั้นกลางมีความสุขกับความสะดวกสบายที่ถูกปรนเปรอจากนายทุน จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองกันได้ เห็นได้อย่างชัดเจนในวันที่ โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มใหญ่ล่ม ขณะที่นายทุนคือผู้ควบคุมทิศทางของสังคมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมีอำนาจอยู่เหนือผู้ปกครองรัฐ

ทั้งหมดก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความน่ากลัวของระบบนายทุนที่กำลังมอมเมาชนชั้นกลางให้หลงอยู่ในวังวนของการโชว์อัตตาและตัวตน ในขณะที่ คนจนตกอยู่วังวนของหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น เป็นรูปแบบของ Dystopia ที่เราท่านอาจไม่รู้ตัวว่าได้อยู่ในสภาพเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว