“เป็นหนังสือที่อ่านได้เพียงรอบเดียวไม่กล้าอ่านซ้ำ เป็นภาพยนตร์ที่ขอดูรอบเดียวไม่กล้าดูซ้ำ” ประโยคที่ผู้เขียนมักจะบอกคนรอบข้างเมื่อมีใครถามถึงเรื่อง The Mist นวนิยายที่สร้างชื่อของ สตีเฟ่น คิง และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2007 และเป็นหนังที่อยากให้ “ลุง” ได้ดูเพราะเนื้อหาน่าจะเหมาะกับช่วงเวลานี้ของเมืองไทยไม่น้อย
ความโกลาหล ของผู้คนในเวลานี้ทำให้นึกถึงฉากที่ผู้คนรวมตัวกันอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต และพยายามเอาตัวรอดจากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ว่าคืออะไร ท่ามกลางม่านหมอกหนาทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีมหันตภัยอยู่ด้านนอก ความกลัวในจิตใจมนุษย์ถูกแสดงออกมาหลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ความพยายามสร้างความเชื่อจากข้อมูลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เรียกให้คนอื่นเข้ามาร่วมในความเชื่อนั้น ใครไม่เชื่อกลายเป็นแกะดำ
ความเห็นแก่ตัวของผู้คนในสถานการณ์คับขันนั้นสามารถแสดงออกมาได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่มีแม้แต่ความเมตตาให้กับคุณแม่ที่ต้องการไปช่วยลูกของเธอซึ่งอยู่ที่บ้าน เพราะทุกคนต่างเชื่อว่าพวกเขาจะรอดถ้าอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต ใครโง่ออกไปช่วยก็เท่ากับตาย แต่ด้วยความเป็นแม่อย่างไรเสีย พวกเธอมีสามสิ่งสำคัญในการสร้างความหวังให้กับตนเอง คือ ความปรารถนา ความตั้งใจ และความศรัทธา เมื่อไม่มีใครช่วย เธอก็กล้าพอที่เดินออกไปท่ามกลางหมอกหนาเพียงลำพัง
สิ่งที่เกิดขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ตหลังจากหมอกร้ายปกคลุมนั้น ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์โกลาหลในเมืองไทย ณ เวลานี้ผู้คนแตกตื่น หวาดกลัว และพยายามจะมีความหวังจากข่าวสารที่ส่งต่อกัน แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำให้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจมากกว่าความหวัง ยิ่งคนที่เหมือนจะเป็นผู้นำที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต พยายามจะควบคุมสถานการณ์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เลวร้ายลงเพราะความไม่รู้จริง และจัดการปัญหาแบบเห็นแก่พวกพ้องและตนเอง
ตอนจบของ The Mist นั้นน่าจะทำให้หลายคนตกใจ และถ้าเอามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของคนที่เป็นผู้นำซึ่งนำทางคนทั้งครอบครัวออกมาจากหมอกร้าย โดยที่ในหัวใจตนเองไม่มีความหวังว่าจะมีทางรอดใดรออยู่ข้างหน้า เมื่อหัวหน้าครอบครัวไม่มีความหวังแล้ว คนในครอบครัวที่เหลือจะมีหวังใดเหลืออยู่ ฉากจบใน The Mist จึงกลายเป็นฉากจบที่น่าจะฝังอยู่ในใจคนดูทุกคน
ขณะเดียวกันสิ่งที่ได้จาก The Mist น่าจะทำให้คนดูได้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง” ความรู้สึกนี้จะเกิดได้หากคุณยอมรับสถานการณ์ที่เป็นจริงด้วยใจที่ไม่แตกตื่น และมองว่าปัญหาที่เกิดตรงหน้าคุณรับมือได้แค่ไหนเรื่องไหนที่เกินความสามารถก็ต้องปล่อยไป เหนืออื่นใด ความหวังไม่สามารถเกิดได้ด้วยความพยายามจะมองโลกในแง่บวก เพราะคำพูดหรือความพยายามที่จะทำให้คนมองโลกในแง่บวกเป็นเพียงแค่การสร้างภาพมายากลบทับความเป็นจริง
ยิ่งคนที่เป็นผู้นำด้วยแล้ว ความพยายามสร้างความหวังด้วยการให้คำสัญญา หรือรับประกันในสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ เหล่านี้ไม่ได้สร้างความหวังให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ยิ่งถ้าคุณทำไม่ได้ ความศรัทธา ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในความหวังก็จะหายไปจากตัวคุณเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญที่ควรทำคือบอกความจริงและสื่อสารแบบรับฟังคนอื่น จากนั้นก็ค่อย ๆ บอกวิธีแก้ไข และทำให้คนที่ฟังคุณเชื่อมั่นว่าพวกเขาแกร่งพอที่จะก้าวข้ามสถานการณ์อันเลวร้ายได้
ถ้าอยากเป็นผู้นำที่รอดได้แบบคุณแม่ที่ออกไปช่วยลูกของตนเองที่บ้านเหมือนใน The Mist ก็ต้องรู้ก่อนว่าองค์ประกอบสำคัญของความหวังนั้นมีด้วยกันสามข้อ 1.ความปรารถนา (ความต้องการที่จะหลุดพ้นจากสภาวะการที่เลวร้าย) 2.ความตั้งใจ (ต้องการจะปกป้องและต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้น) และ 3.ศรัทธา (ความเชื่อว่าจะสามารถจัดการกับความเลวร้ายที่เข้ามาได้)
หากคุณสร้างความหวังให้เกิดขึ้นได้ คุณจะกลายเป็นคุณแม่ที่นั่งโอบกอดลูกตนเองมาบนรถทหาร และมองลงไปที่พระเอกซึ่งกำลังเจียนบ้า เมื่อหมอกร้ายคลายตัวลง …ลดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องลง เพิ่มความเมตตา และ ความมุ่งมั่น คุณไม่จำเป็นต้องมีคำสัญญาใด ๆ แต่แสดงความชัดเจนในการแก้ปัญหาออกมา หากทำได้สำเร็จความหวังเกิดขึ้นได้ไม่ยากค่ะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ