Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Mystic Pop-up Bar กับความจริงของสังคมที่ “ฟอนเฟะ”

Mystic Pop-up Bar กับความจริงของสังคมที่ “ฟอนเฟะ”

ภาพจาก JTBC

ชีวิตช่วงนี้ค่อนข้างวุ่นวายพอสมควร อย่างฝนตกแต่ละทีก็ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าเดิมเป็นชั่วโมง เลยหมดเวลาทำนู่นนี่นั่นที่อยากทำไปตั้งเยอะ ส่วนเรื่องของซีรีส์ list ซีรีส์ที่ต้องดูนั้นก็มีมากจริง ๆ กว่าจะถึงคิวของ Mystic Pop-up Bar ซีรีส์ก็ฉายไปตั้ง 8 ตอนแล้ว และตอนนี้…ก็เพิ่งดูไปได้แค่ 3 ตอนเอง (ถ้าถามว่าทำไมไม่ใช้เวลาบนรถเมล์ดูซีรีส์ไป คำตอบคือเวลาอ่านซับในขณะที่รถกำลังวิ่ง มันปวดตาสุด ๆ เลย)

Mystic Pop-up Bar เป็นซีรีส์ของ Netflix เจ้าเก่า ที่สร้างมาจากเว็บตูนเรื่อง “ซังกับโพชา” พี่แกตั้งชื่อภาษาไทยเกร๋ ๆ ให้เรื่องนี้ว่า “มนตร์มายา ณ ร้านลับแล” แค่ชื่อเรื่องก็น่าดูแล้วใช่ไหมล่ะ ไปดูเถอะ สนุกดี ว่าด้วยเรื่องราวของร้านอาหารริมทาง (ที่ดู) ธรรมดา ๆ เปิดบริการเมนูต่าง ๆ ยามค่ำคืน แต่เจ้าของร้านกลับไม่ใช่คน!

เธอเป็นวิญาณที่ต้องโทษมานานกว่า 500 ปี สิ่งที่เธอต้องทำคือ รับฟังปัญหาภายในใจของลูกค้า เพื่อจะเข้าไปสะสางความแค้นภายในฝันของคน 1 แสนคน หากไม่สำเร็จเธอต้องตกนรก ตลอดเวลาต้องโทษ เหลืออีกเพียง 10 คนเท่าน้ันภารกิจก็จะสำเร็จ แต่เพราะเธอใช้เวลานานเกินไปหน่อย (เบื้องบนบอกว่าเธอกับผู้จัดการร้านเอาแต่กินกับดื่ม) เลยลงมาขีดเส้นตายให้เหลือเพียง 1 เดือนในการทำภารกิจ ซึ่งแต่ละภารกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจไม่บอกใคร จนกระทั่งเธอได้พบกับชายหนุ่มผู้มีความสามารถแปลกประหลาดมาตั้งแต่เกิด เธอจึงทำข้อตกลงบางอย่างแล้วลากเขามาร่วมทีมทำงานที่ร้านอาหาร

ภาพจาก JTBC

พ่อหนุ่มผู้มีความสามารถพิเศษนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “ยุกซองแจ” พระรองผู้แสนดีจาก School 2015 เวอร์ชั่นเกาหลีนั่นเอง ความโด่งดังของฮีในวงการไอดอลเกาหลีก็มีไม่น้อย หาอ่านได้เอง ที่สำคัญเรื่องนี้ก็เป็นผลงานทิ้งทวนก่อนเข้ากรมรับใช้ชาติ ส่วน “ฮวังจองอึม” ก็คือยัยเจ๊ขาโหดเจ้าของร้าน ผู้ที่หัวร้อนอยู่ตลอดเวลา แม้ว่า 2 คนนี้จะอายุห่างกัน 10 ปี แต่เคมีไม่ธรรมดา ชง ๆ ชอบ ๆ

จริง ๆ ถ้าดูแบบไม่คิดมาก เรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซีคอมเมดี้ ดู ๆ ไปก็ตลกเบาสมองดี แต่กลับแฝงไปด้วย ต้องเรียกว่าความ “ฟอนเฟะ” ภายในสังคม ที่ท้ายที่สุดมันทำให้คนอื่นเดือดร้อน ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมของเรา (ทั้งไทยและเกาหลี) มันเป็นแบบนี้จริง ๆ

กี่คนที่ต้องเจ็บปวดเพราะขี้ปากชาวบ้าน

จุดเริ่มต้นของความตายและการต้องโทษ 500 ปีของเจ๊เจ้าของร้าน มาจาก “คำนินทาของคน” เรื่องนี้มีพาร์ทพีเรียดที่ย้อนไปในช่วงที่เกาหลียังมีกษัตริย์ เธอเป็นลูกสาวของร่างทรงที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นให้หายทุกข์ทรมานจากความฝัน จนเกิดมีเรื่องเข้าใจผิด ชาวบ้านก็เลยเอาเธอและแม่ไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ ที่สำคัญ แม่เธอถูกฆ่าและบ้านถูกเผาทิ้งในคืนที่ช่วยลูกหนี กลายเป็นว่าเจ๊แกก็เลยเกลียดมนุษย์และพร้อมที่จะสาปแช่งทุกคน แต่ก็ดันไปทำเรื่องผิดพลาดไว้กับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เลยต้องมาชดใช้กรรมอยู่แบบนี้

ภาพจาก netflix.com

ในสังคมมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะจบชีวิตตัวเองเพราะคำพูดของคนอื่น เพราะไม่ใช่ว่าจิตใจของทุกคนจะรับได้กับคำพูดเสียดแทงเหล่านั้น ทุกวันนี้มีทั้งคนที่ชอบพูดดูถูกคน, ด่าทอหยาบคายรุนแรง, เหยียดหยาม, bully แม้กระทั่งใช้ hate speech จนนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งมันถูกต้องเหรอที่เราจะไปทำแบบนี้กับคนอื่นในเมื่อถ้าเป็นตัวเองก็คงไม่ชอบเหมือนกัน ขนาดในโซเชียลมีเดียที่คนไม่รู้จักกัน ไม่เคยเจอหน้ากัน เมื่อความเห็นไม่ตรงกันยังพูดดี ๆ กันไม่ได้เลย ต้องใช้คีย์บอร์ดเป็นอาวุธทำลายฝั่งตรงข้าม ถ้าเป็นแบบนี้ ยังไงก็ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

ไม่ว่าชายหรือหญิงก็มีโอกาสถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงานได้ทั้งสิ้น แต่นั่นไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ และเหยื่อเกินครึ่งก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ เพราะกลัวตัวเองเสียหาย อับอาย ผู้กระทำก็เลยยิ่งย่ามใจ กลายเป็นวังวนลูกโซ่ไม่จบสิ้น ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาก็พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะมันคือเรื่องของการควบคุมตัวเอง มันคือเรื่องที่มนุษย์ต้องจัดการตัวเอง ถ้าผู้กระทำยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ต่อให้ฝ่ายเหยื่อระวังแค่ไหน กล้าที่จะเอาผิดมากแค่ไหน กฎหมายเอาผิดแรงแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่ปัญหานี้จะหมดไป

ภาพจาก JTBC

เรื่องนี้ก็เลยยังเป็นที่ถกเถียงในสังคมแบบหาจุดจบไม่ได้ คนที่ไม่โดนก็ไม่มีทางจะเข้าใจได้เลยว่ามันทุกข์ทรมานมาก และที่น่ารังเกียจก็เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ผู้ชายจะมองหน้าอกผู้หญิง เป็นแค่เรื่องของสัญชาตญาณความเป็นชาย ใครที่ไม่มองก็คือไม่ใช่ผู้ชายงี้ โดนข่มขืนก็เพราะแต่ตัวโป๊เอง โดนล่วงละเมิดก็เพราะไปให้ท่าเขาหรือเปล่า แล้วคนที่คิดแบบนี้ก็แก้ไม่ได้ด้วย น่ากลัวจริง ๆ

“ระบบอุปถัมภ์” คือ เส้นสายที่ทำลายชีวิตคน

หากเคยตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะหวังที่จะใช้ความสามารถของตัวเองเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ แล้วพบว่าเบื้องหน้ามีคนที่ใช้บันไดเลื่อนหรือใช้ลิฟต์ขึ้นไปไวกว่า เท่ากับว่าสิ่งที่พยายามมาทั้งหมดพ่ายแพ้ให้กับอำนาจและเส้นสายโดยสิ้นเชิง มันทำลายชีวิตคนคนนึงไปตั้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะบางคนต้องทิ้งอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อมาทุ่มเทให้กับสิ่ง ๆ หนึ่ง แต่เมื่อสิ่งที่คาดหวังไว้สลายหายไปในพริบตา เท่ากับว่า เขาไม่เหลืออะไรเลย

ภาพจาก JTBC

บางคนที่ไม่ผ่านเพราะรู้ว่าตัวเองความสามารถไม่ถึงหรือยังทุ่มเทไม่มากพอ มันก็ยังพอทำใจยอมรับได้แล้วนำไปแก้ไขตัว แต่บางคนเขาก็มั่นใจมากว่าเขาทำได้และทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ก็พังเพราะคนมีเงิน มีอำนาจ แถมยังโดนดูถูกว่าต่ำต้อยอีก มันน่านัก!!!

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก (แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองเป็นปกติ) ที่คนเรียนดี มีความสามารถ ทำข้อสอบผ่าน สัมภาษณ์มีความรู้ จะตกรอบ แพ้คนมีอำนาจ คนมีเส้นสาย ในการแข่งขันที่จัดขึ้นแบบ “พอเป็นพิธี” หรือคนที่ทำงานจนหลังหักก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ตรงนี้เป็นปัญหาที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่หมดไป อยู่ที่จิตสำนึกและความรู้ผิดชอบชั่วดีของคนล้วน ๆ

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความเน่าเฟะในสังคมที่ Mystic Pop-up Bar นำมาตีแผ่ ถ้าอยากรู้ว่ามันจะมีอะไรแย่และจริงกว่านี้อีกก็ต้องไปหาดู ดูแล้วก็ต้องย้อนดูตัวด้วยเนอะ ถ้าทำดีแล้วก็ทำต่อไป แต่ถ้ามีสิ่งที่จะเป็นที่รังเกียจของสังคมได้ก็ปรับเปลี่ยนบ้าง (เถอะ) ทุกอย่างมันเริ่มได้ที่ตัวเราเอง ส่วนเรานั้นขอไปงีบสักตื่น แล้วจะรีบไปดูต่อให้ถึงตอนล่าสุด @_@