Power & Energy ของทีมจากอังกฤษชั่วโมงนี้สุดยอดจริง ๆ

Power & Energy เป็นตัวตัดสินเกมที่สำคัญในปัจจุบัน จนทำให้สโมสรจากอังกฤษทั้ง 2 ทีม ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกันเองในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กลายเป็น English Final ที่น่าชื่นชม

โดยทีมแมนซิตี้ที่เสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เปิดฤดูกาล จะพบกับ ทีมเชลซีที่พลิกสถานการณ์ล่อแหลมจนต้องปลดผู้จัดการทีมช่วงกลางฤดูกาลและกลับมาฟอร์มแจ่มจรัสลุ้นดับเบิลแชมป์อย่างเหนือความคาดหมาย

ตอนที่ผมเริ่มตั้งข้อสังเกตเรื่อง Power & Energy นั้นเป็นเกมของแมนซิตี้ พบกับ ปารีสฯ แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่ จนมาประจักษ์ในเกม เชลซี พบกับ รีลมาดริด จึงคิดว่าสมมติฐานน่าจะเป็นจริง

ถ้าพูดถึง Power & Energy ในโลกของฟุตบอลอาจจะฟังดูเข้าใจยาก ผมจะลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยผมจะเปรียบเทียบกับรถยนต์เพราะทุกคนน่าจะคุ้นเคย

คำว่า Power ก็เหมือนแรงม้าของเครื่องยนต์ ยิ่งแรงม้าเยอะก็สามารถเร่งได้แรง บรรทุกได้เยอะ 

ส่วน Energy ก็เทียบกับถังน้ำมัน ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็สามารถวิ่งไปได้ไกล เร่งได้บ่อย โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน

ดังนั้นถ้ากลับมาคุยเรื่อง Power ของฟุตบอลก็หมายถึง การวิ่งสปรินท์แบบจุดระเบิด สามารถวิ่งจากจุดหยุดนิ่งจนมีความเร็วระดับ 25.2 กม./ชม. ได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งการสร้างความเร็วสูงสุดให้ได้ในระดับ 33-35 กม./ชม.

ในด้านของ Energy นั้นก็หมายถึงว่า เราสามารถวิ่งสปรินท์ได้ทั้งเกม ซึ่งในเกมระดับสูง ต้องมีการสปรินท์ 30 ครั้งขึ้นไป และระยะทางการวิ่งรวมต้องเฉลี่ย 11 กม. เกือบทุกคน ยกเว้นผู้รักษาประตู

จากเดิมเราจะเห็นว่าโดยทั่วไปในทีมหนึ่งจะมีนักเตะตัวฟิต ๆ อยู่ในตำแหน่งกองกลางหรือแบ็คอยู่แค่นั้น ส่วนพวกกองหน้าก็จะสปรินท์เฉพาะเกมบุก และกองหลังก็จะสปรินท์เฉพาะเกมรับ

แต่ในเกมลีกของอังกฤษในปัจจุบัน โดยเฉพาะทีมในหัวแถวของตาราง กองหน้าก็ต้องสปรินท์ช่วยเกมรับในการเพรสซิ่งสูง กองหลังก็ต้องสปรินท์ในเกมบุกเพราะต้องต่อบอลหนีการเพรสซิ่งมาจากข้างหลัง สรุปคือวิ่งแบบไม่มีเวลาพักหายใจ เพราะถ้าใครไม่วิ่งก็ต้องตกเป็นตัวสำรองโดยปริยาย

และทุกครั้งที่ตัดบอลได้ทีมต้องมีการเปลี่ยนจากรุกเป็นรับอย่างรวดเร็ว รวมถึงเมื่อเสียบอลในเกมบุกก็ต้องเปลี่ยนจากรับเป็นรุกให้ทันเวลา

ดังนั้นการสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย และความเคยชินในการถูกเพรสซิ่งในเกมลีกอังกฤษอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า ย่อมได้เปรียบทีมจากลีกประเทศอื่นอย่างชัดเจน และผมคิดว่าลีกอื่น ๆ ก็คงต้องปรับตัวตามเทรนด์นี้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่สามารถต่อกรทีมจากอังกฤษได้อีกเลย

และถ้านักบอลไทยท่านไหนผ่านมาอ่านบทความนี้ก็น่าจะจดจำตัวเลขนี้ไว้

  • Top Speed 35 km/h 
  • Sprint 30 times/game
  • Distance 11 km

อันนี้เป็นเลขทองของนักฟุตบอล ซึ่งด้วยทักษะที่ดีของนักบอลไทย ผมเชื่อว่าถ้าฝึกความฟิตร่างกายได้ในระดับนี้ ทุกคนสามารถไปเล่นลีกในยุโรปได้สบาย ๆ

ถ้าทักษะดีทุกด้านก็ได้ไปลีกระดับสูง แต่ถ้าทักษะที่ฝึกมาไม่ครบสมบูรณ์ก็สามารถเล่นลีกที่รอง ๆ ลงมาได้ แต่ผมเชื่อว่าได้เล่นในลีกอาชีพในยุโรปแน่นอน 

และเมื่อมีนักเตะไปค้าแข้งยังต่างแดนได้มาก ๆ วงการฟุตบอลไทยต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เงินทองจากทุกทิศต้องไหลหลั่งมายังนักเตะ ไหลหลั่งมายังสโมสร และไหลหลั่งมายังทุก ๆ ส่วนในวงการ ขอเพียงให้ทำได้ตามเลขทองด้านบน 

และยิ่งใครที่มีทักษะดีและสร้างร่างกายที่มี Power & Energy ได้ดีกว่าเลขทองนี้…..

เตรียมฝันไปหยิบ…..บัลลงดอร์…..ได้เลย

ขอบคุณภาพจาก Chelsea